เซลลูไลท์วายร้ายของคุณผู้หญิง?

      ในสายตาคนทั่วไป การพิจารณารูปร่างใครสักคนว่าจะดีหรือได้สัดส่วนมีเกณฑ์อย่างไร? เพราะหากมีเกณฑ์เหมือนดาราหรือนางแบบในปัจจุบัน คาดว่าผู้หญิง 80% อาจไม่ผ่าน แม้ว่าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หรือความสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงจะต่ำกว่ามาตรฐานอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งกระแสนิยมหุ่นผอมเพรียวอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำให้หลายคนกังวลเรื่องรูปร่างเกินพอด

      หากย้อนกลับไปสมัยอารยธรรมโบราณ เช่น กรีก โรมัน ศิลปกรรมมากมายสะท้อนภาพลักษณ์ผู้หญิงที่สวยงามต้องมีรูปร่างท้วม ต่อมาความคิดนี้ได้เปลี่ยนไปเมื่อประเทศตะวันตกได้รับอิทธิพลแฟชั่น ผู้หญิงใส่เสื้อผ้าเปิดเผยเนื้อหนังมากขึ้น เกิดการเปรียบเทียบรูปร่าง กำหนดรูปร่างในอุดมคติ จนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิง รุ่นใหม่กลัวความอ้วนมากกว่าการเจ็บป่วย แม้คนที่น้ำหนักปกติจนถึงขั้นผอมก็
หันมาควบคุมน้ำหนัก ขจัดไขมันส่วนเกิน ซึ่งล่าสุดเกิดกระแสขจัดเซลลูไลท์เพื่อให้สวยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไขมันส่วนเกิน VS เซลลูไลท์?
     อันดับแรกต้องเข้าใจว่าไขมันส่วนเกินกับเซลลูไลท์ ไม่เหมือนกัน ไขมันส่วนเกินหมายรวมถึงไขมันที่มากเกินปกติ อาจสะสมอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังทั้งลึกและตื้น รวมถึงสะสมที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ภาวะนี้เกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ถ้ามีไขมันส่วนเกินสะสมไปทั่วร่างกาย สามารถเห็นส่วนโค้งของก้อนไขมันสะสมยื่นนูนชัดเจน ซึ่งผิวหนังบริเวณนั้นก็อาจเรียบตึง และที่สำคัญสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ปัญหาข้อเสื่อม ปวดหลัง เส้นเลือดขอด โรคตับ แต่สำหรับคำว่าเซลลูไลท์ ที่ใช้เรียกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จริงๆ แล้วไม่ใช่ศัพท์บัญญัติทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์ เป็นการเรียกเซลล์ไขมันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในชั้นล่างของผิวหนัง ผิวหนังบริเวณนั้นจึงถูกดันให้นูนขึ้นก่อให้เกิดผิวลักษณะเป็นคลื่นตะปุ่มตะป่ำคล้ายผิวเปลือกส้ม สามารถพบได้ทั้งคนอ้วนและไม่อ้วน โดยเฉพาะผู้หญิงจะพบมากบริเวณต้นขาและสะโพก เซลลูไลท์ไม่ก่อให้เกิดผลเสียทางสุขภาพแต่อย่างใด ยกเว้นเรื่องความสวยงามหรือ
ความมั่นใจเท่านั้น

ทำไมถึงเกิดเซลลูไลท์ ?
     ชั้นใต้ผิวหนังส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์ไขมันและเนื้อเยื่อ ซึ่งเซลล์ไขมันจะเรียงกันเป็นกลุ่มก้อน (fat lobule) มากมาย โดยมีเส้นใยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหุ้มรอบๆ อีกที เมื่อเรารับประทานไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เซลล์ไขมันเหล่านี้ก็จะพองตัวและอาจขยายขึ้นได้มากกว่า 3 เท่าของขนาดปกติ เนื้อเยื่อไขมันจึงดันตัวออกนอกกรอบ แต่เส้นใยที่ขึงอยู่นั้น
ไม่ยืดตาม ทำให้เกิดการรัดตึง ในบางแห่งจนเห็นริ้วคลื่นบนผิวหนังได้ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มีผิวบางกว่าผู้ชายจะเห็นรอยได้ชัดเจน และเมื่อมีการสะสมมาก เซลล์ไขมันที่ก่อตัวผิดปกติจะเบียดหลอดเลือดและ ท่อน้ำเหลืองทำให้เลือดไหลเวียนไม่สม่ำเสมอ การถ่ายเทของเสียผ่านท่อน้ำเหลือง ระบบแลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่างเซลล์เสียสมดุล โครงสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์
ใต้ผิวหนังเสื่อมสภาพและขาดความกระชับยืดหยุ่น

วิธีขจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์
      วิธีลดไขมันส่วนเกินที่ได้ผลดีที่สุดคือ การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร แต่สำหรับปัญหาเซลลูไลท์แม้ว่าควบคุมอาหารก็ไม่สามารถขจัดได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงรูปร่าง สมส่วนที่ควบคุมอาหารก็ยังพบว่ามีเซลลูไลท์ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยหลายด้านเกี่ยวข้อง เช่น พฤติกรรมการกิน พันธุกรรม ฮอร์โมน การตั้งครรภ์ การสูบบุหรี่ ฯลฯ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถแก้ไขปัญหาไขมันส่วนเกินได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยแปรรูปเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อในชั้นผิวหนัง ซึ่งจะเสริมความแข็งแรง เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น

ทางเลือกในการขจัดเซลลูไลท์
์     ปัจจุบันนี้สถานบริการความงามเสนอวิธีลัดสำหรับคนที่ต้องการดูดีแบบประหยัดเวลา มีทั้งการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยร่วมกับการนวดด้วยครีมและวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เริ่มจากหลักการการทำงานของเครื่องมือนวดกระชับสัดส่วน คือ การอาศัยเทคนิคต่างๆ เช่น พลังงานความร้อน-เย็น คลื่นความถี่ต่ำ หรือแรงดูดสูญญากาศและการนวด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ลดการบวมน้ำและช่วยให้ไขมันใต้ผิวหนัง จัดเรียงตัวใหม่อย่างมีระเบียบ ทำให้รู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น ส่วนการใช้ครีมนวดกระชับสัดส่วน แม้ว่าจะมีบทความโฆษณาสรรพคุณของสารมากมายหลายชนิด แต่ก็ไม่สามารถหางานวิจัยที่เชื่อถือได้มาอ้างอิง จึงยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ว่าสามารถสลายหรือขจัดไขมันที่สะสมในร่างกายได้จริง อย่างไรก็ตามส่วนประกอบหลักของครีมเหล่านี้มักมาจากสารสกัดจากพืชบางชนิดซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อเซลล์ไขมัน เช่น theophyline ที่พบมากในชา ส่วนผสมของคาเฟอีนที่พบในกาแฟ ชา ต้นโคล่า และ aminophyline ซึ่งใช้รักษาอาการหอบหืด เป็นต้น แม้ว่าการนวดที่ถูกวิธีสามารถกระตุ้นระบบน้ำเหลืองและทำให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นจริง แต่การประสบความสำเร็จในการลดเซลลูไลท์ได้หรือไม่คงยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านของแต่ละบุคคล เพราะสุดท้ายอย่าลืมว่าไม่ว่าจะใช้เทคนิคลดสัดส่วนแบบใด ไขมันส่วนเกินก็ยังคงอยู่ในร่างกาย เพียงแต่อาจเรียงตัวใหม่เท่านั้น

การแพทย์ทางเลือกประยุกต์เพื่อความสวยงาม
     การแพทย์ทางเลือกที่ใช้รักษาโรคตั้งแต่อดีตได้รับ การประยุกต์มาใช้ในเรื่องความสวยงามในยุคปัจจุบันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
เมโสเทอราปี (mesotherapy) และคาร์บอกซี- เทอราปี (carboxytherapy)
      เมโสเทอราปี (mesotherapy) คิดค้นโดย นพ.ไมเคิล ฟิสโต ชาวฝรั่งเศส เมโสเทอราปีเดิมใช้รักษาอาการปวดอันสืบเนื่อง มาจากปัญหาหลอดเลือด เป็นทางเลือกในรักษาโดยใช้ยาฉีดยาเข้าผิวหนังชั้นกลางโดยตรง เรียกว่าเป็นทางเลือกในการรักษานอกเหนือจากการรับประทานยา แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีแพทย์นำมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสวยเพื่อสลายไขมันส่วนเกิน จนกลายเป็นที่นิยมในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ ซึ่งยาฉีดส่วนใหญ่จะเป็นวิตามิน สารสกัดจากพืช phosphatidylcholine หรือ deoxycholate ซึ่งเชื่อว่าสามารถช่วย ลดริ้วรอย ไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ ด้วยหลักการเดียวกันคือ ปรับปรุงระบบ ไหลเวียนโลหิต ซึ่งผลข้างเคียงของการฉีดคือ รอยฟกช้ำ อย่างไรก็ตามองค์การอาหารและยาของหลายประเทศยังไม่ได้รับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา เนื่องจากยาฉีดมาจากหลายแหล่งและมีหลายขนาน ดังนั้นผู้รับบริการจึงต้องใช้วิจารณญาณให้มากโดยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพึ่งพาแหล่งบริการที่ได้รับมาตรฐานเท่านั้น
      คาร์บอกซีเทอราปี (carboxy-therapy) เป็นการฉีดก๊าซคาร์บอน-ไดออกไซด์ในชั้นผิวหนัง ซึ่งเดิมทีใช้ร่วมกับการผ่าตัดแบบส่องกล้องเพื่อขยายพื้นที่ภายในบริเวณรอบๆ จุดที่จะทำการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ แต่ด้านความสวยงาม
เชื่อว่า การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านเข็มขนาดเล็กจะกำจัดเซลล์ไขมัน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด แก้ไขปัญหาเซลลูไลท์
และผิวลาย มีรายงานวิจัยแสดงการตรวจชิ้นเนื้อไขมันใต้ผิวหนังภายหลัง การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าเซลล์ไขมันถูกทำลายโดยตรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตมายังบริเวณที่ก๊าซแทรกซึมไปขณะรักษาจึงช่วยแก้ไขปัญหาเซลลูไลท์และผิวแตกลาย วิธีนี้ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาว่าปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ยกเว้นหลังการฉีดจะรู้สึกอุ่น แสบและตึงๆ ผิวบริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และควรระมัดระวังในผู้มีปัญหาโรคปอด

ได้ผลจริงหรือไม่และเห็นผลนานเพียงใด?
     เป็นความจริงที่ว่า “ในทางการแพทย์ไม่มีการรักษาใดที่จะได้ผลหรือปลอดภัย 100%” เช่นเดียวกับวิธีขจัดเซลลูไลท์ ไม่ว่าจะอาศัยเครื่องมือนวด ใช้แรงมือนวด ครีมต่างๆ หรือกระทั่งการรักษาแบบทางเลือก ก็ใช่ว่าช่วยให้คุณมีหุ่นผอมเพรียวเหมือนนางแบบ
หรือคำโฆษณา เพราะคนเรามีรูปร่างต่างกัน วิถีในการดำรงชีวิตต่างกัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวข้องอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ในการทดลองของแผนกศัลยกรรมพลาสติกที่ Bradford Royal Infirmary เวสต์ ยอร์คเชียร์ ประเทศอังกฤษ ทดสอบการขจัดเซลลูไลท์ด้วยครีมกระชับสัดส่วน ด้วยการให้ผู้หญิงที่มีปัญหาเซลลูไลท์ 35 คน ทาครีมกระชับสัดส่วนโดยทาขาทั้งซ้ายและขวา
วันละ 2 ครั้ง โดยผู้เข้าร่วมทดลองไม่ทราบว่ามีกลุ่มหนึ่งทาครีมธรรมดา (ยาหลอก) และอีกกลุ่มทาครีมกระชับสัดส่วน ปรากฏว่าค่า BMI และเส้นรอบวงของต้นขาทั้งสองก่อนและหลังการทาครีมกระชับสัดส่วนนาน 12 สัปดาห์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากการได้รับ ยาหลอก แต่ผู้หญิง 3 คนจากทั้งหมดรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น สรุปว่าการได้รับการรักษาวิธีใด วิธีหนึ่งอยู่ก็สามารถส่งผลดีต่อจิตใจ ดังนั้นผู้ให้บริการจึงใช้วิธีต่างๆ หรือให้คำแนะนำอย่าง ต่อเนื่องแก่ผู้ใช้บริการเพื่อสร้างกำลังใจในการขจัดเซลลูไลท์ เช่น คำแนะนำในการปรับปรุงการรับประทานอาหาร และความสำคัญของการออกกำลังกาย ฯลฯ
     อย่างไรก็ตามการรักษาเพื่อขจัดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ด้วยวิธีต่างๆ ไม่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินให้หายขาดได้ หากปราศจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องควบคู่กับการออกกำลังกาย ก็มีโอกาสที่เซลล์ไขมันจะขยายขนาดสู่สภาพเดิมหรือ มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนปัญหาเซลลูไลท์ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพ ดังนั้นหากไม่หวังผลในด้านบุคลิกภาพหรือรูปร่างเหมือนดารา นางแบบ ก็ไม่จำเป็นต้องรักษา การมีสุขภาพที่ดีเริ่มจากพื้นฐานเรื่องอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพียงแค่นี้ก็ทำให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส อ่อนวัยไปอีกหลายปี

และสำหรับสาวๆ ที่กำลังวิ่งตามกระแสแฟชั่นหุ่นผอมเพรียว ขอย้ำว่าไม่จำเป็นต้องมีสัดส่วนดูดี 100% คุณก็สามารถดูดีได้จากการแต่งกาย การเดิน ยืน นั่ง พูด และที่สำคัญความสามารถทางความคิด ซึ่งทำให้คนรอบข้าง ชื่นชมรักใคร่


 
คุณรู้ไหมว่า...
การลดไขมันส่วนเกินบริเวณต้นขา
หรือสะโพกด้วยวิธีอดอาหารไม่สามารถขจัดไขมันเฉพาะส่วนได้
นอกจากนี้หากสูญเสียไขมันบริเวณนั้นเป็นเวลานาน ผิวหนังซึ่งเดิมยืดตามไขมันที่พอกตัวเกินจะหย่อนคล้อย
ทำให้เกิดผิวหนัง ส่วนเกิน ดังนั้นการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักแบบ เห็นผลเร่งด่วนจึงไม่ดีต่อสุขภาพและรูปร่าง

ขอขอบคุณ : S Medical Spa และ Medisci โรงพยาบาลวิภาวดี ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบ





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.