ชื่อเรื่อง : เนื้องอกที่มดลูก ผ่าหรือไม่ คุณเลือกได้
Article : นพ.ชำนาญ แท่นประเสริฐกุล สูตินรีแพทย์
เนื้องอกที่มดลูก เป็นชื่อที่ฟังแล้วชวนตกใจสำหรับสาว ๆ ทุกคน แต่จริง ๆ แล้วอาจจะรับมือได้ไม่ยากอย่างที่กังวล
คุณเป็นเนื้องอกที่มดลูก และจำเป็นต้องผ่าตัดครับ ... ไม่ว่าใครที่เผชิญกับเหตุการณ์นี้ก็คงจะรู้สึกอึ้งหรือเครียดไม่น้อย และคงเกิดคำถามหลากหลายตามมา เช่น ก้อนใหญ่หรือเปล่า ? เป็นมากไหม ? จำเป็นต้องผ่าตัดจริงๆ หรือ? แล้วจะเป็นก้อนมะเร็งหรือไม่ ?
เนื้องอกที่มดลูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในสตรีวัยเจริญพันธุ์ เพราะเกิดขึ้นได้สูงถึงร้อยละ 20 หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ 1 ใน 5 ของสตรีในช่วงวัยเจริญพันธุ์มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงที่ตรวจพบเนื้องอกที่มดลูกทุกคนจะต้องผ่าตัดมดลูกอย่างที่ตกใจกลัว เพราะการรักษามีหลายวิธี และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ชนิดของเนื้องอก
ในทางการแพทย์ เรียกชื่อเนื้องอกที่มดลูกว่า Myoma uteri หรือ fibroid ซึ่งถือว่าเป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง และแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1.ก้อนเนื้องอกที่อยู่ในโพรงมดลูก (Submucous myoma) หมายถึง เนื้องอกที่ตัวก้อนหรือส่วนใหญ่ของก้อนยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก เนื้องอกชนิดนี้มักจะทำให้เกิดมีประจำเดือนมามาก ผิดปกติ เกิดอาการปวดประจำเดือน และในบางครั้งจะรบกวนต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ก่อให้เกิดปัญหาการมีบุตรยาก หรือหากตั้งครรภ์ก็จะมีการแท้งบุตรง่าย
2.ก้อนเนื้องอกที่อยู่ในเนื้อมดลูก (Intramural myoma) หมายถึง ตัวก้อนเนื้องอกที่เกิดฝังและแทรกอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก ซึ่งอาจจะทำให้มีประจำเดือนมามากหรือเกิดอาการปวดประจำเดือน และถ้าก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือโตไปเบียดโพรงมดลูกก็อาจทำให้เกิดปัญหาแท้งหรือมีบุตรยากได้ แต่พบไม่บ่อยนัก
3.ก้อนเนื้องอกอยู่ที่ผิวของมดลูก (Subserous myoma) หมายถึง ตัวก้อนเนื้องอกที่เกิดขึ้นอยู่ขอบด้านนอกของตัวมดลูก ซึ่งมักไม่ทำให้เกิดอาการหรือเกิดปัญหาเช่นเนื้องอก 2 ชนิดแรก ส่วนมากจะทำให้อาการอันเนื่องมาจากการที่เนื้องอกไปกดทับอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ จึงอาจจะมีปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการท้องผูกตามมา แต่บางครั้งที่เนื้องอกมีขั้วและเกิดการบิดเกลียวก็จะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงได้
อย่างไรก็ดี อาจจะมีหลายครั้งที่พบว่า มีเนื้องอกเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายก้อน หรือเกิดขึ้นหลายตำแหน่ง แต่ยังโชคดีที่เกือบทั้งหมดของเนื้องอกชนิดนี้ ไม่ใช่เนื้อร้าย คือมีเพียง 1 ถึง 2 ราย ต่อ 1,000 เท่านั้นที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
แม้ปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเนื้องอกที่มดลูก แต่พบว่าฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมีผลทำให้ก้อนเนื้องอกโตขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ เนื้องอกจึงพบบ่อยในวัยที่ยังมีประจำเดือน โดยอายุที่พบมากคือ 30-45 ปี ส่วนสตรีวัยทอง ซึ่งมีฮอร์โมนเพศลดลง พบไม่มากนัก รวมถึงบางคนที่มีก้อนเนื้องอกอยู่ ขนาดก็จะลดลงไปได้ด้วย
อาการและอาการแสดง
จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้องอก โดยมีอาการที่พบบ่อย คือ
- ประจำเดือนผิดปกติ อาจจะมาแบบกะปริบกะปรอย หรือมามากขึ้นจนทำให้เกิดอาการซีดและโลหิตจางจากการเสียเลือด
- อาการปวดท้องน้อย หรือ ปวดประจำเดือน มักจะรุนแรงจนกระทั่งต้องใช้ยาแก้ปวด หรือหยุดงาน
- อาการจากการกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง ทำให้ปัสสาวะบ่อยๆ หรือถ่ายอุจจาระลำบาก
- แท้งบุตรและมีบุตรยาก ซึ่งพบได้กับเนื้องอกชนิดที่อยู่ในโพรงมดลูก
การวินิจฉัย
การซักถามประวัติ การตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจภายใน ก็ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ แต่มักจะใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าเป็นเนื้องอกที่มดลูกจริงโดยที่ไม่ได้เป็นโรคอื่น อย่างเช่น ถุงน้ำรังไข่ หรือเนื้องอกจากลำไส้ เป็นต้น นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวนด์ยังช่วยประเมินการรักษาได้ด้วยว่า การผ่าตัดจะยากหรือไม่
แต่ในบางกรณีอาจจะมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- การส่องกล้องดูโพรงมดลูก เนื่องจากถ้าเป็นก้อนขนาดเล็กและอยู่ในโพรงมดลูก การอัลตราซาวนด์จะเห็นไม่ชัดเจนนัก
- การฉีดน้ำพร้อมกับการอัลตราซาวนด์ เพื่อดูสภาพและก้อนในโพรงมดลูกได้ชัดเจนมากขึ้น
การรักษา
อันดับแรกจะต้องประเมินตัวโรคและพยาธิสภาพ แต่ที่สำคัญคือต้องคิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการรักษาด้วย โดยส่วนมาก หากเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญขณะที่ยังไม่มีอาการมักไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพียงแต่ต้องติดตามดูขนาดของเนื้องอกต่อไป แต่หากพบว่าเป็นเนื้องอกหลังจากอาการอื่นๆ อย่างที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น ก็จำเป็นต้องมีการรักษา ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดหรือการใช้ยาชนิดต่าง ๆ
โดยการผ่าตัดจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ
1.การตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก โดยยังเก็บมดลูกไว้ เพื่อการมีบุตรต่อไป
2.การตัดมดลูกทั้งหมดออก สำหรับในรายที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือมีเนื้องอกหลายก้อนและขนาดใหญ่ จนไม่สามารถเก็บมดลูกไว้ได้อีกต่อไป
การผ่าตัดทั้งสองชนิดอาจทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดผ่านกล้อง ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความชำนาญของแพทย์ผู้ผ่าตัด โดยการผ่าตัดผ่านกล้องจะมีประโยชน์ตรงที่ทำให้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน เจ็บแผลน้อยกว่า และสามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น
ในกรณีที่ไม่ต้องการผ่าตัด การใช้ยาก็ถือว่าเป็นทางเลือกในการช่วยบรรเทาอาการที่มีประสิทธิภาพสูงมากเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาฉีดคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้มีประจำเดือน ซึ่งจะสามารถช่วยได้ในรายที่มีปัญหาด้านประจำเดือนมามาก การใส่ห่วงคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือการใช้เครื่องมือเข้าไปทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ให้มีประจำเดือน ก็เป็นการรักษาที่ให้ผลดีเช่นกัน
เพียงแต่ว่าการรักษาด้วยยาจะช่วยรักษาให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ช่วยให้เนื้องอกมีขนาดลดลง อีกทั้งอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการรักษาหรือการติดตามขนาดของเนื้องอกจึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด
บอกแล้วว่า การดูแลรักษาเนื้องอกมีทางเลือก เพียงแต่ว่าแต่ละทางเลือกก็จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป จึงต้องดูเป็นรายๆ ทางที่ดีปรึกษากับแพทย์ประจำตัวของท่านก่อนนะครับ
|