เมื่อแพทย์ติดคุก...มีผลต่อประชาชนอย่างไร ?
Article : นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรณ ศัลยแพทย์ระบบประสาท และนิติศาสตร์บัณฑิต



     ข่าวดังของวงการแพทย์ส่งท้ายปี 2550 ที่มีขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งคือ ศาลสั่งจำคุกแพทย์หญิงที่เป็นข้าราชการคนหนึ่ง ผู้ที่อาสาและเสียสละไปทำงานในภาคใต้ เนื่องมาจากความผิดในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวจำคุกแพทย์และพยาบาลในความผิดลักษณะเดียวกันนี้เช่นกันและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและเสียขวัญในวงการแพทย์อย่างรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีข่าวจำคุกหรือประหารแพทย์ แต่ทั้งหมดเกิดจากความผิดฐานเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงไม่เคยมีแพทย์หรือองค์กรของแพทย์ออกมาเรียกร้องและแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่างกับคราวนี้ซึ่งมีปฏิกิริยาจากบุคลากรในวงการสาธารณสุขอย่างมากมาย...


     แน่นอนว่าคนไทยทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน...
     แต่ทำไมแพทย์ที่มีเจตนาช่วยชีวิตคนเป็นทุนเดิม หาใช่เจตนาร้าย ถึงต้องรับโทษฐานทางอาญาเมื่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ?


     ไม่ว่าจะเกิดจากการช่วยชีวิตตามหลักการแพทย์อย่างเต็มที่แล้วก็ตาม หรือเหตุสุดวิสัย หรือความพลาดพลั้งโดยไม่มีเจตนา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจจนกลายเป็นความไม่พอใจของญาติผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่เป็นไปอย่างที่ญาติคาดหวัง จึงมีการฟ้องร้อง ซึ่งในที่สุดบางคดีต้องจบลงที่แพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลรักษาต้องเดินเข้าคุกเข้าตาราง


      คุณทราบไหมว่าหากประเทศไทยต้องเสียบุคลาการทางการแพทย์ไปเพราะการถูกจองจำแบบนี้จะก่อให้เกิดผลดีผลเสียอย่างไรต่อประชาชนทั่วประเทศอย่างไรบ้าง


ความจริงที่ต้องยอมรับ “แพทย์หลักหมื่น กับประชาชนกว่าหกสิบล้านคน !”
      ตามข้อมูลที่ได้จากตัวเลขการเป็นสมาชิกของแพทยสภา พบว่ามีแพทย์ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก (บังคับต้องลงทุกคน) อยู่ราวสามหมื่นกว่าคน เมื่อหักแพทย์ที่เสียชีวิต แพทย์ที่ไปทำงานบริหาร แพทย์ที่หันไปประกอบอาชีพอื่น จะเหลือแพทย์ที่ต้องดูแลประชากรไทย 60-70 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1: 5,000 แต่หากคิดเฉพาะชนบทห่างไกล หรืออำเภอนอกตัวเมือง จะเหลือแพทย์ไม่ถึงครึ่ง คิดเป็นสัดส่วน แพทย์ต่อประชากร 1: 30,000 โดยประมาณ !! สัดส่วนนี้ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก แต่สงสัยไหมครับว่าทั้งๆ ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทำไมชาวต่างชาติยังยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝากชีวิตไว้กับแพทย์ไทย ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แทนที่จะเลือกสิงคโปร์ ดังนั้นการกล้าฝากชีวิตไว้ในมือแพทย์ที่เป็นคนต่างชาติต่างภาษา ต้องไม่ใช่เหตุผลเรื่องค่ารักษาที่ถูกกว่าเพียงอย่างเดียว แต่ย่อมต้องมี “ความมั่นใจ” ที่จะฝากชีวิตไว้ด้วยแน่นอน นั่นเป็นบรรทัดฐานที่เชื่อถือได้ว่าแพทย์ไทยนี้มีคุณภาพมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ


      เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเป็น และแพทย์ก็คือผู้ที่ศึกษามาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย แน่นอนว่าผู้ป่วยบางรายอาจป่วยหนักเกินความสามารถในการเยียวยา หรือบางรายมีเหตุสุดวิสัยที่แพทย์ก็ไม่อาจคาดการณ์ได้จนต้องสูญเสียผู้ป่วยไป ในต่างประเทศไม่เคยปรากฏการณ์ว่ามีการฟ้องร้องทางอาญากับแพทย์จนถึงขั้นจำคุกแพทย์ด้วยเหตุของการรักษาผู้ป่วย ในขณะที่คนไทย พูดภาษาไทยด้วยกันกลุ่มหนึ่ง กลับต้องการให้มีการจำคุกแพทย์ โดยใช้มาตรฐานการพิจารณาคดีเดียวกันกับฆาตกรที่มีเจตนาฆ่า หรือคนเมาสุราแล้วขับรถโดยประมาท เพียงเพราะแพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตญาติของเขาไว้ได้
แพทย์เป็นอาชีพที่ต้องดูแลช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น แพทย์จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นวิชาชีพที่ได้รับการอบรมมาเฉพาะ แต่ตราบใดที่แพทย์ก็คือมนุษย์ปุถุชน ตราบนั้นแพทย์ก็ยังอยู่ภายใต้สุภาษิตที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” เช่นเดียวกันกับทุกอาชีพ ทุกชนชั้น


แพทย์รู้สึกอย่างไร...เมื่อการรักษาไม่ได้ผล ?
     เดิมพันความสำเร็จในการทำงานของแพทย์คือการรักษาชีวิตผู้ป่วย แต่หากล้มเหลวนั่นหมายถึงว่าแพทย์ท่านนั้นต้องสูญเสียผู้ป่วยที่ตนเองหมายมั่นที่จะช่วยให้เขากลับไปอยู่กับญาติมิตรได้เหมือนเดิม คุณทราบไหมครับว่าความรู้สึกที่แพทย์ต้องสูญเสียคนไข้รายแรกที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ เป็นความรู้สึกที่ทรมานอย่างบอกไม่ถูก เชื่อว่าแพทย์ทุกคนคงเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แพทย์บางท่านถึงกับไปทำบุญ กรวดน้ำ ใส่บาตร บางท่านถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางท่านเปลี่ยนไปเรียนสาขาที่ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตโดยตรง เช่น แพทย์ผิวหนัง แพทย์เสริมสวย แพทย์นิติเวช เป็นต้น เมื่อทำงานมากขึ้นๆ จึงเริ่มยอมรับว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นเรื่องธรรมชาติ แพทย์เองต้องปล่อยวางให้ได้ ดังที่อาจารย์แพทย์เคยแนะนำว่า
“เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว ต้องปล่อยวางไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หากแพทย์เราไม่ปล่อยวาง เราจะไม่สามารถรักษาหรือรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้อีกเลย” แต่การปล่อยวางนั้น มิใช่การไม่ใส่ใจต่อความผิดพลาดหรือผลอันไม่คาดหวัง หากแต่ต้องนำบทเรียนไปใช้ศึกษาและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดกับผู้ป่วยรายอื่นอีก


      แพทย์ทุกคนเป็นมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกเสียใจเมื่อต้องสูญเสียคนไข้ของตัวเองไป แต่ “การแสดงความเสียใจ” ต่างกับ “คำขอโทษ” เพราะคำขอโทษอาจทำให้ญาติของผู้ป่วยเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าแพทย์เกิดความผิดพลาดโดยเจตนา หรือหากแพทย์เอ่ยคำขอโทษโดยมีเหตุมาจากความสุดวิสัย ขีดจำกัดทางการแพทย์ ก็เป็นไปได้ว่าญาติจะแปลความหมายว่าแพทย์ไร้ความสามารถ นำมาสู่การฟ้องร้อง หรือถึงแม้จะไม่มีการฟ้องร้อง แต่ความมั่นใจในตนเองของแพทย์ก็ลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นต่อไปในอนาคต


     ในการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยบางครั้งญาติซึ่งกำลังโศกเศร้า และไม่อยู่ในสภาวะมีสติพอที่จะลำดับเหตุผลได้ แต่ต้องการคำขอโทษหรือคำอธิบายถึงเหตุสุดวิสัยจากแพทย์โดยทันที บางครั้งก็เกินกว่าที่แพทย์จะให้ได้ ผลจึงลงเอยด้วยเปลี่ยนความโศกเศร้ามาเป็นโกรธ และมองหาคนผิด ซึ่งแพทย์เองก็ได้ทำการรักษาดูแลผู้ป่วยตามที่ครูบาอาจารย์ และตำราการแพทย์ได้สั่งสอนมา ดังนั้นการเอ่ยคำขอโทษเพียงเพราะต้องการให้เรื่องจบๆ ไป ในขณะที่ญาติผู้ป่วยยังไม่เข้าใจเหตุผลทางการแพทย์นั้น ก็อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าแพทย์ปกปิดความผิดไว้แต่ต้น ซึ่งอาจลงเอยด้วยการฟ้องร้องทางกฎหมาย (ในบางประเทศทางยุโรป มีกฎหมายมิให้อ้างคำขอโทษใดๆ ของแพทย์มาว่ากล่าวเป็นเหตุให้แพทย์ต้องรับผิดในชั้นศาล ซึ่งการตรากฎหมายมาตรานี้ไว้ก็เพื่อช่วยให้แพทย์แสดงความเห็นอกเห็นใจญาติผู้ป่วยได้โดยมิต้องกังวลว่าญาติจะเข้าใจผิดและนำมากล่าวอ้างให้รับผิดชอบในภายหลัง)


ค่าทำขวัญ ค่าเยียวยา กับการฟ้องร้อง ?
     ในกรณีที่ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แล้วมีการร้องขอค่าทำขวัญ ค่าเยียวยาจากแพทย์หรือ สถานพยาบาล ซึ่งมักลงเอยด้วยการปฏิเสธคำขอ ?
     การที่แพทย์ปฏิเสธคำขอค่าทำขวัญหรือค่าเยียวยา เพราะบางกรณีสาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากการกระทำผิดของแพทย์ แต่มักเกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น การแพ้ยา หรือ หัวใจวายกะทันหันระหว่างการผ่าตัด ในบางกรณีก็เกิดจากผลแทรกซ้อนที่คาดหมายได้และเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่าเป็นความเสี่ยงของกระบวนการรักษา ซึ่งแพทย์ทุกคนจะได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากอาจารย์แพทย์ หรือตำรา ดังนั้นเมื่อแพทย์รู้สึกว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด หนำซ้ำการรักษาพยาบาลที่ทำไปก็อยู่ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์และยังทำไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ จึงเป็นเรื่องขัดความรู้สึกอย่างรุนแรงที่จะต้องจ่ายเงินตามคำร้องขอ ซึ่งหากจ่ายก็เท่ากับว่ายอมรับผิดทั้งที่มิได้กระทำผิด (ต่างกับกรณีคนเมาสุราขับรถชนคนแล้วยอมรับผิด จึงยอมจ่ายค่าทำขวัญหรือค่าเสียหายให้ เพราะถือว่าคนขับมีเจตนาเมาสุราจนทำให้เกิดความประมาท)


เมื่อแพทย์ต้องติดคุกหรือต้องโทษอาญา ใครกันแน่ที่เดือดร้อน ?
     แน่นอนว่าคนที่เดือดร้อนเป็นคนแรกคือตัวแพทย์และครอบครัวเอง ผลต่อเนื่องคือแพทย์ท่านนั้นอาจต้องหยุดการทำงานโดยปริยาย บางท่านต้องปฏิเสธการรับคนไข้ไว้ในความดูแลทันที ผลที่ตามมาคือ ภาระการดูแลรักษาคนไข้จะไปตกกับแพทย์ที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดกรณีฟ้องร้องกับแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ที่มีแพทย์ทำงานเพียง 2 คนต่อ 1 โรงพยาบาล เทียบสัดส่วนที่ต้องดูแลคนป่วยคือแพทย์ 1:50,000 คนป่วย จะกระโดดไปเป็น 1:100,000 นั่นหมายความว่าชีวิตคนอีกแสนคนที่อยู่ในพื้นที่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี (ตามเวลาโดยเฉลี่ยของศาลชั้นต้นในการได้มาซึ่งคำพิพากษา) และหากรอจนครบ 3 ศาล ก็หมายถึงเวลา 5-6 ปี ยังไม่รวมชีวิตของผู้ป่วยอีกนับไม่ถ้วนที่อาจต้องสูญเสียไปเพราะแพทย์ที่เหลือเกิดความกล้าๆ กลัวๆ ที่จะรับผิดชอบชีวิตคนอื่น เพราะเห็นตัวอย่างการถูกฟ้องร้องจากเพื่อนแพทย์ทั้งที่ให้การรักษาตามหน้าที่โดยสุจริตใจที่จะช่วยชีวิตผู้คนแต่กลับต้องไปขึ้นศาลในคดีอาญาแทน
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแพทย์ถูกฟ้องร้องจากการทำหน้าที่แพทย์มากขึ้นทุกวัน รวมทั้งผลพวงของคำตัดสินที่แพทย์ถูกฟ้อง จึงทำให้แพทย์ต้องระวังตนเองมากขึ้น เช่น แต่เดิมหากมีผู้ป่วยหนักหรือฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์หรือพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง แพทย์ส่วนใหญ่จะรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงหน้าที่เพราะเป็นสามัญสำนึกที่ต้องการช่วยเหลือชีวิตคน แต่ในวันนี้จากกรณีแพทย์ถูกฟ้องร้องมากมายทำให้อาชีพแพทย์อยู่บนความเสี่ยงสูง จึงเกิดการปฏิเสธการดูแลผู้ป่วยเมื่อได้รับการร้องขอฉุกเฉิน บางท่านอาจให้เหตุผลว่า ไม่ได้อยู่เวร หรือไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะหากให้การรักษาแล้วเกิดเหตุสุดวิสัยที่แพทย์จะควบคุมได้จนสูญเสียชีวิตผู้ป่วย หรือเกิดความเสียหายแก่ตัวผู้ป่วย ก็อาจถูกญาติผู้ป่วยกลับมาฟ้องแพทย์ผู้ที่พยายามช่วยเหลือนั้น

ต่างประเทศแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ?
     กงล้อแห่งความสูญเสียทางการแพทย์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศจนถึงขนาดที่ว่าในบางประเทศต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองการปฏิบัติงานของแพทย์ที่เป็นไปด้วยความสุจริตใจเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นมิให้ต้องโทษทางอาญาเพียงเพราะญาติขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติงานและความรู้ทางการแพทย์ โดยมีการกำหนดให้เอาผิดทางอาญาได้เฉพาะในกรณีที่แพทย์มีเจตนา หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น (เป็นต้นว่าเมาสุราแล้วไปผ่าตัดผู้ป่วย) นอกจากนี้ศาลในต่างประเทศหลายแห่งได้จัดให้มีคณะกรรมการการแพทย์เฉพาะ เรียกว่า “Medical expert witness” เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้ศาลก่อนการใช้ดุลพินิจในการนำคดีทางการแพทย์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น เราจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีประเทศใดในโลกนี้ จำคุกแพทย์ด้วยสาเหตุของความผิดพลาดโดยธรรมดาหรือเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดได้ระหว่างกระบวนการรักษาพยาบาล


     ท้ายที่สุดนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาการฟ้องร้องแพทย์จะได้รับแก้ไขโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียแก่ระบบสาธารณสุขไทยที่ได้วางรากฐานไว้อย่างดีจนก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของพี่น้องคนไทยทั่วประเทศต่อไป ความเข้าใจในข้อมูลการรักษา การยอมรับในข้อจำกัดทางการแพทย์ของผู้ป่วยหรือญาติโดยไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ร่วมกับแพทย์เองก็ต้องปรับตัวและ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ด้วยกันทั้งสองฝ่ายคงช่วยทำให้ปัญหานี้เบาบางลงไม่มากก็น้อย “


สำหรับท่านที่มีคำถามเกี่ยวกับ ปัญหา ความไม่เข้าใจในเรื่องขั้นตอนของกระบวนการรักษาพยาบาล กรุณาส่งคำถามมาได้ที่ email : doctormethee@hotmail.com หรือที่คอลัมน์ “Medical Facts” นิตยสาร HealthToday 58-60 ซ.สุขุมวิท 62 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 1026





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.