วางใจให้เป็นสุข 1
พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร



     ท่ามกลางโลกายุคโลกาภิวัตน์อันเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่ายุค IT ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารเครื่องมือที่ทันสมัยย่อโลกไว้ในฝ่ามือ มนุษย์เรา ได้สร้างวัฒนธรรมที่พันธนาการตัวเองกับวัตถุ และสร้างวิถีชีวิตที่ไร้อิสรภาพ ซ้ำซากจำเจ วนเวียนอยู่กับกิจกรรมเดิมๆ กับเวลาอันรีบเร่ง แข่งขัน ดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาวัตถุมาสนอง ความอยาก สนองความใคร่ สนองความพอใจของตน เที่ยวหาความสุขจากวัตถุซึ่งไม่มีทาง ที่จะสิ้นสุดได้เลย หลายคนคิดว่าความสุขคือ การใช้เงินซื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของ เพื่อน ความรัก ยศตำแหน่ง การศึกษา และอะไร ต่อมิอะไรอีกมากมาย วิถีชีวิตปัจจุบัน ของเราเป็นอย่างนี้กัน

     เราทั้งหลายก็นับว่ายังโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้เรียนรู้และรับฟังพระธรรมของพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ซึ่งทรงเป็นที่พึ่ง และเป็นบรมครูอันยิ่งใหญ่ ทรงชี้ทางสว่าง ทางสงบ และความสุขที่แท้จริงให้แก่มวลมนุษยชาติ ขอเพียงเราน้อมนำธรรมของพระองค์มาศึกษาให้จริง แล้วลงมือปฏิบัติ จริง ผลแห่งการปฏิบัตินั้นก็จะปรากฏให้เห็นจริง เมื่อถึงเวลานั้นแล้วความสุขก็จะวิ่งเข้ามาหาเรา โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยยากวิ่งไปหามัน
     ก่อนอื่นนั้นเรามาทำความรู้จักกับความสุขกันก่อนว่า “ความสุขคืออะไรและความสุขอยู่ที่ไหน???”
     มีเรื่องเล่ากันว่า มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงมีความทุกข์มากเหลือเกินเพราะบรรทมไม่หลับ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย หมอเก่งๆ กี่คนก็รักษาไม่หาย ทำอย่างไรๆ ก็ไม่หาย
     มาวันหนึ่งพระราชาได้ไปเจอพระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียง เลื่องลือในการสงเคราะห์ผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ พระองค์เข้าไป หาแล้วหลวงปู่ก็บอกมาว่า “มีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าพระองค์ อยากจะบรรทมหลับอย่างมีความสุข พระองค์จะต้องสวมเสื้อของคนที่มีความสุข รับรองว่าต้องนอนหลับได้สนิทแน่นอน”
     พระราชาจึงกลับเข้าวัง แล้วตรัสกับเสนาบดีว่า “เห็นท่านเสนาบดี มีความสุขเหลือเกิน ลองขอยืมเสื้อใส่หน่อยซิ” เสนาบดีทูลตอบว่า “ข้าพระองค์ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้วพระเจ้าข้า เป็นทุกข์กังวลใจจนนอนไม่หลับ เพราะไม่ทราบว่าเมื่อไรจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจไล่คณะ- รัฐบาลของข้าพระองค์ออก อีกปัญหาบ้านเมืองก็มีแต่เรื่องที่ต้องแก้ไขมากมาย ข้าพระองค์ไม่มีความสุขหรอกพระเจ้าข้า” เมื่อมีความกังวลอยู่อย่างนี้เสนาบดีก็ยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสุข ถามอมาตย์และ เจ้าหน้าที่กี่คนๆ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ในที่สุดก็หาไม่ได้ ทางราชสำนักจึงตั้งหน่วยเฉพาะกิจล่าเสื้อแห่ง ความสุข ส่งกองสอดแนมไปนอกกำแพงเมือง
     ขณะที่หัวหน้าหน่วยกำลังเดินอยู่ที่มุมกำแพงนั้น พลันได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า “สุขจริงโว้ยๆ” หัวหน้าหน่วยได้ยิน ดังนั้นจึงบอกว่า “ได้การล่ะ หามานานแล้ว กว่าจะได้ยินคนบอกว่าสุขจริงโว้ย” จึงบอกนายทหารให้รีบวิ่งไปจับตัวถอดเสื้อมาเลยโดย ไม่ต้องขออนุญาต กลุ่มทหารก็วิ่งนำหน้าไป ตัวหัวหน้าเองก็วิ่งตาม-หลังไป เพียงพักเดียวเท่านั้นกลุ่มนายทหารวิ่งสวนทางกลับมามือเปล่า
     “เอ้าไหนเสื้อละ” หัวหน้าถามทหารนายหนึ่ง “ตามมันไม่ทันหรืออย่างไร วิ่งแค่นี้ตามไม่ทันหรือ” “ทันครับ” ทหารคนนั้นตอบ “อ้าวแล้วจับตัวเขาได้หรือเปล่า” “จับตัวได้ครับ” “อ้าว....แล้วทำไมไม่ถอดเสื้อมาล่ะ ในเมื่อเขามีความสุข” ทหารคนนั้นจึงตอบไปว่า “ขอโทษครับ แกไม่มีเสื้อใส่ แกเป็นขอทาน วันนี้แกขอได้ไก่ย่างมาตัวหนึ่ง กำลังแทะอย่างมีความสุขเหลือเกิน แกจึงเปล่งอุทานว่า สุขจริงโว้ยๆ คนมีความสุขแต่ไม่มีเสื้อใส่ ผมไม่รู้จะถอดเอาอะไร จึงได้กลับมามือเปล่าครับ” หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจจึงไปกราบทูลเรื่องราวแก่พระราชา พระราชาจึงตรัสว่า “ความสุขนี่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องภายนอกเลย แต่ความสุขมันอยู่ที่ใจต่างหาก”
     เหมือนกับเราทุกวันนี้ต่างก็แสวงหาความสุขกัน ที่เรากำลัง เดินทางกันอยู่นี่เพื่อไปหาความสุขกันมิใช่หรือ บางคนบอกว่าเรียนสูงๆ ยิ่งได้จบจากเมืองนอกแล้วจะมีความสุขมาก บางคนมีเงินเยอะๆ แล้วจะมีความสุข บางคนมีบ้านหลังโตๆ มีรถคันโก้ๆ บางคนมีตำแหน่ง ใหญ่โตเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะมีความสุข บางคนได้ไปเที่ยวรอบโลกแล้วจะมีความสุข ได้ใส่เสื้อตัวใหม่ มีมือถือเครื่องใหม่ ปลื้มใจกับแฟนคนใหม่ ภูมิใจกับบ้านหลังใหม่ แต่ความสุขนี้อยู่ไม่นานก็ค่อยๆ จืดจางลงไป แล้วความอยากได้ของใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีก ให้เป็นทุกข์ใจ กว่าจะได้มาก็ต้องลำบากเหนื่อยยาก ดิ้นรนหาเงินมาซื้อสนองความอยากอีก พอได้มาแล้วไม่นานก็เบื่ออีกวนไปเวียนมา เราต้องสาละวนวิ่งหาความสุขด้วยความทุกข์ยากกันไม่ว่างเว้น
ความสุขกับความทุกข์ ถ้าดูผิวเผินจะเห็นว่าเป็นคนละขั้ว รสชาติก็ต่างกันลิบลับ แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี มันอยู่ใกล้กันมาก ไม่ต่างอะไรภูเขาหุบเหว ภูเขาอยู่ที่ไหน หากมองลงไปก็เห็นหุบเหว อยู่ที่นั่น บางครั้งมันก็คือตัวเดียวกัน หลวงพ่อชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง ท่านสอนไว้ว่า

     “สุขทุกข์ทั้งสองอย่างท่านไม่ให้ไปจับมัน อย่าไปหมายมั่น สุขกับทุกข์ก็เหมือนกับงู เราเห็นแล้วเราก็ปล่อยมันเลื้อยไป อย่าไปจับเดี๋ยวมันกัด ทุกข์ของฉันมันกัด สุขของฉันมันกัด เหมือนงูนะ สุขก็เหมือนงูตัวหนึ่ง ทุกข์ก็เหมือนหัวงูอสรพิษนั่นแหละ ถ้าเห็นแล้วว่ามันเป็นพิษก็ปล่อยไป สุขทุกข์ก็เหมือนหัวงูหางงู ถ้าเราไปจับว่าแหมมันสุขเหลือเกิน เมื่อมันหายไปมันจะทุกข์ขึ้นมา มันมีราคาเท่ากัน นี่คิดให้เป็นธรรมะมันจึงจะรู้จัก แต่คนเราไม่ชอบทุกข์ จะเอาแต่สุขทั้งนั้นแหละ มันไม่ใช่นะ เอาสุขก็เหมือนเอาทุกข์ เอาทุกข์ก็เหมือนเอาสุขนั่นแหละ”

     ความสุขกับความทุกข์มักมาด้วยกันเสมอเหมือนฝาแฝด สังเกตให้ดีเราสุขด้วยอะไรเรามักจะทุกข์กับสิ่งนั้นเสมอ เช่น ถ้าเราได้อยู่ใกล้คนที่เรารักกัน เราจะมีความสุข แต่ถ้าเขาทิ้งเรา เปลี่ยนใจไปกับคนอื่น เราก็จะทุกข์มากเป็นเท่าทวีคูณ ท่านถึงบอกว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ มีรักร้อย มีทุกข์ร้อย มีรักน้อย มีทุกข์น้อย ไม่รักไม่ทุกข์ ถ้าเงินทอง ข้าวของ บ้านเรือน รถยนต์และทรัพย์สินมรดกทำให้เราเป็นสุข ไม่นานมันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความห่วงกังวล พลัดพราก และทุกข์ยิ่งขึ้นเมื่อยึดติด ที่ต้องเฝ้าดูแลรักษา ถ้าเกิดเสียหายก็ยิ่ง ทุกข์ขึ้นไปอีก บ่อยครั้งความสุขกับความทุกข์ก็แยกจากกันไม่ได้ หากพิจารณาให้ดีความทุกข์ไม่ได้มาจากไหนหรอกมันซ่อนตัวอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่าความสุขนั่นเอง
     ครั้งหนึ่งมีคนถามพระพุทธเจ้าว่า ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์ ความสุขและความทุกข์มาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด เป็นเพราะ พระพรหมลิขิตหรือว่าพระเจ้าบันดาลอย่างนั้นหรือ? พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
     “สุขและทุกข์นั้นเกิดจากเหตุปัจจัย อาศัยผัสสะคนจึงทุกข์ อาศัยผัสสะคนจึงสุข” ผัสสะคือสิ่งที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูป หู ได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้ถูกต้องสัมผัส จิต ได้ประสบกับอารมณ์ต่างๆ ถ้าผัสสะที่มากระทบแล้วเกิดชอบใจ พอใจก็ทำให้มีความสุข จิตใจก็จะฟู แต่ถ้าผัสสะที่มากระทบแล้วไม่ชอบใจ ก็ทำให้เกิดความทุกข์ จิตใจก็จะแฟบ ถ้าชอบก็ฟู ถ้าชังก็แฟบ อารมณ์ของคนเรามีอยู่ 2 ประการคือ ชอบกับชัง ถ้าชังก็ทุกข์ ถ้าชอบก็สุข ทุกข์กับสุขนี้เราเป็นผู้กำหนดมันเอง เราเป็นผู้กำกับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสุขนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ
     หนึ่ง สามิสสุข คือ สุขพึ่งพา สอง นิรามิสสุข คือ สุขพอเพียง
     ความสุขประการแรก เรียกว่า สามิสสุข คือความสุขที่อิงอามิส ความสุขที่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยจากภายนอก เป็นสุขแบบ Passive ต้องรอรับความสุขจากคนอื่นจากสิ่งอื่น สุขแบบนี้อาตมาของเรียกว่า สุขแบบทาส คือไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องอาศัยผู้อื่นหรือสิ่งอื่นจึงมีสุข เช่น ต้องให้คนทำตามที่เราปรารถนาเราถึงมีความสุข ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ยมฺปิจฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ปรารถนา สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์” สังเกตไหมว่า เหตุใดคนร่ำรวยมั่งคั่ง จึงมีความทุกข์มากกว่าคนจน เพราะเขาชอบตั้งเงื่อนไขว่าต้องให้ได้ อย่างนี้อย่างนั้น ไตรมาสนี้บริษัทต้องทำกำไรให้ได้เท่านี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าไม่สำเร็จ ก็เป็นทุกข์ ถ้าธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่ว่านี้ ชีวิตฉันจะ ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ไม่มีความสุขแล้ว เพราะไปตั้งเงื่อนไขกับ ความคาดหวังกับตนเองเกินไป
     แม้ว่าคนเราจะอยู่ได้ด้วยความหวัง แต่ก็ไม่ควรคาดหวัง
     เพราะในความหวัง มันมีทั้งสมหวังและผิดหวัง
     ถ้าเราไม่คาดหวัง สิ่งที่ได้มาจะมีค่า เพราะว่าเราไม่ได้หวัง
เราลืมไปว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จเสมอไป เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตมีความสุขได้มากมาย ด้วยวิธีเรียบง่าย และประหยัด แค่รู้จักชะลอชีวิตให้ช้าลง ไม่ต้องวิ่งตามกระแสโลกา-ภิวัฒน์ กระแสแฟชั่นหรือค่านิยมที่เขาบอกว่าทันสมัย มีเทรนด์ อยู่อย่างเรียบง่ายแบบพอเพียงมากขึ้น พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้ มีเวลาอยู่กับครอบครัวญาติพี่น้อง ทำงานที่ตนรักและได้มีโอกาสสงบจิตพักใจด้วยการเข้าวัดเข้าวาบ้าง มีเวลาช่วยเหลือสังคมบ้าง ชีวิตก็เป็นสุขแล้วไม่ใช่หรือ

ส่วนสุขประการที่สอง นิรามิสสุข คือ สุขพอเพียง นั้นเป็นอย่างไร จะเล่าให้ฟังในตอนหน้า...


เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกฐิน 60 กอง 60 ปีครองราชย์
เพื่อสมทบทุนสร้างเมรุ วัดโคกเพชร ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์
วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2549 ได้ที่ พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร วัดปทุมวนาราม ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร 0-5134-8121
บริจาคผ่านธนาคาร ธ.นครหลวงไทย สาขาย่อยศาลายา
บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 100-2-00536-6

ชื่อบัญชี พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร






For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.