คลังเลือดจากสายสะดือ
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
การเก็บเลือดจากสายสะดือทารกเพื่อเอาไว้รักษาโรคเป็นเรื่องที่กำลังดังขึ้นมาในโลก ใครที่ติดตามข่าวทางการแพทย์จะเริ่มรู้ว่าปัจจุบันนี้มีคลังเลือดสายสะดือเกิดขึ้นมาก เขาประมาณการเอาไว้ว่ามีคลังเลือดสายสะดือแล้วราว 100 แห่ง 40 แห่งอยู่ในยุโรป 30 แห่งอยู่ในสหรัฐฯ และแคนาดา 20 แห่งในเอเชีย และ 10 แห่งในที่อื่นๆ
เลือดจากสายสะดือมันมีดีตรงไหน คำตอบคือ เลือดจากสายสะดือมีสเต็มเซลล์ (Stem Cells) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นตอที่มีศักยภาพสามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเป็นเซลล์ของอวัยวะใดๆ ในร่างกายก็ได้ ปกติเซลล์ในสิ่งมีชีวิตแต่ละเซลล์พัฒนามาจากสเต็มเซลล์ ถึงจุดหนึ่ง
มันจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรมให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง เช่น เซลล์ตับ ไต หัวใจ เม็ดเลือด เมื่อกลายไปเป็นเซลล์ใด
เซลล์หนึ่งดังกล่าวแล้วก็จะหมดสภาพของความเป็นสเต็มเซลล์
โดยหลักการแล้วการรักษาโรคที่ทำกันในปัจจุบันเป็นการรักษาอาการ เช่น หัวใจขาดเลือด หรือควบคุมโรค เช่น การควบคุมน้ำตาลในโรคเบาหวาน โดยใช้ยา แต่การรักษาโดยสเต็มเซลล์เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ หรือสมุทัยของโรค คือเอาเซลล์ใหม่เข้าไปแทนเซลล์เก่าที่เป็นโรคหรือตายไป ทำงานไม่ได้ โดยทฤษฎีแล้วสเต็มเซลล์จึงมีศักยภาพที่จะรักษาโรคให้หายขาดได้
ทุกวันนี้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์จากสายสะดือกันมาก ที่จริงสเต็มเซลล์สามารถหามาได้จากหลายแหล่งในร่างกายมนุษย์ คือ จากตัวอ่อนที่เพิ่งเริ่มปฏิสนธิ จากเซลล์ในไขกระดูก จากกระแสเลือด จากเซลล์กล้ามเนื้อ และจากเลือดในสายสะดือทารก
ปัจจุบันนี้มีโรคที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้มากกว่า 40 ชนิด พูดกว้างๆ คือ โรคเลือดจาง (โรคของเม็ดเลือดแดง) โรคของเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งบางชนิด และการซ่อมเนื้อเยื่อ เช่น เซลล์หัวใจที่ขาดเลือดตาย (ยังทำการวิจัยกันอยู่ยังไม่จบ)

คำถามที่สำคัญคือ ทำไมต้องใช้สเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือ? เหตุที่เลือดในสายสะดือเป็นแหล่งของสเต็มเซลล์ที่ดีกว่าแหล่งอื่นๆ คือ
• เลือดจากสายสะดือมีสเต็มเซลล์มากและเป็นที่ยอมรับในวงการกันแล้ว
• สเต็มเซลล์จากสายสะดือใช้รักษาโรคร้ายแรงได้อย่างน้อย 40 ชนิด
• สเต็มเซลล์จากสายสะดือสามารถนำไปใช้รักษาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้
• สเต็มเซลล์จากสายสะดือสามารถนำไปใช้รักษาคนในครอบครัว
เดียวกันได้ดีกว่าสเต็มเซลล์จากคนอื่น
• การใช้สเต็มเซลล์ที่เก็บจากทารกแล้วเอากลับมาใช้รักษาโรคของคนๆ นั้นเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มีผลดีในการเข้ากันได้ หรือร่างกายยอมรับ
เซลล์นั้น ไม่มีปฏิกิริยาปฏิเสธเซลล์นั้น มากกว่าสเต็มเซลล์จากคนอื่น
• เทคโนโลยีการเพิ่มจำนวนเซลล์กำลังพัฒนาขึ้นมาในขั้นทดลองทางคลินิกให้สามารถขยายจำนวนสเต็มเซลล์ที่เราเก็บไว้ได้ แล้วเอาไป
แบ่งปันใช้ได้หลายครั้ง หรือให้กับคนไข้หลายคนได้
ตัวอย่างโรคที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์จากสายสะดือ
Acute lymphoblastic leukemia (มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) Liposarcoma (มะเร็งเนื้อเยื่อไขมัน) Severe aplastic anemia (ไขกระดูกล้มเหลวในการสร้างเม็ดเลือด) Thalassemia (โรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติ) โรคทางด้านเมตาบอลิสมหลายโรค โรคทางด้านภูมิคุ้มกันบกพร่อง (ที่ไม่ใช่เอดส์) หลายโรค
สถิติในการรักษาโรคโดยใช้สเต็มเซลล์จากสายสะดือ (จากแหล่งหนึ่งของสหรัฐฯ ในอินเตอร์เน็ต) มีดังนี้
ในปี 2548 มีโรคที่รักษาได้ประมาณ 40 โรค จำนวนหัตถการที่ทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากสายสะดือ (Cord blood transplant)
มี 5,000 กว่าราย จำนวนครอบครัวที่ใช้บริการคลังเลือดสายสะดือคือ 300,000 กว่าราย ความน่าจะเป็นของคนอายุ 50 ปีที่จะตรวจพบโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยสเต็มเซลล์จากสายสะดือคือ 1 ใน 100
ปัจจุบันนี้มีการตั้งคลังเลือดสายสะดือในทางพาณิชย์กันขึ้นมากมาย มีการเก็บเลือดแล้วเอาไปเก็บรักษาไว้โดยกรรมวิธีทาง
วิทยาศาสตร์เป็นเวลานานหลายปี เช่น 25 ปี จนกระทั่งเด็กทารกที่เป็นเจ้าของเลือดดั้งเดิมโตเป็นผู้ใหญ่กลายเป็นเจ้าของเลือดตามกฎหมายแทนผู้ปกครอง
หลักการของการฝากเลือดสายสะดือของทารกไว้ที่คลังเลือด คือ คนตั้งท้องหรือครอบครัวทำการติดต่อกับทางบริษัทที่รับให้บริการดังกล่าวก่อนจะมีการคลอด แล้วบริษัทคลังเลือดจะส่งอุปกรณ์ในการใช้เก็บเลือดมาให้ เวลาคลอดสูติแพทย์จะทำการเก็บเลือดจาก
สายสะดือใส่ภาชนะ แล้วทางบริษัทจะส่งพนักงานมารับเลือดนั้นเอาไปเก็บที่คลังเลือด เมื่อเลือดไปถึงบริษัทแล้ว เขาจะทำการทดสอบเลือดดูหลายอย่าง เช่น ตรวจหมู่เลือด นับจำนวนเซลล์ ตรวจความมีชีวิต (viability) ของเซลล์ ตรวจหาโรคติดต่อร้ายแรง (เช่น เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซี โรคซิฟิลิส) หรือโรคต้องห้ามอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าไม่มีข้อบ่งห้ามใดๆ เขาก็จะดำเนินการเก็บรักษา ถ้ามีข้อห้าม
เขาก็จะไม่รับเก็บเลือดนั้น
การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน ความเสี่ยงของการใช้บริการคลังเลือดสายสะดือมีหลายอย่าง
ที่ผู้บริโภคควรรู้คือ การใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอาจจะไม่มีประสิทธิผล 100% ความเป็นไปได้อาจจะต่ำหรือไม่มีเลยที่เด็ก (เจ้าของเลือด) และพ่อแม่ หรือครอบครัว (ที่มีความเสี่ยงต่อโรคต่ำ) จะมีความจำเป็นที่จะใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคในอนาคต ทำให้เสียเงินลงทุนเปล่า
ไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าเลือดจากสายสะดือจะเอาไปปลูกถ่ายเข้ากันได้กับทุกคนในครอบครัวหรือใช้รักษาโรคของคน
ในครอบครัวได้ ความสำเร็จในการรักษาโรคโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อาจจะมีหลายปัจจัยที่นอกเหนือไปจากสเต็มเซลล์เอง คือ
ชนิดของโรค ความเข้ากันได้ของเซลล์ผู้ให้กับผู้รับ ฯลฯ
สนนราคาค่างวดในการใช้บริการคลังเลือดสายสะดือจากแหล่งหนึ่งที่สหรัฐฯ คือ ถ้าเก็บ 10 ปี เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,125 ดอลลาร์ (45,000 บาท) ถ้าเก็บ 20 ปี เสียประมาณ 1,975 ดอลลาร์ (79,000 บาท) ส่วนในประเทศไทยก็มีบริษัทเอกชนของต่างประเทศที่มาเปิด
ให้บริการเหมือนกันแต่จะส่งเลือดไปเก็บที่คลังในสิงคโปร์ สนนราคาประมาณ 41,160 บาทต่อการจัดเก็บครั้งแรก และเสียค่าบำรุง
การจัดเก็บอีกปีละ 6,000 บาท หากเก็บถึง 20 ปีจะเป็นเท่าไหร่ต้องคูณกันดู
การรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์และเทคนิคการเก็บรักษาเลือดจากสายสะดือยังเป็นศาสตร์ที่กำลังมีการวิจัยพัฒนากันอยู่เรื่อยๆ ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก บริษัทที่ทำการรับจ้างเก็บรักษาเลือดจากสายสะดือทารกที่เป็นของคนไทยเอง
ยังไม่มี (เท่าที่รู้) การเซ็นสัญญาในระยะยาวกับบริษัทต่างประเทศก็เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่เราท่านทั้งหลายพึงรู้ไว้ |