ขับรถให้ปลอดภัย
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
     การขับรถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการ-ดำรงชีวิตของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่ดี ไม่ครอบ-คลุมเพียงพอ แม้ในสังคมตะวันตกที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาก็เถอะ ที่นั่นลูกหลานละทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไปสร้างรัง
ของตนเอง
คนแก่จึงจำเป็นต้องพึ่งตนเอง หลายคนแก่งั่กแล้วยังต้องขับรถไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งที่จำเป็น เช่น อาหาร สำหรับ
คนแก่เหล่านี้การขับรถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียไม่ได้
     การขับรถทำให้สะดวกสบาย แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างคือ เสียค่าใช้จ่ายซื้อรถ ค่าบำรุงรักษา ค่าประกัน ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล เมื่อเกิดอุบัติภัย ในบรรดาค่าอะไรต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ค่ารักษาพยาบาลน่าจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงโดยการป้องกัน ไม่ให้เกิดอุบัติภัยไงครับ
     อุบัติภัยเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะบางแง่บางมุม บางสิ่งบางอย่างที่ควรคำนึงในการขับรถให้ปลอดภัย
หัดขับรถให้ปลอดภัย
    คนที่เริ่มหัดขับรถครั้งแรกควรจะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ไม่ควรสอนกันเอง โดยเฉพาะคนที่เป็นแฟนกัน การสอน
ขับรถอาจจะทำให้โกรธกัน เพราะคนสอนอาจจะแสดงธาตุแท้ออกมาในเวลาตกใจสุดขีดปล่อยให้คำหยาบบาดใจหลุดออกมาเมื่อเห็น
ลูกศิษย์เหยียบคันเร่งแทนที่จะเหยียบเบรก โรงเรียนสอนขับรถยนต์เขามีรถพิเศษซึ่งมีคันเหยียบเบรกสำหรับครูผู้สอนที่นั่งข้าง
นักเรียนขับรถ ทำให้ปลอดภัยเพราะครูช่วยเบรกได้เวลานักเรียนพลาด นักเรียนสามารถฝึกการบังคับรถให้เคลื่อนที่ เลี้ยวซ้าย
เลี้ยวขวา เดินหน้า ถอยหลัง เมื่อโรงเรียนสอนทักษะพื้นฐานเป็นแล้วนักเรียนจำเป็นต้องไปฝึกฝนเพิ่มเติมต่อไปเองอีก ทั้งนี้เพราะโรงเรียนส่วนมากสอนแค่พื้นฐาน แค่ออกถนนได้ไม่กี่ครั้ง แล้วก็พาไปสอบใบขับขี่แล้วก็ปล่อยอิสระ (ไปเป็นเหยื่อบริษัทประกันหรือ
ตรงข้าม?) นักเรียนควรจะไปฝึกต่อที่บ้าน โดยครูที่บ้าน เช่น พ่อ แม่ แฟน อาจจะหาลานกว้างๆ สักแห่ง แล้วเอาเสาพีวีซี (ที่เสียบในกระป๋องปูนซีเมนต์เป็นฐานตั้ง) วางไว้เป็นหลักจำลองสถานการณ์ เสานี้ดีที่ล้มง่ายเวลาขับชนหรือเฉียดจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อรถ โดยวิธีนี้เราสามารถฝึกทักษะในการขับซิกแซ็ก ขับเข้าซอง ขับเข้าจอดแบบขนาน ถอยหลังเข้าจอด ฯลฯ ขับจนชำนาญแล้ว
จึงค่อยออกไปผจญกับการจราจรจริงๆ จะได้ไม่เสียค่าเล่าเรียนแพงมากเกินไปจนบริษัทประกันส่ายหน้า
ขับรถอย่าให้ชนท้ายคันอื่น
    การขับรถตามหลังคันอื่นให้ปลอดภัยจากการชนท้ายสามารถทำได้ จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า ต้องขับรถทิ้งช่วงจากคันหน้า 4 วินาทีจึงจะปลอดภัย ทิ้งช่วง 4 วินาทีหมายความว่า ถ้าเราขับรถ ตามคันหน้าจนมีความเร็วของรถเท่ากันแล้วเริ่มจับเวลา เมื่อรถคันหน้าผ่านจุดหมายตาเช่น เสาไฟฟ้า หรือต้นไม้ เราก็เริ่มจับเวลาจนถึงเวลาที่รถเราไปถึงจุดเดียวกันนั้น ในทางปฏิบัติจะง่ายถ้าเราใช้วิธีนับ คือถ้าเรานับ 1, 2, 3 เร็ว ๆ จะใช้เวลาประมาณ 1 วินาที ถ้านับได้ 4 วินาทีแสดงว่าระยะห่างระหว่างรถทั้งสองคันพอดีที่จะไม่ทำให้เกิด ชนท้ายกันเมื่อรถคันหน้าเกิดเบรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลักเกณฑ์นี้อาจจะใช้ได้ไม่มากนักในเมืองไทย เพราะนักขับไทยมักจะแซงไป ปิดช่องว่าง
เมาแล้วขับหลับในคุกหรือตู้เย็น
     การเมาเหล้าขับรถทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้
คนบาดเจ็บล้มตายปีละมากๆ รัฐจึงมีกฎหมายกำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ผิดกฎหมายออกมา คือ 50 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ของเลือด (50 มก.%) จากการทดลองพบว่าถ้าดื่มเหล้าวิสกี้ 3 แก้ว ใน 1 ชั่วโมง จะได้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มก.% (1 แก้ว หมายความว่า วิสกี้ 30 มิลลิลิตร = แม่โขง 3 ฝา) ทุกวันนี้นักขับรถต้องระวังเรื่องนี้เพราะตำรวจเอาจริง เขามีเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ใน ลมหายใจ (Breathalyser) ใช้กันทั่วประเทศแล้ว สามารถตรวจจับคนเมาแล้วขับได้สะดวกสบายทุกวันนี้มีคนโดนจับแล้วรู้สึกเข็ดหลาบ มามากแล้ว เพราะเวลาโดนจับถ้าหาเงินมาประกันไม่ทันจะต้องนอนคุกก่อนจะไปขึ้นศาลจราจร ศาลอาจสั่งปรับและให้ทำงานรับใช้สังคมเป็นเวลาหลายวัน (ถ้าเป็นคนที่มีค่าแรงแพงมีหวังเสียรายได้มากมาย) ปัจจุบันนี้นักขับที่ชอบดื่มเหล้าควรจะใช้แท็กซี่ดีกว่า อนึ่งควรจะรู้ไว้ด้วยว่าคนเรากินเหล้าได้ไม่เท่ากัน คนที่คออ่อนนานๆ กินที กินแก้วเดียวก็อาจจะเมาหลับเวลาขับรถได้ คนคออ่อนจึงไม่ควรดื่ม แล้วขับ ในต่างประเทศบางแห่งตามบาร์ตามคลับเขาจะมี รปภ.ร่างใหญ่ที่เรียกว่า Bouncer ทำหน้าที่ห้ามปรามหรือหน่วงเหนี่ยวกักตัวลูกค้าที่เห็นว่าเมาเอาไว้ในห้องพักเพื่อให้สร่างเมา ก่อนจะปล่อยให้ขับรถกลับบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปจบลงในตู้เย็นห้องเก็บศพ
ขับรถช้าก็ตายได้
     ความเร็วเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตนักขับมามากต่อมาก แม้แต่นักแข่งรถมืออาชีพ เช่น ฟอร์มูลาวัน ที่ว่าเก่งมากแล้วก็ยังพลาดตายมาแล้วบ่อยๆ แต่ความช้าคือคนที่ขับรถช้าก็อาจจะตายได้เหมือนกัน คนที่ขับรถช้าแล้วไปขวางทางคนอื่น โดยเฉพาะไปบล็อกทางทำให้เขาแซงไม่ได้ ทำให้เขาอัดอั้นตันใจ โกรธเกรี้ยว บางคนโกรธมากเร่งเครื่องขับรถปาดหน้าเกิดความเสียหาย เสียเงิน เสียอารมณ์ คนขับบางคนอาจจะถึงขนาดบ้าคลั่งชักปืนยิงรถคันเต่า กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วแถวรังสิตเมื่อไม่นานมานี้นี่เองทางที่ดีควรขับรถให้เร็วเท่ารถทั่วๆ ไปบนถนนที่เขาขับกันอยู่ หรือถ้าขับเร็วไม่ได้จะด้วยเหตุใดก็ตามก็ควรจะชิดซ้ายให้เขาแซงไปได้
ปรัชญาการขับรถที่ควรมีไว้เป็นมงคลในการขับรถ
     • คนเดินถนนมีสิทธิ์ใช้ถนนแต่คนขับรถต้องขออนุญาต ดังนี้จึงควรให้โอกาสคนเดินใช้ถนนมากกว่า
     • คนเราแต่ละคนมีสิทธิ์ใช้ถนนได้เท่ากัน รถสาธารณะ เช่น รถประจำทาง มีผู้โดยสารในรถมากกว่ารถเก๋ง คนขับรถเก๋งจึงควรให้เกียรติรถสาธารณะมากกว่ารถเราเอง
     • เวลาเราเดินถนนหรือเดินในศูนย์การค้าคนเราจะให้เกียรติกัน ยอมให้ทางกัน ไม่มีการขัดขืนโกรธเคืองเอาเรื่องกันเมื่อมี
ีคนเดินมาแซงหรือมาขอทาง แต่เวลาขับรถวิธีคิดหรือจิตวิทยาของคนขับรถจะต่างออกไป เนื่องจากไม่เห็นหน้าเห็นตากัน ทำให้ขาดความ-
เกรงใจกัน ไม่ยอมให้ทางกัน จึงมีเรื่องรถเฉี่ยวชนกันบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น เวลาเราขับรถถ้าเราคิดเสียว่าเหมือนการเดินถนนจะทำให้เราให้ทางคนอื่นได้ง่ายขึ้น มีความปกติสุขในใจมากขึ้น การขับรถจึงปลอดภัยมากขึ้นอีกมากมาย
|