อาหารกาย อาหารใจ (2)
พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร
     อาหาร คือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญในการดำรงอยู่ของชีวิต เพราะในอาหารมีสิ่งสำคัญที่เรียกว่า แร่ธาตุ ไปหล่อเลี้ยงส่วนที่จำเป็นของร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะ
ร่างกายที่เจริญเติบโตแข็งแรงได้ก็เพราะอาหาร และอาหารก็สามารถผลาญทำลาย ร่างมนุษย์ให้เสื่อมโทรม ทำให้อ้วนผอมมากไป น้อยไป แข็งแรง อ่อนแอ อมโรค และถึงตายได้ก็เพราะอาหาร
   อาหาร คือเชื้อเพลิงของชีวิต ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ที่ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง ร่างกายของคนจะแข็งแรงเติบโตและทำงานได้ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็เพราะได้อาหารดีมีคุณประโยชน์และพอเหมาะพอดี ตรงกันข้ามถ้าอาหารเป็นพิษหรือหรือผิดคุณลักษณะที่เรียกว่า อาหารขยะ ก็อาจทำให้เกิดโรคภัยถึงตายได้เหมือนกัน
   ในแต่ละวันของคนเราต้องอาศัยอาหารในการดำรงชีวิต โดยปกติคนทั่วไปมักจะรู้จักอาหารแต่เฉพาะของที่รับประทานได้หรือที่ เรียกว่าอาหารกาย ซึ่งส่วนมากก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่มีอาหารอีกอย่างหนึ่งที่คนเรามักไม่ค่อยรู้จักคือ... อาหารใจ อาตมาถือว่าเป็นอาหารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตให้อยู่ได้อย่างสมบูรณ์และมีสุขภาวะที่ดี ในทางพระพุทธศาสนาก็ได้กล่าวถึงอาหารไว้เหมือนกัน ซึ่งปรากฏในฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฏกเล่มที่ 11 ข้อที่ 244 หน้าที่ 240 พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกเป็น 4 ประเภท คือ
   1. กวฬิงการาหาร (physical nutriment) อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารปกติทั่วไปที่กลืนกินไปเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ให้มีพละกำลัง แข็งแรงดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข
   2. ผัสสาหาร (contact as nutriment) อาหารคือผัสสะ ได้แก่ กระทบของอายตนะภายนอกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาบรรจบอายตนะภายใน คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะตามมา
   3. มโนสัญเจตนาหาร (mental choice as nutriment) อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่ากรรม เป็นตัวชักนำให้เกิดภพชาติ
   4. วิญญาณาหาร (consciousness as nutriment) อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คือรูปกับนาม
   ในพระพุทธศาสนาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินพอสมควร หลวงพ่อพระธรรมปิฏกท่านบอกว่า ชีวิตดีเริ่มที่การกินอยู่เป็น พอกินอยู่เป็น มันก็คิดเป็นเอง การศึกษาพระพุทธศาสนาเริ่มที่การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหาร การใช้สอยบริโภคสิ่งต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีทุกอย่าง คือ ต้องถามตัวเองว่า เรากินเพื่ออะไรกันแน่? ของที่เราใช้มันนี้เพื่ออะไรกัน? ท่านได้กล่าวในหนังสือคู่มือชีวิตตอน กินอย่างไรให้เป็นไตรสิกขาว่า การศึกษาก็อยู่ในกิจกรรมทุกอย่างของชีวิตนี่เอง จึงบอกว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็ต้องเริ่มศึกษาแล้ว เพื่อจะให้ชีวิตเป็นอยู่ด้วยดี เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงเริ่มฝึกคนให้ศึกษาตั้งแต่การเป็นอยู่ประจำวัน ว่าการกินอยู่นี่แหละ เราต้องมีการศึกษา ถ้ากินไม่เป็น ไม่รู้จักใช้ไตรสิกขาในการกิน การกินก็ไม่ได้ผลดี
   การกินก็คือการเสพอย่างหนึ่ง ถ้าเสพดีก็มีคุณ แต่ถ้าเสพไม่ดีก็มีโทษ ถ้าเสพไม่เป็นก็ตกเป็นทาสของตัณหา ความทะยานอยาก ซึ่งมีเพื่อนมนุษย์เป็นจำนวนมากพยายามเหลือเกินที่ขวนขวายไขว่คว้าเพื่อที่จะได้อาหารมาสนองความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
   อาหารตา คือการได้ดูรูปที่สวยๆ ภาพที่งามๆ หนังภาพยนตร์ที่ดีๆ ดาราที่สวยๆ หล่อๆ รวมสิ่งมีสีสันที่เจริญตา อันพาให้เจริญใจ
   อาหารหู คือการได้ฟังเสียงที่ไพเราะเพราะพริ้ง คำพูดหวานๆ คำยกยอปอปั้นชื่นชม เสพดนตรี คีตศิลป์ บรรเลงดนตรีที่ดีๆ
   อาหารจมูก คือการได้ดมกลิ่นหอม กลิ่นดอกไม้ น้ำหอม กลิ่นหนุ่ม กลิ่นสาว กลิ่นที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม หลงใหลใฝ่ฝันหา กลิ่นอันรัญจวนใจ
   อาหารลิ้น คือการได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศ อร่อยเหาะ อาหารดีๆ ราคาแพงๆ ตามภัตตาคารหรูดูดีมีระดับ อยู่ไกลแค่ไหนก็ตะเกียก-ตะกายไปเพื่อให้ได้กิน
   อาหารกาย คือการได้สัมผัสของสวยๆ งามๆ นุ่มๆ น่ารักใคร่ กำหนัด ยินดีที่ตนพอใจ ทั้งสัตว์ บุคคล สิ่งของ เพื่อสนองความพอใจของตนและโชว์สายตาของคนอื่นเพื่อให้เขาชื่นชมตน
   อาหารใจ คืออารมณ์ที่เกิดกับใจ สิ่งที่ใจนึกคิด ก็พยายามหาสิ่งที่ตนชอบอกชอบใจ ถ้าน่าใคร่น่าปรารถนาก็เป็นสุขยิ่ง สรุปสั้นๆ คือความสุขใจ เบิกบาน ร่าเริง ความปิติสุขในชีวิต
   พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสว่า ในบรรดารสของอาหารทั้งปวง รสแห่งธรรมนั้นเลิศประเสริฐกว่ารสใดๆ ดังนั้น ธรรมะจึงได้ชื่อว่าเป็นอาหารใจ ที่มีสารอาหารที่ทรงคุณค่าและให้ประโยชน์ต่อชีวิตอย่างยิ่ง นอกจากจะระงับดับความหิวแล้ว ยังระงับความเร่าร้อน กระสับกระส่าย ดิ้นรน ขวนขวาย แสวงหาอย่างไม่รู้จักอิ่ม อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ โศก โรคภัยทั้งปวง เรียกว่า หากใครได้ลิ้มรสแห่ง พระธรรมแล้วไซร้ จะมีแต่ความอิ่มอกอิ่มใจ ปิติสุขมิรู้คลาย แม้จะประสบทุกข์ หรืออุปสรรคปัญหาก็ไม่ทุกข์ร้อนเหมือนคนทั่วไป เพราะว่าเขาได้สารอาหารที่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์ และนำไปสู่การดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง 
   เมื่อกล่าวถึงอาหารใจ ว่าคือธรรมะแล้ว ก็ดูจะกว้างเกินไปไม่มีจุดโฟกัสเพราะธรรมะมีตั้งมากมาย แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หลายท่านบอกไม่รู้จะนำข้อไหนมาปฏิบัติดี หากจะกล่าวโดยย่อก็คือ การปฏิบัติตามแนวไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ท่านได้กล่าวธรรมอุปมาอันเป็นการสรุปในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ว่าเป็นอาหารใจในหนังสือความผิดในความถูก ได้อย่างน่าสนใจว่า
   เรื่องศีลก็ดี เรื่องสมาธิก็ดี เรื่องปัญญาก็ดี เหมือนอาหารของเรานะ ศีลถ้าเป็นอาหารของเราก็เรียกว่ามีหวานอย่างเดียว ไม่มีมัน ถ้าเพิ่มสมาธิเข้ามาแล้วมันก็มีมันด้วย มันมีหวานแล้วก็มีมัน นี่ มันดีอย่างนี้ ถ้ามีมันกับหวาน มันก็ไม่สมบูรณ์มันต้องมีหอมอีก สามอย่างนี้สมบูรณ์เลย จะเป็นอาหาร ภายนอกก็ตาม มันสมบูรณ์ มีหวาน มัน แล้วก็หอม มันก็ชวนให้คนทานเต็มที่ นั่นละ อย่างนี้...
   ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เปรียบได้กับไม้ท่อนเดียวกันแล้วเรามาตัดออกเป็น 3 ท่อน แต่ความเป็นจริงมันก็คือท่อนเดียวกัน(ใจ) ความจริงศีล สมาธิ ปัญญา มันก็เป็นอันเดียวกัน
ไม่ใช่หลายอัน พวกที่ปฏิบัติมันจะโทษสิ่งทั้งหลายเหมือนกับหมาบ้า มันก็กัดของมันไปเรื่อย อยู่ตรงไหนก็ไม่สบาย เหมือนกับหมาจิ้งจอกที่เป็นขี้เรื้อน ที่วิ่งเข้าวิ่งออก ลุกขึ้นเข้าโพรงไม้ในถ้ำ มันจะเดินก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งนอนเข้าในโพรงไม้ ในถ้ำ พุ่มไม้วิ่งตลอดเวลา ความจริงหมามันเป็นขี้เรื้อน ความไม่สบายนั้นมันมีความเห็นผิดอยู่คือการไม่สังวร สำรวมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพราะยังมีความเห็นผิดอยู่ในตัวเรา คือยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ เหมือนกับสุนัขที่โรคเรื้อนมันหาย ถ้าหากว่าเรารู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริงแล้วเราก็สบาย...
   กล่าวโดยสรุป ในหลักของไตรสิกขาคือ การดำเนินชีวิตด้วยสติ ความระลึกอยู่และรู้ตัวในปัจจุบันขณะ ไม่ว่าจะทำ พูด คิด รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ใจที่คิดนึก หรือจะให้จำง่ายๆ คือการดำเนินชีวิตตามหลัก เก่ง(ปัญญา) ดี(ศีล) มีความสุข(สมาธิ) ก่อนจะจบตอนนี้ใคร่จะขอฝากหลักธรรมที่หลวงพ่อพุทธทาส ธรรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคซึ่งท่านได้ปรุงอาหารใจเป็นธรรมะไว้มากมายหลายรสชาติ ให้ผู้ใฝ่ธรรมได้ลิ้มลอง ท่านก็ได้กล่าวถึงเรื่องอาหารการกินเหมือนกันในหนังสือมรดกที่ขอฝากไว้ ข้อที่ 117 ว่า ชาวพุทธแท้ ไม่กินสิ่งที่มั่นหมายว่าเป็นเนื้อหรือเป็นผัก แต่กินอาหารที่บริสุทธิ์ถูกต้อง สมควรแก่การกิน โดยความเป็นธาตุตามธรรมชาติ และกินเท่าที่จำเป็นจะต้องกิน เหมือนน้ำมันหยอดเพลารถ หรือการกินเนื้อบุตรของตนเองที่ตายลงไปเมื่อหลงทางกลางทะเลทราย เพื่อประทังชีวิตให้รอดออกไปได้ เท่านั้น
   ข้อที่ 165 ท่านก็บอกอีกว่า กินแต่เนื้อก็เป็นยักษ์ กินแต่ผักก็เป็นค่าง ดังนั้นพุทธบริษัทจึงกินแต่อาหารที่บริสุทธิ์ ปราศจากความหมายมั่นด้วยอุปาทาน ว่าเป็นนั่น เป็นนี่ นอกจากเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติควรแก่การบริโภคของบุคคลผู้ปรารถนาความเป็นอิสระจากกิเลส
เนื่องจากมนุษย์เราประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ กายกับใจ ร่างกายนั้นเราต้องเอาใจใส่ดูแลและบำรุงเลี้ยงด้วยข้าวปลาอาหาร
อยู่เสมอ จึงเจริญเติบโตได้ ถ้าขาดอาหารเสียแล้ว ร่างกายก็ผ่ายผอมไม่เติบโตหรือแคระแกร็น จนถึงตายในที่สุด ส่วนจิตใจก็ต้องการอาหารเช่นเดียวกัน หาไม่แล้วจะเกิดพิการทางจิตได้ ฉะนั้นการปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นการให้อาหารที่มีคุณภาพแก่จิตใจอย่างหนึ่งจิตใจที่ได้รับการบำรุงรักษาด้วยไตรสิกขานี้ จะมีความบริสุทธิ์สะอาด มีคุณธรรม มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีความผ่อนคลาย โปร่งเบา และสงบสุข... |