ฟ้องแพทย์: แพทย์ผิดจริงหรือผู้ป่วยเข้าใจผิด ?
นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ
     ทุกวันนี้หากเปิดตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือดูรายการวิเคราะห์ข่าวรายวันจะพบว่าประเด็นที่ร้อนแรง
และได้รับความสนใจในทุกครั้งที่เป็นข่าวคือ คดีร้องเรียนแพทย์ว่าให้การรักษาโดยประมาท ไม่เอาใจใส่ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหาย
มีทั้งการฟ้องร้องทางอาญา และฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ด้วยคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะแพทย์
จ.พังงา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านน้ำเค็มประมาณ 8 กม. เป็นอีกจุดที่ได้รับความเสียหายมาก
ในหน้า classified ตามหนังสือพิมพ์จะเห็นประกาศของสำนักทนายความรับว่าความคดีแพทย์โดยเฉพาะ เหมือนที่เมืองนอกมีกัน และแพทย์หลายคนเริ่มเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น
เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว หรือแม้กระทั่งไปขายตรงสินค้าต่างๆ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียใหญ่หลวง
ของบุคลากรอันมีค่ายิ่งของประเทศ เกิดอะไรกันขึ้นกันแน่ในการรักษาพยาบาลของเมืองไทย?
   แต่หากมองในมุมของแพทย์แล้ว แพทย์ส่วนใหญ่คงจะเสียกำลังใจ ท้อใจ เพราะทุกวันนี้แพทย์ทำงานหนัก
ให้การรักษาอย่างเต็มกำลังทุกครั้ง ความผิดพลาดที่เกิดนั้นอาจเกิดจากความบกพร่องโดยตรงของแพทย์บางราย
ซึ่งเป็นส่วนน้อย หรืออาจเกิดจากความเข้าใจผิดของผู้ป่วยและญาติ
กระทั่งอาจเกิดอย่างสุดวิสัยที่จะป้องกันหรือแก้ไขได้
   ผู้ป่วยหรือญาติที่ร้องเรียนแพทย์มักกล่าวในทำนองว่า ตอนเข้ารักษาก็เดินมาดีๆ
แต่ทำไมญาติถึงเสียชีวิต และที่ต้องร้องต่อสื่อมวลชนก็เพียงแต่ต้องการให้สื่อเป็นตัวกลาง
แต่เมื่อสื่อตีข่าวออกไปแพทย์ก็ตกเป็นจำเลยทางสังคมทั้งๆ ที่อาจไม่ได้ทำผิด
ในบทความนี้จึงนำเสนอตัวอย่างความไม่เข้าใจจนเกิดการฟ้องร้องขึ้นระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยหรือญาติที่พบบ่อยๆ ในสังคมไทย
แพทย์ต้องทำตัวเป็นหมอเทวดา ไม่ว่าจะอาการหนักแค่ไหน
เมื่อมาถึงมือแพทย์แล้วสบายใจได้ ผู้ป่วยต้องไม่เป็นอะไร
ความจริง : หลายต่อหลายกรณีที่มีการร้องเรียนว่าแพทย์ประมาท ไม่สนใจดูแลผู้ป่วย
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักหรือแย่ลง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วแพทย์ได้ให้การรักษา
เต็มที่เท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์นั้นๆ แล้ว
   ปัจจุบันนี้ดูเหมือนมีความสับสนระหว่างความเข้าใจในขั้นตอนการรักษาของแพทย์กับความคาดหวังถึงผลที่จะได้รับของผู้ป่วย
โดยคนทั่วไปมีความคาดหวังต่อแพทย์สูง และไว้วางใจแพทย์เป็นที่พึ่งสุดท้าย
เมื่อการรักษาไม่เป็นดังหวังจึงรู้สึกว่าเป็นความผิดของแพทย์ ตัวอย่างเช่น หากมารดามาฝากครรภ์กับแพทย์และตรวจตามนัดโดยตลอด
ในการคลอดบุตรก็ต้องไม่มีการเสียชีวิตของทั้งบุตรและมารดา หากเกิดการเสียชีวิตแพทย์ย่อมเป็นฝ่ายผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว
แม้แต่ในประเทศที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้า การคลอดบุตรก็ยังมีอัตราตายอยู่เสมอ โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ระหว่างการฝากครรภ์หรือช่วงก่อนคลอด
ความเข้าใจผิด เช่น ถ้ามีเงินมากมายพร้อมจ่ายให้ โรงพยาบาลก็ต้องรับประกันความปลอดภัยให้ถึงที่สุด
และไม่ควรมีคำว่า เหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ ทั้งๆ ที่ในตำราทางการแพทย์ ระบุชัดเจนว่า
ไม่มีการรักษาใดๆ ที่ไม่มีความเสี่ยง ทุกวันนี้ชีวิตเราเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพียงคุณซื้อยาแก้ปวด paracetamol
มารับประทานเอง ก็อาจจะแพ้ยาตายได้ หรือเกิดตับอักเสบรุนแรงอันเนื่องมาจากการตอบสนองต่อยาที่ผิดจากคนปกติทั่วไป
การรักษาในปัจจุบันนี้การรักษาพยาบาลกระทำไปบนพื้นฐานของการชั่งน้ำหนักว่าวิธีใดมีความเสี่ยงน้อยที่สุด แพทย์ก็จะเลือกวิธีนั้น
ดังนั้นผู้ป่วยหรือญาติจึงไม่ควรคาดหวังในสิ่งที่เกินความเป็นจริง
   ความประมาทหรือความละเลยของแพทย์บางท่านในการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย
มีทั้งที่เป็นความไม่รับผิดชอบของบุคลากรทางการแพทย์เอง หรือเป็นเหตุสุดวิสัยที่แพทย์ได้ทำดีที่สุดแล้วเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้
เช่น แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนที่มีสัดส่วนอัตรากำลังน้อยของหมอน้อยมากต่อจำนวนคนไข้ บางแห่งแพทย์หนึ่งท่านดูแลผู้ป่วยนอก
วันละหลายสิบหรือเกือบร้อยคน หากบริการช้าก็โดนต่อว่า หากเร่งให้เร็วขึ้นก็ไม่มีเวลาพูดคุยอธิบายกับผู้ป่วย เรียกว่าโดนต่อว่าทั้งขึ้นทั้งล่อง
ซึ่งเหตุการณ์นี้พบได้มากในโรงพยาบาลของรัฐ แต่เมื่อมีการสื่อออกไปในวงกว้าง กลับฉายภาพออกมาเพียงมุมเดียว
โดยไม่นำเสนอภาพหรือเงากระจกอีกด้านของการทำงานของแพทย์ให้ประชาชนได้รับทราบ การแก้ไขต้องทำทั้งสองทาง
โดยเพิ่มอัตรากำลังแพทย์ให้เพียงพอกับผู้ป่วยและพัฒนาสถานที่ อุปกรณ์การแพทย์ให้เพียงพอขึ้น
ซึ่งอาจทำไม่ได้ทั้งหมดในทันทีและคงต้องใช้เวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมาก ส่วนภาคประชาชนต้องมีการส่งเสริมสุขภาพ
ป้องกันการเจ็บป่วย รวมทั้งให้ความรู้ภาคประชาชนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพพื้นฐาน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในระยะยาว
   ในความเป็นจริงแพทย์ทุกคนถูกสั่งสอนจากโรงเรียนแพทย์
ให้ดูแลผู้ป่วยทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน ไม่มีความลำเอียง แพทย์ก็ต้องให้การรักษาอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ
เชื่อแน่ว่าระบบนี้ยังมีอยู่และจะเป็นอยู่ต่อไปในอนาคต แต่เหตุที่การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายทำได้ไม่เท่าเทียมกัน
ก็เพราะสถานะภาพของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกันไป
มันเป็นธรรมดาของโลก
แพทย์ให้ยาอะไรมา ทำไมกินแล้วแพ้ยา สงสัยจะเป็นยาไม่มีคุณภาพ หรือ ทำไมแพทย์ไม่จ่ายยาตัวนี้เหมือนที่โรงพยาบาล (มักเป็นเอกชน) จ่ายให้ล่ะ
ความจริง : ปัญหากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาที่แพทย์ที่ปฏิบัติงาน
ในภาครัฐหรือเอกชนบางแห่งค่อนข้างลำบากใจ
เพราะในปัจจุบันมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายยาที่ต่างจากในอดีตค่อนข้างมาก แต่เดิมนั้นถ้าแพทย์เห็นควรว่า
ผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องได้รับยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพื่อให้อาการของโรคดีขึ้น
แม้ผู้ป่วยจะไม่มีเงินจ่ายค่ายา แพทย์ก็สามารถสั่งให้ได้ เพราะมีระบบสังคมสงเคราะห์หรือเงินกองกลางจากเงินบำรุงของโรงพยาบาล
ที่เปรียบเสมือนหน่วยกลางในการบริจาคยาให้โรงพยาบาลแต่ละที่อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันระบบการรักษาเปลี่ยนไป มีการทำบัญชียาหลัก
ที่แพทย์สามารถจ่ายได้ ยาบางอย่างต้องได้รับการอนุมัติ ยาบางอย่างผู้ป่วยต้องจ่ายเอง ประกอบกับระบบการเงินของโรงพยาบาล
ที่ค่อนข้างจำกัดแตกต่างกันไปตามสถานะของแต่ละโรงพยาบาล การช่วยเหลือจากหน่วยงานดังกล่าวเปลี่ยนไปเพื่อให้สอดคล้องกับระบบในปัจจุบัน
แพทย์จึงต้องให้การรักษาตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นแล้วสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลอาจมีปัญหาหนักขึ้นไปอีก
ไม่เคยสำส่อนทางเพศ ไม่ได้ใช้ยาเสพติด อีกทั้งไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงใด ๆ
แต่ทำไมหลังจากไปโรงพยาบาลผ่าตัดหรือฉีดยามา ผลเลือดกลับเป็นบวก
ความจริง :
กรณีนี้เคยเป็นเหตุการณ์ฟ้องร้องทางการแพทย์มาแล้ว หลายคดีเรื่องก็ถูกนำไปสู่กระบวนยุติธรรมทางศาล ผมขออธิบายว่า...
   ขั้นตอนการให้เลือดหรือส่วนประกอบโลหิตจะเริ่มด้วยการที่แพทย์สั่งพยาบาลเจาะเลือดเพื่อหาหมู่เลือด
และให้เจ้าหน้าที่นำส่งตัวอย่างเลือดให้กับงานห้องเลือด
จากนั้นงานห้องเลือดก็จะตรวจเช็คตามขั้นตอนว่าเลือดดังกล่าวมีเชื้อแอบแฝงหรือไม่ หากไม่มีก็จะแจ้งผลว่าได้เลือดที่ต้องการและกันไว้ให้สำหรับผู้ป่วยรายนั้นๆ
และเมื่อแพทย์ต้องการใช้เลือดก็จะสั่งการรักษาโดยให้พยาบาลนำเลือดมาให้
   ดังนั้นโลหิตทุกถุงที่ให้กับผู้ป่วยจึงได้รับการการันตีด้วยมาตรฐานการแพทย์ที่เท่าเทียมกันกับการแพทย์ฝั่งตะวันตก
ว่าปลอดเชื้อ แต่ต้องภายใต้ข้อแม้ว่า เลือดดังกล่าวตรวจไม่พบเชื้อ ณ วันที่ตรวจเช็ค
แต่เชื้อโรคหลายชนิดมีระยะฟักตัวในเลือดที่สารเคมีทางห้องปฏิบัติการทุกวันนี้ไม่สามารถตรวจพบได้หากยังมีเชื้อจำนวนน้อยหรือกำลังฟักตัวอยู่
ดังนั้นผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับเลือดถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสได้รับเชื้อทั้งสิ้น
แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัด แต่พอจะให้รับรองผลการผ่าตัด แพทย์กลับปฏิเสธ อย่างนี้ใครจะกล้าให้ผ่าตัด
ความจริง : หากแพทย์ท่านใดรับปากผู้ป่วยหรือญาติว่า การผ่าตัดใดๆ ที่กำลังมีขึ้นไม่มีความเสี่ยง แทบจะ
เรียกได้เลยว่าเป็นเท็จ เพราะแม้แต่ในตำราทางการแพทย์ระบุว่าหัตถการทุกอย่างมีความเสี่ยงทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าท้องคลอด เป็นต้น หัตถการเหล่านี้แม้แพทย์จะยังไม่ได้ลงมีดผู้ป่วยก็อาจเสียชีวิตได้
เช่น เกิดแพ้ยาที่ฉีดให้ระหว่างเริ่มการดมยาสลบ หรือ เกิดแพ้ยาที่ฉีดเข้าไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึกก่อนผ่าตัด
ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว ทุก ๆ หัตถการทางการแพทย์มีความเสี่ยงทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าความเสี่ยงมากหรือน้อย
   จากทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีการฟ้องร้องและการร้องเรียน
ต่อการให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งไม่มีแพทย์ท่านใดที่ต้องการให้ผู้ป่วยที่ตนดูแลเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายจากการรักษาพยาบาล
หลายครั้งการร้องเรียนหรือฟ้องร้องอาจเกิดจากความผิดของแพทย์ผู้รักษาจริง ก็ต้องดำเนินคดีให้ผู้ป่วยและญาติได้รับความเป็นธรรม
และการชดเชยที่เหมาะสม แต่หลายครั้งการร้องเรียนหรือฟ้องร้องเกิดจากความเข้าใจผิดบางอย่างหรือเป็นความเสี่ยงทางการแพทย์ดังที่กล่าวมาแล้ว
ในกรณีเหล่านี้การนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สังคมเป็นสิ่งสำคัญมาก สื่อควรมีการตรวจสอบในทุกแง่มุมก่อนนำเสนอ
เพราะกรณีปัญหาระหว่างผู้ป่วยและแพทย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยแพทย์ตกเป็นจำเลยของสังคมที่เข้าใจว่าแพทย์ละเลยเลือกปฏิบัติหรือไม่รับผิดชอบ
จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยจากลักษณะช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลายเป็นลักษณะพ่อค้ากับลูกค้าในระบบทุนนิยม
ที่เมื่อลูกค้าจ่ายเงินแล้วต้องได้รับความพึงพอใจสูงสุด หากผลไม่เป็นดังหวัง ก็จะเกิดการฟ้องร้อง ซึ่งลักษณะแบบนี้มีให้เห็นแล้วในประเทศฝั่งตะวันตก
แพทย์ต้องป้องกันตัวเองจากการฟ้องร้อง โดยทำประกันภัยวิชาชีพ
และวินิจฉัยโรคโดยส่งตรวจทุกอย่างไม่ว่าจะจำเป็นหรือไม่เพื่อป้องกันตัวเอง (defensive investigation)
เพราะหากแพทย์ไม่ส่งตรวจ บริษัทประกันก็อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ผลจากระบบความสัมพันธ์แบบนี้จะส่งผลเสียต่อประชาชน
ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ดังนั้นคงไม่มีใครที่ต้องการให้ระบบของไทยก้าวตามรอยเท้าของตะวันตกไปสู่ความตกต่ำของความสัมพันธ์
ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
ดังนั้นคงไม่มีใครที่ต้องการให้ระบบของไทยก้าวตามรอยเท้าของตะวันตกไปสู่ความตกต่ำของความสัมพันธ์
ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย |