ฟื้นฟูจิตใจ ผู้ประสบภัยสึนามิ
พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร


อาตมาได้มีโอกาสเดินทางลงไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวใต้ที่ประสบภัยธรณีพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ ณ ศูนย์พักพิงบ้านพรุเตียว อ.ตะกั่วป่า
จ.พังงา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านน้ำเค็มประมาณ 8 กม. เป็นอีกจุดที่ได้รับความเสียหายมาก



จากการได้ลงพื้นที่และสัมผัสกับพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิดแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็มีพี่น้องที่ประสบภัยหลายคนยังไม่อาจทำใจให้ลืมเหตุการณ์อันเป็นดุจฝันร้ายในครั้งนั้นได้ มีโยมคนหนึ่งได้บอกกับอาตมาว่า

“ทุกวันนี้เขายังกินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ต้องสะดุ้งผวาตื่นกลางดึกอยู่เกือบทุกคืน ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตามหลอนอยู่มิจางหาย เขายังสับสน และมืดมนกับหนทางชีวิตในวันข้างหน้า เขาท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิต พูดถึงความหวังที่จะฟื้นฟูกิจการให้กลับคืนดังเดิมนั้นริบหรี่ยิ่งนัก ทุกวันนี้เขาไม่มีแรงที่อยากจะทำอะไรเลย รู้สึกว่าชีวิตหมดหวัง หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เพียรสร้างมาทั้งชีวิตมันหายไปกับคลื่นยักษ์เพียงพริบตา เขายังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ครั้งนั้น ทุกเช้าตื่นมาด้วยอาการท้องอืดถ่ายไม่ออก อึดอัดหน้าอก หายใจขัดๆ ทรมานมาก ทั้งที่รู้ว่าเป็นสาเหตุจากความเครียด แต่เขาก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้”

มีโยมในบ้านพักพิงฯ หลายคนได้แวะเวียนมาสนทนากับอาตมา ในการสนทนาอาตมาพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์อันเป็นการไปตอกย้ำความรู้สึกที่จะเป็นการสะกิดแผลเก่าของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของอาตมาไม่เป็นผล พวกเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์และความรู้สึกต่างๆ ออกมาอย่างออกรสออกชาติ ด้วยความอยากที่จะเล่าและระบายให้ฟัง เขาบอกว่าดีใจ สบายใจที่ได้เจอพระ

ในขณะที่อาตมากำลังเตรียมอุปกรณ์เพื่อทำกิจกรรมธรรมะกับเยาวชนอยู่นั้น ได้มีเด็กๆ อยู่ในวัยกำลังน่ารักน่าเอ็นดูกลุ่มหนึ่งเข้ามาหาและแอบกระซิบกับอาตมาด้วยสำเนียงภาษาใต้ว่า “หลวงพ่อๆๆ มีพระมายเหลา?” อาตมางงกับคำถามอยู่พักหนึ่ง จึงชี้มาที่ตัวเองแล้ว


บอกไปว่า “ก็นี่งัย.... พระมีสามองค์” เด็กๆ พากันส่ายหน้าบอก “ม่ายช่ายๆๆ พระที่ห้อยคอได้นะหลวงพ่อ” “อ๋อ...เหรอ มีสิจ๊ะหนูต้องการคนละกี่องค์ละลูก” อาตมาก็เลยสวมบทเป็นเกจิอาจารย์จำเป็น แจกจ่ายวัตถุมงคลพระเครื่องและด้ายสายสิญจน์ให้แก่เด็กๆ ซึ่งอาตมาได้คาดการณ์และได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาแล้ว และแล้วพระเครื่องที่เตรียมมาก็ได้รับการแจกจ่ายให้กับเด็กๆ และผู้ใหญ่เกือบทั้งศูนย์ฯ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าพระเครื่องวัตถุมงคลยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธในยามที่จิตใจประสบกับปัญหาและเผชิญกับวิกฤติในชีวิตต่างๆ ได้ดี และความเชื่อความศรัทธาเป็นที่มาของกำลังใจ

ในวันที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกับกิจกรรมการแข่งขันกีฬาการสร้างความสามัคคีระหว่างทีมนักศึกษาอาสาสมัครและทีมเยาวชนในพื้นที่ และการเล่มเกมต่างๆ อย่างเฮฮาร่าเริง เสียงกลองเชียร์เสียงปรบมือและเสียงหัวเราะดังก้องบ่งบอกถึงความสุขสนุกสนาน อาตมากับพระอีกสองรูปก็นั่งเป็นขวัญกำลังใจอยู่ข้างสนาม แล้วอยู่ๆ ก็มีโยมผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา ท่าทางเมานิดๆ นัยน์ตาแดงก่ำ ยกมือพนมแล้วบอกว่า “หลวงพี่...ผมอยากทำบุญให้เมียกับลูกผมที่หายไป ลูกเพิ่ง 3 ขวบเอง ตอนนี้ยังหาศพไม่เจอเลย ผมออกเที่ยวตามหาศพทุกวัน พรุ่งนี้ผมอยากนิมนต์มาฉันเช้าที่ห้อง 94 หลวงพี่จะว่างไหมครับ?” ว่าแล้วแกก็หยิบรูปถ่ายของลูกน้อยของแกให้ดูพร้อมกับ น้ำใสๆ ที่ไหลออกจากดวงตา อาตมากับพระเพื่อนอีกสองรูปมอง-หน้ากันเชิงปรึกษา แล้วตอบตกลงด้วยความสงสารจับจิต หวังสงเคราะห์และฉลองศรัทธาของโยม อย่างน้อยคงทำให้เขาสบายใจขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นบรรยากาศที่ห้อง 94 คราคร่ำไปด้วยสายธารแห่งศรัทธาที่หลั่งไหลมาจากหัวใจของผู้ประสบภัย ที่ถึงแม้ความลำบากและความอัตคัดขัดสนก็ไม่อาจกั้นคลื่นแห่งบุญได้ เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องใกล้เรือนเคียงพอทราบข่าวบุญต่างก็พากันจัดหาอาหารหวานคาวอย่างดีตามมีตามเกิดมาร่วมทำบุญกัน ในระหว่างที่ฉันอาหาร อาตมาก็ได้ให้เขาเขียนชื่อของญาติที่ล่วงลับใส่กระดาษเพื่อที่จะเผาและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ ญาติโยมที่มาร่วมถวายอาหารในวันนั้นประมาณ 10 กว่าคน แต่ดูจากรายชื่อของญาติที่ล่วงลับไปยาวเต็ม 2 หน้ากระดาษ A4 คาดว่าประมาณ 30 กว่ารายชื่อ ซึ่งเป็นตัวเลขแห่งการสูญเสียที่น่าเศร้าสลดพอสมควร หลังจากที่พระฉันเสร็จแล้วจะสวดให้พร อาตมาจึงถือโอกาสปรารภธรรมอนุโมทนาทานดังนี้ว่า

“เจริญพรญาติโยม ก่อนที่จะกรวดน้ำรับพรอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปนั้น อาตมาใคร่ขอโอกาสสักนิดเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์อานิสงส์จากการทำบุญในครั้งนี้อย่างเต็มที่ ขอให้ท่านทั้งหลายได้ตั้งจิตน้อมใจให้เป็นกุศล เพื่อยังจิตให้มีพลังในอันที่จะแผ่ไปยังดวงวิญญาณของญาติพี่น้องลูกหลานที่กำลังรอมหากุศลที่พวกเรากำลังจะอุทิศไปให้นี้

www.HealthtodayThailand.comวันนี้นับว่าท่านทั้งหลายได้ทำในสิ่งที่ทำได้ยาก ถึงแม้ว่าตนเองจะประสบกับความลำบากขัดสนเพียงไรก็ยังไม่ทอดทิ้งบุญ ยังมั่นคงในพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งอันสูงสุดของเราทั้งหลาย ยังอุตส่าห์ขวนขวายในการถวายทานแก่พระสงฆ์อันเป็นเนื้อนาบุญในพุทธศาสนา ทานที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้วนี้จะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน เพราะเป็นทานที่บริสุทธิ์ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ คือท่านได้ทำด้วยใจที่ตั้งมั่นและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ขอให้ท่านทั้งหลายจงสบายใจ และทำใจให้สบาย ลืมเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จงอย่าเก็บอดีตมาทรมานตนเอง อย่าให้เหตุการณ์ในอดีตที่เศร้ามาทำร้ายชีวิตของเราอีกเลย ขอให้มันผ่านไปเหมือนสายลม ชีวิตของเรายังต้องอยู่ต่อไปเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า จงลุกขึ้นสู้และให้กำลังใจกับตัวเอง ถึงแม้สถานการณ์จะส่อไปในทางที่เลวร้ายทำให้เรารู้สึกน่าจะสิ้นหวัง แต่เราต้องไม่หมดหวังโดยง่าย คิดไว้เสมอว่า ตราบใดที่เรายังมีความหวังและความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ก็ย่อมจะสามารถผ่านพ้นความทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน ขอให้เรามีความหวังและสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะความหวังและกำลังใจเป็นยารักษาได้ดีในยามทุกข์ยาก มีภาษิตอยู่บทหนึ่ง “คนเราเมื่อขาดกำลังใจ จะเอื้อมเด็ดใบไม้สักใบก็ยังยาก แต่หากมีกำลังใจก็อาจสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาทั้งลูกได้” จงอย่าท้อแท้ต่อโชคชะตาและเคราะห์ร้าย “จงขจัดความกลัวไว้เบื้องหลัง สร้างความหวังไว้เบื้องหน้า” ชีวิตเราต้องอยู่ได้ด้วยความหวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ของธรรมชาติ มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีใครจะบังคับควบคุมกำหนดมันได้ แต่ใจเราต่างหากที่เป็นการกำหนดให้รู้สึกดีหรือร้าย สุขหรือทุกข์ ลองปรับใจให้ยอมรับกับเหตุการณ์เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ อย่างเป็นสุข ธรรมชาติอาจเป็นเพียงบทพิสูจน์หนึ่งของชีวิต คนเราต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่าง “ชีวิตที่เรียนรู้ความทุกข์ย่อมมีคุณค่าเสมอ บทเรียนแห่งชีวิตไม่ทำให้ผิดหวังเลย หากคิดว่าจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนชีวิต ถือว่าเป็นประสบการณ์อันมีค่ายิ่ง” ในความทุกข์และปัญหาทั้งปวง สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการเผชิญกับความจริง

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับทะเล ธรรมชาติของทะเลก็ย่อมมีคลื่น เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เช่นเดียวกับชีวิตเราที่มีสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป มันเป็นธรรมดาของโลก มีคำกล่าวไว้ว่า “ทะเลจะสวยเพราะมีคลื่น ชีวิตจะราบรื่นก็ต้องผ่านคลื่นอุปสรรค” ชีวิตของคนเรามีทั้งคลื่นนอกและคลื่นใน คลื่นนอกยังพอมองเห็นและหลบหนีได้ แต่คลื่นในคือ กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ที่อยู่ในใจของเรานี่สิมันอันตราย มันซัดเราให้จมอยู่ในทะเลทุกข์มาช้านาน จิตใจของคนเราส่วนมากเสมือนท่อนไม้ที่ลอยอยู่ในกระแสคลื่น ถูกคลื่นซัดสาดให้ลอยขึ้นจมลงอยู่ในกระแสคลื่นนั้นเอง คลื่น คือ โลกธรรม มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ที่คอยซัดท่อนไม้คือดวงจิตที่ไม่มั่นคงให้ฟู ให้แฟบ ไม่มีเวลาสงบนิ่ง เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ ผู้ที่มีจิตมั่นคงดีแล้ว แม้จะกระทบกับกระแสคลื่น คือโลกธรรม ก็หาได้ขึ้นลงตามนั้นไม่ ผู้มีจิตมั่นคงดีแล้ว ย่อมมองดูโลกธรรมเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านเลยไป ไม่นำตนไปผูกพันกับโลกธรรม เมื่อโลกธรรมเกิดขึ้นก็กำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาของโลก

เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนรัก หรือความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ ไม่ใช่พึ่งจะเกิดขึ้น และไม่ใช่จะเกิดขึ้นแต่กับพวกเราเท่านั้น มันเกิดขึ้นกับทุกชีวิตและเกิดขึ้นมานานแล้ว เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันมีมานานแล้ว น้ำตาที่พวกเราร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจจากความทุกข์ ถ้าจะว่าไปแล้วมันมากกว่าน้ำในทะเลอันดามันเสียอีก ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าประมาทอยู่อีกเลย คนเราเมื่อถึงคราวตายแล้ว ไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดง วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ ทุกคนต้องตายเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็ว คนที่มีปัญญาเมื่อรู้อย่างนี้แล้วเขาจะไม่ประมาท เร่งสร้างแต่คุณงามความดี สร้างบุญกุศล สร้างแต่กรรมดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ ส่วนทรัพย์สินสมบัติที่เราสร้างมานั้นเป็นแต่ของอยู่ในโลกที่เรายืมเขามา เดี๋ยวเขาก็เอาคืน ไม่จีรังยั่งยืน สิ่งที่ยั่งยืนคือบุญกุศล ความดี หากเราได้ทำไว้ก็ไม่มีใครจะเอาของเราไปได้ โจรลักไปไม่ได้ คลื่นยักษ์ซัดเอาไปไม่ได้ เป็นของใครของมัน

ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายที่ยังมีลมหายใจอยู่ จงใช้ลมหายใจที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและคนที่ล่วงลับไปแล้ว อย่าทำให้ดวงวิญญาณของคนที่เรารักเป็นห่วงและกังวลกับเรา จนทำให้ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ แต่จงตั้งใจหมั่นสร้างแต่กุศลความดีเพื่ออุทิศให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไป และทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า เกิดมาแล้วไม่สูญเปล่า ขอให้ท่านทั้งหลายจงซับคราบน้ำตาและลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เพราะชีวิตคือการต่อสู้และการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุข ขอให้รู้ว่าพี่น้องคนไทยทุกคนยังพร้อมเป็นกำลังใจให้ ไม่ว่าคลื่นยักษ์จะ โหดร้ายและยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คลื่นน้ำใจแห่งการเอื้ออาทรของพี่น้องไทยยิ่งใหญ่กว่า คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน สำคัญแต่ว่าพวกเราต้องให้กำลังใจตัวเอง ให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง ใช้ทุนที่ธรรมชาติให้มา สร้างกำไรให้ชีวิตเรา

ขอบุญรักษา ธรรมคุ้มครองให้พี่น้องทั้งหลายจงมีสติ มีปัญญาและกำลังใจ ก้าวผ่านโพยภัยและเคราะห์ร้ายทั้งหลายด้วยดวงจิตที่เข้มแข็ง สงบเย็น และเป็นสุขทุกคนเทอญฯ เจริญพร”

ยถา วาริวหา ปูราปริปูเรนติ สาครัง...ฯ
น้ำตาแห่งความซาบซึ้งในธรรมของผู้ฟังและผู้เทศน์ไหลรินด้วยความเอิบอิ่มใจและสุขใจในบุญยิ่งนัก





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.