 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
More Article....
|
| |
|
ความสุขที่คุณอยากได้
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ
ความสุขเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะได้อยากจะมี
แต่ความหมายของความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ความสุขของนักเรียนคือความรู้สึกตอนสอบไล่เสร็จ
ความสุขของครูอาจจะเป็นตอนเปิดเทอมกวดวิชา ความสุขของหนุ่มสาวคือตอนปิดม่าน(รูด)
ความสุขของชาวพุทธหมายถึงภาวะที่ปราศจากทุกข์ หรือนิพพาน แต่ความสุขในทัศนะของนักจิตวิทยาคืออะไร
สมัยก่อนนักจิตวิทยาสนใจศึกษาแต่เรื่องเซ็งๆ เช่น โรควิตกกังวล
ความซึมเศร้า โรคประสาท ความย้ำคิดย้ำทำ ความระแวง ความหลงผิด
ฯลฯ ปัจจุบันนี้นักจิตวิทยาหันมาสนใจศึกษาเรื่องความสุขกันมากขึ้น
มีการศึกษาเรื่องความสุขอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทำให้เกิดความรู้เรื่องความสุขในแง่จิตวิทยามากขึ้น
คนทั่วไปอาจจะว่าความร่ำรวยเงินทองจะทำให้เรามีความสุข แต่เขาได้ทำการศึกษาพบว่า
เมื่อเรามีเงินพอเพียงที่จะซื้อหาสิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่เราชอบ
เราอยาก เราใคร่ได้ครบแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่ช่วยให้เราเกิดความพอใจมากขึ้นเลย
การศึกษาดีทำให้เรามีความสุขไหม เขาพบว่าไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุข
เราอาจจะสุขใจตอนที่สอบได้ปริญญาแต่หลังจากนั้นมันไม่เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข
แม้กระทั่งไอคิวก็ไม่ได้ช่วย อาจจะรู้มากยากนานเสียอีก คนรุ่นพ่อแม่เราอาจจะไม่ได้เล่าเรียนสูงแต่ก็ไม่ได้มีความสุขน้อยกว่าเรา
คนที่ไม่ได้เรียนจบปริญญาแต่มีปัญญากลายเป็นมหาเศรษฐีหรือบุคคลสำคัญที่มีความสุข
หน้ายิ้มก็มีหลายคนเช่น ประธานาธิบดี อิบราแฮม ลิงคอล์น เฮ็นรี
ฟอร์ด โธมัส เอ็ดดิสัน บิลล์ เกตส์ บรรหาญ ศิลปอาชา ฯลฯ
บางคนอาจจะคิดว่าความหนุ่มความสาวจะทำให้มีความสุขมากกว่าความชรา
แต่คำตอบคือไม่ใช่ จากการศึกษาเขาพบว่าโดยทั่วๆ ไปคนชรามีความพึงพอใจกับชีวิตมากกว่าคนหนุ่มสาว
และมีอารมณ์เศร้าน้อยกว่าหนุ่มสาว มีข้อมูลว่า คนช่วงอายุ 30
- 50 ปีมีความสุขน้อยกว่าช่วงอื่นของชีวิต อาจจะเป็นเพราะว่าคนช่วงอายุนี้ต้องมีความรับผิดชอบมาก
เช่น ต้องขับรถรับส่งลูกลุยจราจรจราจลไปโรงเรียนที่อยู่คนละฝั่งฟากฟ้าของบางกอก
ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
ชีวิตสมรสเป็นเรื่องซับซ้อน แต่โดยทั่วๆ ไปคนที่มีครอบครัวจะมีจะมีความสุขมากกว่าคนโสด
นักจิตวิทยากล่าวว่าความสุขอาจจะไม่ได้เกิดจากคู่ตุนาหงัน แต่อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่แต่งงานเป็นคนที่มีธรรมชาติโน้มเอียงไปทางชอบเข้าสังคม
มีมนุษยสัมพันธ์ดี ไม่เคร่งเครียดไม่เจ้าระเบียบอย่างคนโสด
บางคนอาจจะคิดว่าได้ดูทีวีมากๆ อาจจะสุขใจมากกว่า แต่จากการศึกษาของเขาพบว่าคนที่ดูทีวีมากๆ
วันละหลายชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูละครเรื่องยาวไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ได้ดูหรือดูน้อยกว่า
แล้วเรื่องศาสนาล่ะ? เขาพบว่าคนที่เข้าโบสถ์บ่อย
เคร่งศาสนามีความสุขมากกว่าคนที่ไม่สนใจเรื่องศาสนา การที่เป็นอย่างนั้นเขาไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าอำนวยความสุขให้หรือเป็นเพราะสังคมชาวโบสถ์ทำให้หายเครียด
เมืองไทยอาจจะยังไม่มีใครทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องความสุขใจของคนไปวัด
แต่ผมสังเกตดูพบว่าคนไปวัดส่วนมากมีความรุ่มร้อนใจน้อยกว่า เพราะมีเวลาได้นั่งนิ่งๆ
ทำใจสงบ สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา สมาทานศีล ทำให้เกิดความปกติสุข(แม้จะทำได้ชั่วคราว)
เพื่อนที่ดีทำให้เรามีความสุขมากเป็นอันดับต้นๆ จากการศึกษาในปี
ค.ศ.2002 ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ยืนยันว่าการมีเพื่อนที่ดีหรือมีครอบครัวที่อบอุ่นทำให้เรามีความสุขมาก
เข้ากันได้กับมงคลชีวิตที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
การดื่มเหล้าทำให้มีความสุขหรือเปล่า สำหรับหลายคนที่ไม่ใช่คอเหล้าการดื่มเหล้าทำให้หมดความปกติสุข(ศีล)
เกิดความทุกข์ ซึมเศร้า หาวนอน แต่จากการศึกษาของนักจิตวิทยาชาวตะวันตกพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์วันละแก้วสองแก้วมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้า
แล้วความสุขคืออะไร? ในทัศนะของนักจิตวิทยาอย่าง
ศาสตราจารย์ทางด้านความสุขวิทยา รัทท์ แวนโฮเวน แห่งมหาวิทยาลัยอีราสมัส
ที่รอทเทอร์ดาม ความสุขคือ ความพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของเรา
ลองคิดดูสิบางคนอาจจะอยู่บ้านหลังละหลายสิบล้าน มีสระว่ายน้ำ
อ่างอาบน้ำพร้อมจาคูซี มีเครื่องน้ำพุฉีดพุ่งขึ้นล้างก้น ห้องครัว
ห้องน้ำห้องนอน ปูด้วยหินอ่อนทั้งหลัง มีทีวีจอยักษ์ มีรถยนต์ราคาแพงยี่ห้อดังหลายคัน
แต่ก็ยังไม่มีความพอใจ ยังมีความอยากมี อยากเป็น อยากดังมากขึ้นๆ
รุ่มร้อนใจไม่หยุด
นักจิตวิทยาแบบตะวันตกเขาแนะนำวิธีเพิ่มความสุขไว้ 8 ขั้นตอน
ตามความรู้ที่เขาวิจัยมา คือ
1. คิดถึงเรื่องดีๆ ที่เรามีอยู่ ที่ฝรั่งเรียกว่า count your
blessings เช่น เรามีแขนขาครบถ้วน ตาดี ไม่พิการ ฯลฯ เราดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน
ไม่ควรจะมานั่งซึมเศร้า และให้หัดเขียนบันทึกประจำวันถึงเรื่องที่เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอยากจะขอบคุณเพื่อนหรือคนที่มีพระคุณต่อเราสัก
4-5 เรื่อง สัปดาห์ละครั้ง
2. แสดงความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ช่วยคนชราข้ามถนน
ช่วยซื้อพวงมาลัยจากเด็กตามถนน ให้ทิปแก่เด็กเสิร์ฟ เด็กปั๊ม
บริจาคเงินช่วยเหยื่อสึนามิ การแสดงความเมตตากรุณาต่อคนอื่นทำให้มีผลบวกทางใจ
ทำให้เราสบายใจได้ฉับพลัน ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น
3. ชื่นชมความดีงามของชีวิตของธรรมชาติรอบตัว เช่น ให้เวลาเล็กๆ
น้อยๆ ชื่นชมกับความงามความหอมของดอกไม้ นกปลา
4. แสดงความขอบคุณต่อคนที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ คนที่สอนเรา
หรือเป็นกัลยาณมิตรต่อเรา
5. รู้จักให้อภัย เช่นเขียนจดหมายไปให้อภัยศัตรูคู่อาฆาตที่เคยทำให้เราเจ็บปวด
เขาว่าทำอย่างนี้ได้จะทำให้เราหมดเรื่องที่จะมาหลอกหลอนให้หลงครุ่นคิดหมกมุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดชีวิต
6. ให้เวลาให้ความสำคัญต่อเพื่อน ครอบครัว หรือญาติ ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับมนุษย์คนอื่นทำให้เกิดความพึงพอใจต่อเรามากในลำดับต้นๆ
อย่างหนึ่ง
7. ให้เวลาดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี นอนให้พอ ออกกำลังกายเป็นประจำ
หาเรื่องทำให้ยิ้มหัวที่ทำให้อารมณ์ดี เช่น อ่านโจ๊ก ดูหนังตลกเขาพบว่าทำอย่างนี้จะทำให้เราเกิดความพึงพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ได้ดีขึ้นอีกอย่าง
8. หัดคิดหัดมองโลกให้เป็น คนเราต้องมีปัญหาส่วนตัวด้วยกันทุกคนไม่มากก็น้อย
หัดคิดในทางบวก มีแผนวิธีการแก้ไขปัญหาส่วนตัวพร้อมใช้อยู่ในหัว
หรืออาจจะต้องใช้ธรรมะเข้าข่มบ้างในบางครั้งบางคราว อาจจะใช้คำพูดปลุกใจเช่น
เรื่องนี้อย่างมากก็เสียเงิน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
อกหักดีกว่ารักไม่เป็น เป็นต้น
ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องของความสุขในแง่ของนักจิตวิทยาซึ่งคิดแบบวิทยาศาสตร์
คิดแบบคนตะวันตก คิดแบบปุถุชนคนเดินดินกินแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งพอจะเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราได้มาก
โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเข้าวัดเข้าวา ไม่เคยฟังธรรม ไม่เคยปฏิบัติธรรมให้รู้ซึ้งถึงอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา กับเขาเลย |
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|