 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
โรคขาขาดเลือด
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ
โรคขาขาดเลือดเป็นโรคที่พบในคนไทยมากขึ้น
เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงขา ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนไทยเรา
เหมือนโรคหัวใจขาดเลือดที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้
คนที่เป็นโรคนี้มักจะไปหาแพทย์ด้วยอาการสำคัญคือ ปวดขา หรือปวดน่องเวลาเดิน
หลายคนอาจจะคิดว่าอาการอย่างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเสื่อมชราภาพของสังขารตามธรรมดา
ไม่ใช่โรค จึงไม่สนใจ แต่เมื่อมีอาการมากแล้วไปหาหมอๆ ซักประวัติแล้วจึงรู้ว่าอาการปวดน่องมันเป็นๆ
หายๆ เวลาเดินมากเป็นมาก เวลาหยุดพักจะหายปวด เข้าลักษณะขาขาดเลือด
ทั้งนี้เป็นเพราะเลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาไม่ทันเวลาในเวลาเดิน
โรคนี้เกิดขึ้นเพราะหลอดเลือดแดงที่พาเลือดไปเลี้ยงขาตีบหรือตันลงไป
ส่วนมากเกิดจากการที่มีไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดไปเกาะจับผนังหลอดเลือดด้านในทำให้มันตีบตันแข็งตัว
ส่วนน้อยเกิดจากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดแดงที่ตีบตัวอยู่แล้ว
หรือหลอดเลือดแดงได้รับบาดเจ็บหรือถูกฉายแสง โรคนี้เกิดมากในพวกฝรั่งเนื่องจากอาหารการกินที่อุดมไปด้วยไขมัน
แต่ปัจจุบันนี้คนไทยเราก็เป็นกันมากขึ้นเพราะมีการกินดีอยู่ดีเหมือนฝรั่งมากขึ้น
โรคนี้ตอนเป็นระยะเริ่มแรกมักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็น จนกระทั่งเป็นมากจนทนไม่ไหวแล้วจึงไปหาหมอ
สาเหตุของโรคนี้นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ
การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ความดันโลหิตสูง
ความชรา(อายุมากกว่า ๕๐ ปี) ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และมีประวัติครอบครัวเป็น
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ที่สำคัญที่สุดคือ เบาหวานกับการสูบบุหรี่
คนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่มักจะจบลงด้วยการสูญเสียอวัยวะ เช่น
นิ้วเท้า เท้า หรือขาทั้งขาเพราะขาดเลือดอย่างรุนแรง
โดยปกติคนที่มีหลอดเลือดแดงตีบตันธรรมชาติจะสร้างหลอดเลือดแดงเล็กๆ
ขึ้นมาเป็นทางให้เลือดไหลอ้อมส่วนตีบตันไปเลี้ยงขา ทำให้ขาไม่ขาดเลือด
ไม่มีอาการ แต่เวลาออกกำลังกาย เช่น เวลาเดินหรือวิ่งกล้ามเนื้อขาต้องการออกซิเจนมากขึ้น
หลอดเลือดแดงเล็กๆ ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมันไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงได้พอเพียงจึงทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อขาดเลือด
คือ ปวดขา อาการปวดนี้บางคนบอกว่าคล้ายเป็นตะคริว หรือขาไม่มีแรง
เมื่อย หรือขาชา อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อได้พักกล้ามเนื้อขาสัก
2-3 นาที และอาการจะเกิดขึ้นซ้ำเมื่อออกกำลังใหม่
ในกรณีที่เป็นมากคือขาขาดเลือดมากเวลาอยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวด
อาการปวดอย่างนี้อาจทุเลาลงได้เมื่อนั่งห้อยเท้า อาการขาขาดเลือดนี้นอกจากที่กล่าวมาแล้วอาจจะมีอาการอื่นอีก
เช่น เป็นแผลที่ขาไม่ยอมหายหรือหายยาก ขาเย็น ขาซีด ขาชา ขนตามขาร่วงหายไป
เนื้อเยื่อของขากลายเป็นสีม่วงคล้ำ หรือดำ เช่น นิ้วเท้าดำในคนเป็นเบาหวาน
การวินิจฉัยโรคนี้อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย การตรวจวัดความดันเลือดของขาเปรียบเทียบกับความดันเลือดที่แขน(ซึ่งคำนวณออกมาเป็นดัชนีบ่งชี้ความมากน้อยของการขาดเลือด)
ส่วนมากแค่นี้ก็วินิจฉัยได้และทำการรักษาได้แล้ว แต่ในกรณีที่เป็นมากจนต้องรักษาโดยวิธีรุกมากขึ้น
ก็จำเป็นต้องทำเอกซ์เรย์หลอดเลือดแดงเพื่อวางแผนการรักษาเช่นผ่าตัด
เป็นต้น
การรักษาโรคในระยะเริ่มแรกที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อขาเวลาออกกำลังกาย
หมอจะแนะนำให้ออกกำลังกายขา เช่น การเดินจนกระทั่งถึงจุดปวด
ถ้าทำบ่อยๆ จะเป็นการกระตุ้นให้ธรรมชาติสร้างหลอดเลือดเล็กๆ
ส่งเลือดอ้อมบริเวณตีบตันมากขึ้น เป็นผลให้การขาดเลือดน้อยลง
เป็นการรักษาที่คล้ายหนามยอกเอาหนามบ่ง
การเลิกสูบบุหรี่มีความสำคัญมาก มันจะช่วยคลายการบีบตัวของหลอดเลือดแดงที่เกิดจากฤทธิ์นิโคตินในควันบุหรี่
และในระยะยาวทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวตีบตันน้อยลง เป็นผลให้มีเลือดไหลไปเลี้ยงขามากขึ้น
การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ลดการกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดการแข็งตัวตีบตันของหลอดเลือดลงได้
ลดการกินอาหารเค็มจะทำให้ลดความดันเลือดลงมา ทำให้เกิดผลดีต่อหลอดเลือดแดง
โรคเบาหวานเป็นโรคที่ทำลายหลอดเลือดทุกแห่งในร่างกายโดยตรง การรักษาเบาหวานให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยทำให้ความเสียหายของหลอดเลือดลดลง
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ดังกล่าวข้างต้นนี้สามารถลดหรือยับยั้งการดำเนินของโรคขาขาดเลือดได้ถึง
70% ของคนไข้ แต่การปรับพฤติกรรมดังกล่าวในบางกรณีอาจจะต้องใช้ยาช่วยด้วย
เช่นหมออาจจะให้ยาช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ยาลดความดันเลือด
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน
Cilostazil หรือ Pentoxyfylline ซึ่งอาจจะช่วยให้อาการปวดขาดีขึ้น
ถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวอย่างเต็มที่ 3-6 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น
ก็จำเป็นต้องใช้วิธีรักษาเชิงรุกมากขึ้น เช่น ในกรณีที่มีลิ่มเลือดไปอุดตันก็สามารถแทงสอดท่อฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าไปในหลอดเลือดแดงนั้น(Thrombolytic
Therapy) ในกรณีที่มีการตีบของหลอดเลือดก็อาจจะใช้วิธีสอดใส่บอลลูนเข้าไปถ่างส่วนตีบแล้วสอดใส่หลอดตาข่าย
(stent) เป็นโครงค้ำจุนขยายหลอดเลือดไว้ ในกรณีที่วิธีดังกล่าวไม่ได้ผลก็อาจจะใช้วิธีผ่าตัดเอาหลอดเลือดดำจากที่อื่นมาต่ออ้อมตรงที่ตีบตันของหลอดเลือดแดง
ที่เรียกกันว่า บายพาส (เหมือนผ่าตัดบายพาสที่หัวใจนั่นแหละ)
การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน โดยหลักการทั่วไปในทางการแพทย์ถือว่าหลอดเลือดแดงเป็นหัวใจของสุขภาพ
เมื่อหลอดเลือดแดงเสื่อม เช่น ตีบ ตัน โต(โป่ง) แตก ทุกอวัยวะที่มันไปเลี้ยงก็เสื่อมทรุดเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยง
การดูแลรักษาหลอดเลือดแดงจึงมีความสำคัญ ผู้ที่ใฝ่ใจในสุขภาพต้องสนใจรักษาหลอดเลือดแดงไว้ให้ดี
โดยการ ออกกำลังกาย ลดความอ้วน ลดการกินไขมัน รักษาเบาหวาน ลดความดันเลือด
งดการสูบบุหรี่ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะปลอดโรคปลอดภัยมีอายุขัยยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
|
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|