กลูตาไธโอนอันตรายจริงหรือ?!? / ปัญหาคนท้องลาย
Article: นพ.ประวิตร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง



      ตามที่มีข่าวว่าสารกลูตาไธโอนเป็นสารอันตราย ทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง อยากทราบว่า กลูตาไธโอนอันตรายจริงหรือคะ?


Q : ตามที่มีข่าวว่าสารกลูตาไธโอนเป็นสารอันตราย ทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง อยากทราบว่า กลูตาไธโอนอันตรายจริงหรือคะ? เพราะพี่สาวที่อยู่ต่างประเทศใช้ยาตัวนี้มานานแล้วบอกว่าปลอดภัย อยากทราบความเห็นของคุณหมอต่อกรณีนี้ค่ะ
ประภัสสรา / จ.กรุงเทพฯ

A : กลูตาไธโอน (Glutathione) ที่เป็นประเด็นในข่าวดังเกี่ยวกับการฉีดสารนี้เพื่อทำให้ผิวขาวใสของคลินิกผิวหนังบางแห่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา (อย.) เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้น เป็น tripeptides ของกรดอะมิโน 3 ตัว คือ ซิสทีน (cysteine), กรดกลูตามิค (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) ปกติร่างกายสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ และยังได้จากอาหารหลายอย่าง เช่น โปรตีน นม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ ผักบรอคโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยในแง่ชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพราะอนุมูลอิสระจะวิ่งสะเปะสะปะไปชนเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ มีผลในแง่เสริมภูมิต้านทานและยังช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย กำลังมีงานวิจัยที่จะนำสารตัวนี้มารักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคพาร์กินสัน (ที่มีอาการมือสั่น ควบคุมการทรงตัวลำบาก) โรคตับ โรคไต โรคเอดส์ ภาวะเป็นหมันในเพศชาย และภาวะหูตึงจากเสียงดัง ยังไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรรับสารตัวนี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์ สารตัวนี้มีการใช้กันแพร่หลายจริงในต่างประเทศและจัดว่าปลอดภัยหากใช้ในการดูแลของแพทย

     ส่วนที่มีข่าวว่าทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็งนั้น ความหมายจริงๆ ก็คือ ผลอย่างหนึ่งของสารตัวนี้อาจทำให้ผิวขาวขึ้น ในคนผิวขาวจะมีสีเมลานินที่ม่านตาและที่ผิวหนังที่ช่วยกรองรังสียูวีน้อยลง ทำให้คนผิวขาวได้รับผลเสียของแสงแดดมากกว่า จึงมีโอกาสเกิดต้อกระจก (ไม่ใช่ตาบอด) ผิวเหี่ยวแก่ และ มะเร็งผิวหนังได้มากกว่าคนผิวสีเข้ม คนผิวขาวจึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด ใช้ยากันแดดและสวมแว่นตาดำ กรณีนี้ให้นึกถึงไมเคิล แจ็คสันนั่นแหละครับ เขาเป็นโรคด่างขาว และไปฟอกสีจนกลายเป็นคนผิวขาว จะไปไหนทีต้องใส่เสื้อผ้าแขนยาว คลุมหน้า คลุมตัว สวมแว่นดำ เรื่องของกลูตาไธโอนนี้ ศ.นพ.ปิติ พลังวชิรา ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ชะลอวัย (anti aging medicine) มีความเห็นเกี่ยวกับสารตัวนี้ว่าเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายต้องรับสารอนุมูลอิสระเข้าไป สารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยปรับให้สภาพร่างกายเกิดความสมดุล และยังเป็นตัวขจัดของเสียหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย ตั้งแต่สารปรอท ยาฆ่าแมลง หรือยาบางชนิดที่กินเข้าไปและเหลือตกค้าง ตับจะทำหน้าที่ขับสารพิษออกมาโดยสารกลูตาไธโอนมีบทบาทสำคัญ ยาที่มีส่วนประกอบของกลูตาไธโอนไม่ได้น่ากลัว ยาที่อยู่ในกลุ่มของยากินนั้นในต่างประเทศมีขายอยู่ตามร้านขายยาทั่วๆ ไป ในเมืองไทยสารกลูตาไธโอนอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ แต่ยาที่อยู่ในรูปของการฉีดเพื่อรักษาฝ้านั้นในเมืองไทยยังไม่มีการวิจัย จึงอยากฝากถึงนักวิจัยที่ทำงานด้านยาหรือการรักษา หากต้องการใช้ยาประเภทกลูตาไธโอน ควรจะทำวิจัยให้จริงจัง การกินยาที่มีสารประเภทกลูตาไธโอนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยกว่าการฉีด ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยาประเภทนี้นิยมฉีด และที่สำคัญ ต้องฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ นอกจากฉีดเข้าเส้นแล้วยังสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือใช้สูดดมได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อแต่ละโรค

     อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยากลูตาไธโอนที่ใช้ในการรักษาฝ้าหรือฉีดให้ผิวขาวนั้นยังถือว่าผิดกฎหมาย เพราะการนำยาประเภทนี้เข้ามายังไม่ได้ขึ้นทะเบียน อย. ถ้าต้องนำมาใช้รักษาฝ้าควรมีการค้นคว้าวิจัย ซึ่งคนที่เป็นฝ้าจำนวนมากพอใจกับการรักษาด้วยสารกลูตาไธโอน เนื่องจากกลูตาไธโอนจะไปเปลี่ยนยูเมลานินซึ่งเป็นสีผิวที่คล้ำ ให้กลายเป็นฟีโอเมลานิน ทำให้สีผิวจางหรือขาวขึ้น

ปัญหาท้องลาย
Q : เพิ่งคลอดบุตรมา 3 เดือน มีหน้าท้องแตกลายมากค่ะ อยากถามคุณหมอว่าจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ?
สุมนมาศ / จ.สมุทรปราการ

A : ภาวะท้องลายพบได้บ่อยประมาณครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในคนผิวดำ และจะพบตั้งแต่ตอนระยะไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ คือเมื่อเด็กมีขนาดโตประมาณ 6 เดือนขึ้นไป มีลักษณะเป็นรอยเส้นบางๆ ฉีกขาดเป็นเส้นยาว ขนาดแตกต่างกัน มีสีน้ำตาล แดง หรือม่วง เกิดบริเวณหน้าท้องโดยเริ่มจากท้องน้อย บริเวณสะโพก หรือ ต้นขา บางคนพบบริเวณเต้านมด้วย ส่วนใหญ่ในคนไทยมักพบบริเวณหน้าท้องเท่านั้นครับ ภาวะนี้เป็นผลจากการขยายของหน้าท้องเพื่อการเจริญเติบโตของเด็ก และมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ภาวะท้องลายนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ยกเว้นในแง่ความงาม ไม่สามารถแก้หรือป้องกันภาวะท้องลายได้ แต่ก็มีบางรายงานกล่าวว่าถ้าทาครีมให้ความชุ่มชื้นเป็นประจำ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จะช่วยลดริ้วรอยได้ แต่ต้องเลือกครีมที่ไม่แพ้ ดูดซึมได้ดี และไม่จำเป็นต้องเป็นครีมเฉพาะที่บอกสรรพคุณว่าป้องกันท้องลายหรือเป็นครีมราคาแพงก็ได้ ทั่วไปถือว่าภาวะท้องลายนี้รักษาไม่ได้ แต่รอยนี้จะค่อยๆ จางหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามมีบางรายงานกล่าวว่าการทากรดไตรคลอโรอะซิติก (trichloro acetic acid) ความเข้มข้นร้อยละ 15–20 เดือนละครั้ง อาจทำให้ท้องลายจางลงบ้าง นอกจากนั้นการใช้เลเซอร์บางอย่าง (585 nm flash – lamp pulsed dye laser) ฉายทุก 4–6 สัปดาห์อาจช่วยได้บ้าง แต่ต้องทำซ้ำหลายครั้ง นอกจากนั้นการทากรดวิตามินเอ อาจช่วยให้ท้องลายจางลง แต่ไม่ควรทาระหว่างตั้งครรภ์เพราะอาจมีผลเสียต่อทารกในครรภ์ ควรเริ่มทาหลังคลอดแล้ว ในกรณีที่ให้นมบุตร เชื่อว่าการทายาน่าจะปลอดภัยต่อเด็กที่ได้รับนม (แต่ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าปลอดภัย 100%) ครับ


     สำหรับคุณผู้อ่าน “Health Today” ที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องผิวหนัง สิว ฝ้า ผม เล็บ เครื่องสำอาง ความงาม และการดูแลผิวพรรณ กรุณาส่งคำถามมาได้ที่ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร คอลัมน์ “Healthy Skin Q&A” นิตยสาร Health Today 58-60 ซอยสุขุมวิท 62 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 หรือจะถามมาที่ email : drpravit@yahoo.com ก็ได้ครับ




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2007 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.