ขลิบ vs. Oral Sex
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

     เดือนนี้ขอตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศและอวัยวะเพศ ซึ่งบางครั้งจะเป็นปัญหาที่คนมักจะมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังนะครับ เลยฝากเตือนล่วงหน้าว่า ลอยกระทงปีนี้ ถ้าจะมี sex ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน และถ้าจะมี sex ก็ต้องเป็น safe sex คือเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย จะได้ไม่ต้องมาทุกข์ภายหลัง!! เพราะพบโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ระบาดมากหลังวันลอยกระทงและวันวาเลนไทน์ครับ

อยากทราบเรื่องการขลิบ
     Q : ผมอายุ 16 ปีแล้ว แต่หนังหุ้มปลายยังไม่เปิด อยากทราบว่าควรไปขลิบไหมครับ และอยากทราบประโยชน์ของการขลิบครับ
พลศักดิ์ / จ.กรุงเทพฯ

     A :
การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (Circumcision) นั้น ประมาณกันว่า 1 ใน 4 ของผู้ชายทั่วโลกได้รับการขลิบ โดยในสหรัฐอเมริกาผู้ชายร้อยละ 80 ขลิบ ส่วนในสวีเดนมีผู้ชายเพียงร้อยละ 2 ที่ขลิบ และการขลิบที่ทำในเด็กโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ถือว่าผิดกฎหมายสวีเดน เหตุผลทางการแพทย์ที่ทำให้ควรขลิบหนังหุ้มปลาย ปัจจุบันมีเพียง 3 อย่างที่แพทย์เห็นตรงกันว่าทำให้ผู้ป่วยควรมาขลิบ คือ
     1. หนังหุ้มปลายไม่เปิด (Phimosis) หนังหุ้มปลายในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่จะไม่เปิด คือมีทารกเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่มีหนังหุ้มปลายรูดเปิดได้ แต่หลัง 3 ขวบจะค่อยๆ รูดเปิดได้ พบว่าหลังอายุ 5 ขวบเด็กส่วนใหญ่รูดเปิดหนังหุ้มปลายได้ ร้อยละ 98-99 ของผู้ชายอายุ 18 สามารถรูดเปิดหนังหุ้มปลายได้
     2. มีการอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ (Balanitis) ผู้ชายบางคนที่มีหนังหุ้มปลายรูดเปิดยาก หรือไม่ค่อยรูดเปิดทำความสะอาด หรือในบางรายที่แพ้สบู่ น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาฆ่าอสุจิในถุงยางอนามัย จะมีการอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ และอาจมีการติดเชื้อยีสต์แทรกซ้อนได้ ถ้าเป็นบ่อยๆ อาจจำเป็นต้องขลิบ
     3. ในผู้ชายที่มีหนังหุ้มปลายรัดตึง จนมีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ควรขลิบ

การขลิบป้องกันมะเร็งของอวัยวะเพศชายได้จริงไหม ?
     ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนในกรณีนี้ ปัจจัยที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศชายคือ การดูแลทำความสะอาดบริเวณนี้ไม่ดี และการสูบบุหรี่ ที่น่าสนใจคือในประเทศที่มีการขลิบสูงสุด คือสหรัฐอเมริกากลับเป็นประเทศที่มีมะเร็งอวัยวะเพศชายสูงสุดเช่นกัน

การขลิบช่วยลดโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ?
     ยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่ว่า การขลิบช่วยลดการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ ที่น่าแปลกคือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างพบมากในผู้ที่ไม่ขลิบ แต่บางโรคกลับพบมากในผู้ที่ขลิบแล้ว คือ ผู้ที่ไม่ขลิบจะมีการติดเชื้อ Chlamydia ทำให้มีท่อปัสสาวะอักเสบ (ซึ่งระบาดมากในอังกฤษ) สูงกว่า ส่วนผู้ที่ขลิบจะเป็นหูดหงอนไก่สูงกว่า และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการขลิบลดการติดเชื้อไวรัส HIV ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ แต่ที่แน่นอนคือการสวมถุงยางอนามัยลดการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ได้แน่นอนครับ

      การขลิบนั้นอาจพบข้อแทรกซ้อนได้ร้อยละ 2 ข้อแทรกซ้อนที่พบคือ เลือดออก ติดเชื้อ มีปัญหาทางจิตใจ และปัญหาเวลามีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีหนังหุ้มปลายไม่เปิดหรือเปิดลำบาก นอกจากการขลิบแล้ว อาจลองใช้ครีมสเตียรอยด์ทา ใช้ครีมหล่อลื่นทาแล้วค่อยๆ รูดให้เปิดเวลาอวัยวะเพศอ่อนตัว ถ้าทำได้ง่ายแล้วก็ค่อยๆ รูดเปิดช่วงที่อวัยวะเพศแข็งตัวในระดับแข็งน้อยไปจนแข็งมาก แต่หากเริ่มทำครั้งแรกตอนอวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ก็อาจรูดกลับไม่ได้ทำให้มีเลือดคั่งและเจ็บปวด อย่างนั้นต้องรีบไปพบศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะครับ

Oral sex ปลอดภัยหรือไม่?
     Q : เวลามีเพศสัมพันธ์กับแฟน แฟนชอบให้ทำ Oral sex ให้ค่ะ อยากเรียนถาม
คุณหมอว่าจะมีอันตรายไหมคะ?
ขอไม่ออกนามนะคะ

      A : ตําราต่างประเทศระบุว่า oral sex เป็นเพศสัมพันธ์ท่ามาตรฐานท่าหนึ่ง และพบว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงเป็นกลุ่มที่นิยมเพศสัมพันธ์ท่านี้มาก ส่วนในประเทศไทย การมี oral sex ก็จัดเป็นเพศสัมพันธ์แบบหนึ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้น

      ทั่วไปแล้วถือว่า oral sex นั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้ แม้ว่าโอกาสติดเชื้อจะต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบปกติ โอกาสติดเชื้อจากวิธีนี้ส่วนหนึ่งขึ้นกับว่าเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้ที่ถูกกระทำ เช่น ผู้หญิงมีโอกาสติดเชื้อหนองใน (gonorrhea) ถ้าทำ oral sex ให้ผู้ชายที่เป็นโรคนี้ เพราะเชื้อหนองในอาศัยอยู่แถบรูเปิดท่อปัสสาวะ บางครั้งผู้ชายที่เป็นหนองในจะไม่ได้มีหนองสีขาวข้นไหลให้เห็นอย่างชัดเจน จึงต้องระวังไว้เสมอ เพราะมีโอกาสติดเชื้อหนองในเข้าไปในช่องคอได้ นอกจากนั้นหากผู้ชายเป็นหูดหงอนไก่ ก็อาจถ่ายทอดโรคนี้มาได้ ก่อนมีเพศสัมพันธ์จึงควรปลิ้นดูปลายอวัยวะเพศ ตามรอบๆ ส่วนปลาย ใต้หนังหุ้มปลาย และแม้กระทั่งในรูเปิดท่อปัสสาวะว่ามีหูดหงอนไก่ที่แลเห็นเป็นตุ่มแดงๆ หยักๆ คล้ายหงอนไก่หรือไม่ เพราะถ้าเป็นหูดหงอนไก่ ฝ่ายที่ทำ oral sex ให้ก็จะมีโอกาสเป็นหูดหงอนไก่ที่เพดานปากได้ครับ
ต้องขอเพิ่มเติมว่าหลายคนอาจสับสนโรคหูดหงอนไก่กับตุ่มเม็ดเล็กๆ รอบปลายอวัยวะเพศชายที่เรียกว่า pearly penile papules ตุ่มเล็กๆ ชนิดหลังนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ และพบในผู้ชายจำนวนมากด้วย ในกรณีของฝ่ายชาย หากทำ oral sex ให้ฝ่ายหญิงแล้วฝ่ายหญิงเป็นหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศอยู่ ก็จะมีโอกาสติดหูดหงอนไก่ที่ริมฝีปากได้เช่นเดียวกัน

การทำ oral sex จะติดโรคเอดส์หรือไม่?
     ปัจจุบันเชื่อว่าติดเอดส์ได้เช่นกันครับ เพราะของเหลวของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งรวมถึงน้ำเชื้อและน้ำหล่อเลี้ยงช่องคลอดด้วย จะมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ ดังนั้นเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ปากของผู้ทำได้ ถ้าผู้ทำมีแผลในช่องปากก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ พบว่าผู้หญิงที่เป็นฝ่ายทำ oral sex ให้ผู้ชายน่าจะมีอันตรายต่อการติดเชื้อมากกว่าฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ ส่วนที่บางคนเชื่อว่าถ้าหลั่งข้างนอกปากอาจลดการติดเชื้อลงได้นั้น ไม่จริง เพราะเมื่ออวัยวะเพศชายเกิดการตื่นตัว แม้จะยังไม่หลั่ง ก็มักจะมีน้ำอสุจิจำนวนเล็กน้อยซึมออกมาที่ปลายองคชาต แม้ว่าโอกาสติดเชื้อเอดส์จากการมี oral sex จะต่ำ แต่ก็ยังยืนยันไม่ได้ 100% ว่าปลอดภัยแน่นอน ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าวิธีใดๆ กับผู้ที่เราไม่แน่ใจว่าจะมีเชื้อไวรัส เอชไอวีหรือไม่ จึงไม่ควรกระทำเลยครับ ดังนั้นคู่สมรสทั้งหลาย ก่อนสมรสควรไปทำการตรวจเลือดด้วยกันให้สบายใจ

Oral sex กับซิฟิลิส
     สำหรับเรื่องการติดเชื้อซิฟิลิสนั้นนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแผลซิฟิลิสระยะแรกอาจหายไปเองได้ และเข้าสู่ซิฟิลิสระยะที่ 2 และระยะสุดท้าย ซึ่งลุกลามถึงหัวใจและสมอง เนื่องจากปัจจุบัน oral sex เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้การติดเชื้อซิฟิลิสนอกเหนือจากบริเวณอวัยวะเพศสูงขึ้นด้วย แผลซิฟิลิสที่นอกเหนือจากบริเวณอวัยวะเพศแล้วนั้น 2 ใน 3 จะพบเหนือลำคอขึ้นมา โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้พบที่
ริมฝีปากและในช่องปาก แผลซิฟิลิสที่ริมปากในผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นที่ริมฝีปากบน ในหญิงมักเป็นที่ริมฝีปากล่าง ถ้าเป็นแผลซิฟิลิสใน
ลำคอมักเป็นที่ต่อมทอนซิลโดยเฉพาะข้างซ้าย ส่วนที่เหลือพบที่นิ้วมือ เต้านม ลำตัว ท้อง และแขนขา ตลอดจนถึงทวารหนัก
ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องความเสี่ยงของผู้ที่เป็นฝ่ายทำ oral sex ให้คนอื่น แต่ผู้ที่ถูกทำ oral sex จะมีโอกาสเสี่ยงหรือไม่? พบว่าความเสี่ยงของผู้ถูกทำที่พบบ่อยที่สุดคือ เป็นแผลเพราะถูกกัด รองลงมาก็คือ ติดโรคเริม ถ้าผู้ที่ทำให้เป็นเริมที่ริมฝีปากอยู่ก่อนแล้ว
ที่น่าสนใจก็คือ โรคเริมนี้อาจติดต่อได้ตั้งแต่ก่อนระยะที่เป็นตุ่มน้ำใสขึ้นมาให้เห็น คือก่อนมีตุ่มน้ำใส บางคนจะเจ็บๆ คันๆ ที่ริมฝีปากมาก่อน ระยะนี้เชื้อไวรัสเริ่มติดต่อได้ ดังนั้นจึงเป็นอันตรายสำหรับฝ่ายผู้ถูกทำ เพราะไม่มีโอกาสทราบได้ว่าริมฝีปากนั้นมีเชื้อเริมแอบแฝงอยู่หรือไม่
ส่วนในกรณีของการติดเชื้อเอชไอวีของฝ่ายถูกทำ ก็เช่นเดียวกับฝ่ายผู้ทำ คือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะเชื้อนี้อยู่ในน้ำลาย แม้โอกาสเสี่ยงจะต่ำแต่ก็ยังไม่ปลอดภัย 100% จึงต้องแนะนำให้ระวังไว้ก่อน

มี oral sex แบบใดจึงจะปลอดภัย?
     มีข้อแนะนำว่า ถ้าผู้ชายสวมถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงไม่น่าจะติดเชื้ออะไร จึงเรียกว่าน่าจะปลอดภัยได้ ถ้าไม่ชอบรสชาติของถุงยาง
ทั่วไป ก็แนะนำให้ใช้ถุงยางที่มีกลิ่นรสดู เช่น รสสตรอเบอร์รี ส่วนถุงยางประเภทมีปุ่มปม เป็นหนามนั้นไม่แนะนำ เพราะทำให้ปาก
เป็นแผล นอกจากนั้นยังแนะนำว่า ไม่ควรแปรงฟันก่อนมีการทำรักด้วยปาก เพราะบางครั้งการแปรงฟันทำให้เกิดบาดแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ ตามเหงือก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม ซึ่งช่วยให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

      เพื่อความปลอดภัย การทำ oral sex ให้ผู้ชายต้องให้เขาสวมถุงยางอนามัยให้เสียก่อน แต่ถ้าทำ oral sex ให้เพศหญิง ก็น่าจะต้องมีแผ่นกั้นไม่ให้มีการสัมผัสโดยตรง อาจใช้ถุงยางตัดแล้วคลี่ออก หรือใช้แผ่นพลาสติกบางๆ ที่ใช้ห่ออาหารก็ได้ครับ


      สำหรับคุณผู้อ่าน HealthToday ที่มีคำถามเกี่ยวกับโรคผิวหนัง สิว ฝ้า ผม เล็บ การดูแลผิวพรรณ ส่งคำถามมาได้ที่ นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร email: drpravit@yahoo.com ครับ



  





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2007 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.