ผิวหน้าสะอาด-ปัญหาผิวพรรณ
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์ผิวหนัง



การรักษาผิวหน้ามัน
     Q : อยากทราบว่าการรักษาผิวหน้ามันทำอย่างไรคะ?
คุณรุจิรา / จ.สมุทรปราการ


     A : การรักษาผิวหน้ามัน ทำได้โดยกา
รล้างหน้าฟอกสบู่อ่อน ทาแป้ง ใช้กระดาษซับมัน ไม่ใช้เครื่องสำอางที่อยู่ในรูปน้ำมัน (oil based) แต่ควรใช้เครื่องสำอางที่อยู่ในรูปของน้ำ (water based) การทายาบางตัว เช่น กรดวิตามินเอ หรือการรับประทานยาบางตัว เช่น isotretinoin จะลดผิวหน้ามันได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงความเหมาะสม และยาตัวนี้ทำให้ทารกในครรภ์พิการ การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ การมาสก์หน้า และขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (crystal peeling) จะลดความมันของผิวหน้าได้ ส่วนการใช้เลเซอร์ เช่น smooth beam laser หรือ การฉายแสง IPL (intense pulsed light) ซึ่งเม็ดสีฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงจะดูดพลังงานแสง ทำให้เส้นเลือดที่มา
หล่อเลี้ยงเซลล์ต่อมไขมัน (sebaceous gland) บาดเจ็บและทำให้ต่อมไขมันทำงานลดลง หน้าจะหายมัน ควรทำทุก 3 สัปดาห์
ประมาณ 4 ครั้ง

มาสก์หน้าดีไหม
     
Q : ช่วงนี้ดิฉันไปเดินเล่นตามศูนย์การค้าบ่อย เห็นเขาโฆษณาทำมาสก์หน้ากันมาก อยากทราบว่าทำแล้วได้ผลดีอะไรบ้างคะ?
คุณศศวิมล / จ.กรุงเทพฯ


      A : เรื่องของการทำมาสก์ หรือ facial masks นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยครับ
ทำกันมาหลายร้อยปีแล้ว เพราะเชื่อว่าช่วยให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นจางหายไป ผิวพรรณ
เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น ทำให้รูขุมขนอุดตันเล็กลง ช่วยขจัดสิวเสี้ยนได้ ทำให้ระบบ
ไหลเวียนของเลือดในผิวหนังดีขึ้น และทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น แต่นี่คือ ความเชื่อ และนี่ก็คือคำโฆษณา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้อาจไม่เป็นจริงแท้ 100% หรอกนะครับ แท้ที่จริงแล้ว ตามหลักการแพทย์ถือว่าผลดีของการทำมาสก์หน้านั้น ถ้าจะมีอยู่บ้างก็คงเป็นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะการทำมาสก์หน้าเป็นการกระทำต่อเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด ไม่ได้
เกี่ยวข้องกับผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปซึ่งเป็นตัวที่กำหนดริ้วรอยอย่างแท้จริง
      การทำมาสก์หน้ากากอาจช่วยทำความสะอาดผิวหนัง และทำให้ผิวหนังเรียบและดู
สดใสขึ้น แต่ก็เป็นผลเพียงชั่วคราวแค่ 2-3 นาที ถึง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อทำมาสก์หน้าแล้วมาสก์แห้ง จะทำให้ผิวหน้าตึงและรู้สึกเจ็บแบบเข็มทิ่มเบาๆ เหล่านี้ทำให้เราเพ้อฝันไปเองว่าผิวหนังที่เคยหย่อนยานก็คงจะกระชับขึ้น และก็คงมีสารเคมีแทรกซึมไปออกฤทธิ์จริง เพราะเกิดอาการเจ็บจี๊ดๆ ด้วย      มาสก์หน้ากากแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมีลักษณะเป็นวัสดุที่ดูดซับ เช่น ดินหรือโคลน ที่ทำความสะอาดแล้ว เมื่อนำโคลนมาพอกหน้าและน้ำระเหยออกจากโคลน ก็จะแห้งแข็งกลายเป็นหน้ากาก เมื่อทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออก เศษสกปรกและไขมันและชั้นขี้ไคลจะติดกับโคลนและหลุดลอกมาด้วย มาสก์ชนิดนี้หากจะทำก็เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นมาสก์ที่เป็นลักษณะเจล (gel masks) และมาสก์ที่ลอกออกได้ (peel-off masks) มาสก์เจลนั้นจะมีส่วนผสมของกาวยาง (gum tragacanth) เมื่อทาแล้วเจลจะไม่แข็งตัว ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วจึงล้างออก ส่วนมาสก์ที่ลอกออกได้นั้นทำด้วย polyvinyl alcohol หรือ vinyl acetate เมื่อทำหน้าแล้วรอจนแห้งจะแข็งตัวเป็นเยื่อใสคล้ายแผ่นพลาสติกในเวลา 10-15 นาที แล้วก็ลอกเยื่อนี้ออกได้ ทั้งมาสก์เจลและมาสก์ที่ลอกออกได้นี้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีผิวปกติไปจนถึงผิวแห้ง
      มาสก์บางอย่างที่ใช้กับผิวแห้งนั้น แท้จริงอาจไม่ใช่มาสก์ แต่เป็นเพียงแค่ครีมให้ความชุ่มชื้นที่จะทำให้ผิวหนังนุ่มเนียนและชุ่มชื้นเท่านั้นครับ โดยทั่วไปแล้วการทำมาสก์หน้านั้นก็ไม่เป็นอันตรายอะไรมากมาย แต่สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งคงต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเกิดการระคายเคืองของผิวได้ง่าย จะใช้มาสก์อย่างไหนก็คงต้องอ่านวิธีใช้โดยละเอียด และต้องไม่ทามาสก์ใกล้ดวงตาเกินไปนักนะครับ



โรคสะเก็ดเงิน
     
Q : โรคสะเก็ดเงินมีสาเหตุจากอะไร และมีวิธีรักษาอย่างไร?
คุณโชติธิติ / จ.ระยอง


     
A : โรคนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า “โซไรอะซิส” (Psoriasis) หรือ โรคสะเก็ดเงิน เดิมเรียกว่า โรคเรื้อนกวาง เป็นโรคสากล คือมีประชากรโลกหลายสิบล้านคนเป็นโรคนี้ ไม่มีแบ่งแยกชนชาติหรือสีผิว และไม่ใช่โรคเรื้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ
      ลักษณะอาการ จะเป็นปื้นนูนสีชมพูเกิดขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะที่แผ่นหลัง ก้นกบ หัวเข่า มีเกล็ดสีเงินหรือสีขาวปกคลุมอยู่อีกชั้น หากเกาก็จะเป็นแผลขยายลามเป็นวงกว้าง สาเหตุของโรคยังไม่แน่ชัด แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือไวรัสแน่นอน และไม่ใช่โรคติดต่อ มีการวิจัยกันว่าน่าจะเกิดจากพันธุกรรม เพราะจากการสำรวจผู้ป่วยโรคนี้พบว่าหากพ่อแม่เป็น ลูกก็มีโอกาสเป็นได้สูง ที่สำคัญโรคนี้รักษาไม่หายขาด มีแต่ทำให้ทุเลาหรือหายไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
     ส่วนวิธีรักษานั้นใช้ยาทาเป็นหลัก ใช้ยากลุ่มน้ำมันดิน กลุ่มสเตียรอยด์ หรือใช้ยากินก็เป็นพวกกลุ่มกรดวิตามินเอ แต่มีวิธีที่นิยมใช้กันมากคือรักษาด้วยการฉายแสง แต่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าจะให้รักษาด้วยวิธีใด เพราะอาการของแต่ละคนมากน้อยไม่เท่ากัน การกำเริบของโรคสะเก็ดเงินนั้นเกิดจากอารมณ์ของผู้ที่เป็นเป็นหลัก เมื่อไหร่ที่ผู้นั้นเกิดความเครียดหรือวิตกกังวล ก็จะเกิดปื้นสะเก็ดเงินขึ้นมาทันที แต่เมื่อพักผ่อนหรือผ่อนคลายลงแล้วอาการก็จะดีขึ้นเอง
      ดังนั้นวิธีป้องกันโรคนี้ก็คือ พยายามทำจิตใจให้เบิกบานเข้าไว้ นอนหลับพักผ่อนมากๆ แล้วมันจะทุเลาลงได้


คันสะดือเป็นเพราะอะไร?
     Q : ผมมีผื่นคันที่สะดือ บางครั้งมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมา ไม่ทราบว่าเป็นอะไร และควรดูแลแก้ไขอย่างไรครับ?
คุณจตุวิทย์ / จ.กรุงเทพฯ
     

      A : สะดือนั้นเป็นจุดหนึ่งของผิวหนังที่อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายครับ ทั้งนี้เพราะลักษณะเป็นซอกที่อับชื้น ซึ่งลักษณะแบบนี้เหมาะที่เชื้อราและเชื้อยีสต์จะเจริญเติบโตได้ดี หากมีการติดเชื้อราหรือยีสต์ที่ตำแหน่งนี้ สะดือจะมีสีแดง และผิวรอบๆ สะดือก็อาจจะแดง มักมีอาการคันร่วมด้วยครับ
      เมื่อมีการติดเชื้อราเชื้อยีสต์แล้ว ผิวจะอ่อนแอ จึงอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำเหลืองซึมๆ หรือเป็นสะเก็ด จึงคาดว่าอาจเป็นเชื้อราที่สะดือนำมาก่อน แล้วตามมาด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนครับ
      อย่างไรก็ตาม ผื่นแดงที่สะดืออาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อก็ได้นะครับ อาจเป็นผื่นแดงจากโรคผิวหนังบางอย่าง เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ซึ่งในกรณีนี้ อาจพบผื่นแดงมีขุยตามแขน ขา และลำตัวร่วมด้วย

     สำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีที่มีปัญหาผิวหนังที่สะดือนั้น ควรทำดังนี้

     • ห้ามแคะ หรือ แกะเกาสะดือ
     • อย่าพยายามปลิ้นสะดือออกมาเพื่อทำความสะอาด ให้ใช้น้ำเปล่า หรือสบู่อ่อนทำความสะอาดบริเวณนี้ และต้องซับให้แห้ง
     • ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อในการทำความสะอาด เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองได้
     • ถ้าเป็นโรคติดเชื้อรา อาจใช้ยาทาแก้เชื้อรา ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนัง


สำหรับผู้อ่าน “HealthToday” ที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องผิวหนัง ผม เล็บ เครื่องสำอาง ความงาม กรุณาส่งคำถามมาได้ที่ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร คอลัมน์ “Healthy Skin Q&A” นิตยสาร HealthToday 58-60 ซ.สุขุมวิท 62 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 หรือจะถามมาที่ email : pravitbisalbutra@hotmail.com หรือ drpravit@yahoo.com ก็ได้ครับ คำถามใดได้ลงตีพิมพ์จะมีรางวัลสมนาคุณเล็กๆ น้อยๆ
ให้ครับ








For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2007 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.