คำถามเรื่องยารักษาสิว ดูแลผิว ลอกหน้า ขัดหน้า
นพ. ประวิตร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง
Q : อันตรายของยาโรแอคคิวเทน
ไปรักษาสิวกับคุณหมอท่านหนึ่ง สั่งจ่ายยาโรแอคคิวเทนชนิดรับประทานมาให้ เพื่อนบอกว่ายาตัวนี้อันตรายมากควรรับประทาน
ต่อไหมคะ?
ปาริชาติ / จ.กรุงเทพฯ
A : ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของยาตัวนี้ คือหากรับประทานแล้วตั้งครรภ์ เด็กจะพิการ จึงมีข้อกำหนดว่าจะต้องคุมกำเนิด 1 เดือนก่อนรับยา และคุมกำเนิดต่อไปเรื่อยๆ ถ้าจะตั้งครรภ์ต้องหยุดยาล่วงหน้าก่อน 1 เดือน จึงสามารถตั้งครรภ์ได้โดยปลอดภัย และต้องไม่บริจาคเลือดระหว่างรับยาตัวนี้ นอกจากนั้นผลข้างเคียงของยามักทำให้ริมฝีปากและนัยน์ตาแห้ง จึงควรใช้ลิปมันและหยอดน้ำตาเทียมอยู่เสมอ
แต่เดิมการใช้ยาโรแอคคิวเทน (Roaccutane) ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของกรดวิตามินเอ อันมีตัวยาสำคัญคือ Isotretinoin จะเน้นที่กลุ่มผู้เป็นสิวหัวช้างเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้มีข้อสรุปใหม่ว่า นอกจาก Isotretinoin จะเป็นยาตัวแรกสำหรับการรักษาสิวหัวช้างแล้ว ยังอาจใช้ได้ในผู้เป็นสิวชนิดอื่นอีก คือ สิวที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะซึ่งให้คำจำกัดความว่าคือสิวที่ให้ยาปฏิชีวนะรับประทานและทามาแล้ว
6 เดือน รอยโรคดีขึ้นไม่ถึง 50% หรือใช้ในผู้เป็นสิวที่กลับเป็นซ้ำในระหว่างและหลังการรักษา สิวที่ก่อให้เกิดแผลเป็นซึ่งมีผลเสีย
ทางด้านจิตใจและสังคม รวมทั้ง ผู้เป็นสิวที่มีความผิดปกติทางจิตใจร่วมด้วย เช่น ซึมเศร้าอย่างมากแม้ว่ารอยโรคสิวจะเป็นไม่มากนัก ส่วนข้อบ่งชี้อื่นๆ ของยาชนิดนี้ คือ รักษาสิวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกรัมลบ สิวที่ทำให้หน้าแดงซึ่งจะมีจมูกโตผิดรูปร่าง สิวสยอง และสิวเรื้อรังที่รักแร้ครับ ควรรับประทานยาตัวนี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น ปัจจุบันยา Isotretinoin ยังมีชื่อทางการค้า
อื่นๆ อีก เช่น Acnotin, Isotane, Sotret และ Roacne เป็นต้น
Q. ดูแลผิวพรรณด้วยแพทย์
อายุย่างเข้า 40 ปีแล้ว ใบหน้าเริ่มมีริ้วรอย ลองใช้เครื่องสำอางมาหลายยี่ห้อแล้วก็ไม่ค่อยดีขึ้น ถ้าจะมารักษาใบหน้ากับแพทย์จะได้ผลดีขึ้นไหมคะ และหลังการรักษาจะมีข้อแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
ยุพาวรรณ / จ.กรุงเทพฯ
A : การดูแลผิวพรรณโดยแพทย์ หรือ Physician Skin Care เป็นที่นิยมมากขึ้นจริง เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาผิวพรรณที่ใช้เครื่องสำอางหรือซื้อยามาใช้เองแล้วยังไม่ได้ผลดี-
ีขึ้น
ในบางรายแพทย์อาจลอกหน้าชนิดลึก (deep chemical peels) เพื่อลอกผิวหนังออกหลายชั้นในครั้งเดียว หรือแพทย์อาจพิจารณาสั่งจ่ายยาทาบางตัว เช่น
กรดวิตามินเอ (Retin A)
หรือกรดผลไม้ (AHA) เพื่อให้นำกลับไปทาเองที่บ้าน ซึ่งจะ
ทำให้ผิวค่อยๆ ลอกออก นอกจากนั้นก็มีการขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (crystal peeling) การทำ ไอออนโต คือ การเติมวิตามินด้วยประจุไฟฟ้า การทำอัลตร้าซาวนด์ คือ การนวดผิวหนังด้วยคลื่นเสียง การฉีด Botulinum Toxin รักษารอยย่น การฉีดวิตามิน
บำรุงผิวหน้าด้วยเข็มขนาดเล็กๆ (mesotherapy) การฉายแสง IPL เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เป็นต้น เหล่านี้จะช่วยให้สภาพผิวหน้าดีขึ้นได้ครับ ปัจจุบันทั่วโลกมี
แนวโน้มว่าจะหันมาให้แพทย์เป็นผู้ดูแลผิวพรรณให้ และพบว่าผู้ที่มาพบ แพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาผิวพรรณในด้านความงาม มีตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุมากกว่า 80 ปีครับ
หลังการรักษา ส่วนใหญ่จะหวังเห็นผลในชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะสภาพผิวจะค่อยๆ ดีขึ้น จึงต้องใจเย็นและให้เวลาพอสมควร เทคนิคการรักษาบางอย่าง เช่น การขัดหน้าด้วยเลเซอร์ (laser resurfacing) การขัดผิวหน้า (dermabrasion)
การลอกหน้าชนิดลึก จะทำให้ผิวหนังมีรอยถลอกแดงหรือด่างดำเป็นเวลานานกว่าจะเห็นผลดี จึงพบเสมอว่าหลายๆ ครั้ง หลังทำ
ผู้ป่วยจะตกใจแล้วไม่กลับมาพบแพทย์คนเดิมอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงจะทราบว่าการรักษาได้ผล
Q.ข้อควรระวังเมื่อลอกหน้าด้วยสารเคมี
อยากทราบว่าการลอกหน้าด้วยสารเคมี (chemical peels) นั้น มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง?
ดวงเดือน / จ.กรุงเทพฯ
A : การลอกหน้าด้วยสารเคมีเพื่อปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนและดูสดใสขึ้น มีข้อควรระวังดังนี้
• ในกรณีที่เป็นเริมที่ริมฝีปากอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์ประจำตัว ซึ่งอาจจ่ายยาฆ่าเชื้อไวรัสเริมมารับประทาน เพราะยาตัวนี้จะช่วยลดการกำเริบของเริมหลังการลอกหน้าได้ บางคนโชคร้าย หลังการลอกหน้าผิวระคายเคืองแล้วเกิดการกำเริบของเชื้อเริมที่ใบหน้า ก็อาจ
ทำให้เกิดแผลเป็นได้
• หลังลอกหน้าผิวหนังจะลอก การลอกหน้าชนิดตื้นโดยใช้กรดผลไม้ (AHA) ผิวจะลอกและกลับมาเป็นปกติในเวลาเพียง 3-4 วัน
แต่การลอกหน้าชนิดลึกจะใช้เวลานานกว่านั้น หากหลังการลอกหน้ามีอาการเจ็บปวดผิวหนังที่ใบหน้าหรือเกิดตุ่มน้ำ ต้องรีบกลับไป
พบแพทย์ เพราะอาจเกิดการกำเริบของโรคเริม
• หลังการลอกหน้า ผิวหนังอาจมีรอยด่างดำหรือด่างขาวได้ ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและใช้ยากันแดดเสมอเพื่อลดปัญหานี้
Q.ข้อแทรกซ้อนของการขัดหน้า
เห็นเพื่อนไปขัดหน้ามาแล้วมีผิวลอกเห่อแดง แต่เพื่อนอีกคนไปขัดมาแล้วดูดี อยากถามคุณหมอประวิตรว่า การขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณีมีข้อแทรกซ้อนอย่างไรบ้างครับ?
โอ๊ต / จ.กรุงเทพฯ
A : การขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (crystal peeling หรือ microdermabrasion) นั้นโดยทั่วไปค่อนข้างปลอดภัย แต่ในบางรายอาจเกิดรอยด่างดำ แผล หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมาได้ หัวขัดจึงต้องทำความสะอาดทุกครั้ง นอกจากนั้นมีรายงานว่าการสูดหายใจเอา
เกล็ดอัญมณี (คือผลึกอะลูมิเนียม ชื่อ Corundum) อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงควรใช้ผ้าปิดจมูกและปากระหว่างทำ
นอกจากนั้นผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ ไม่ควรรับการขัดหน้า
• มีรอยโรคผิวหนัง ที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัย
• เป็นโรคเริมบ่อยๆ หรือเพิ่งหายจากการเป็นเริม
• เป็นหูด
• เป็นสิวอักเสบ บวมแดงอยู่
• ใบหน้าเป็นผื่นแดง
• เป็นโรคเบาหวานที่ยังคุมอาการไม่ได้
• เป็นโรคภูมิต้านทาน เช่น โรค SLE
Q.อันตรายของการทำ IPL
สนใจจะไปทำ IPL เพราะทราบมาว่าทำแล้วจะแลดูอ่อนเยาว์ลง อยากถามคุณหมอว่าจะมีอันตรายไหมคะ?
พักตร์พิไล / จ.กรุงเทพฯ
A : ปกติแล้วการทำ IPL (intense pulsed light) ค่อนข้างปลอดภัยครับ นานๆ ครั้งอาจพบว่าบางรายอาจเกิดเป็นตุ่มน้ำพองใส มีรอยถลอกเลือดออก หรือเป็นรอยด่างขาวด่างดำของผิวหนังบริเวณที่ทำ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 3-12 เดือนกว่าสีผิวจะกลับสู่ปกติ ถ้าโชคร้ายจริงๆ
อาจเกิดแผลเป็นถาวร แต่เกิดได้น้อยมากครับ หัตถการทางการแพทย์ทุกอย่างมีข้อแทรกซ้อนเกิดได้ทั้งนั้นครับ แต่ชีวิตคนเราถ้ากลัวหรือระแวงมากเกินไปนักก็คงทำอะไรไม่ได้ เช่น ถ้ากลัวเครื่องบินตกก็คงหมดโอกาสเห็นโลกกว้าง
สำหรับผู้อ่าน HealthToday ที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องผิวหนัง ผม เล็บ เครื่องสำอาง ความงาม กรุณาส่งคำถามมาได้ที่ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร คอลัมน์ Healthy Skin Q&A นิตยสาร HealthToday 58-60 ซ.สุขุมวิท 62 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 หรือจะถามมาที่ email : pravitbisalbutra@hotmail.com ก็ได้ครับ คำถามใดได้ลงตีพิมพ์จะมีรางวัลสมนาคุณเล็กๆ น้อยๆ ให้ครับ
|