3

ฝ้า...เกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง
_________________________________________________________________________________
ฝ้า...เกิดจากอะไร

     Q. เป็นฝ้ามานาน อยากทราบว่าฝ้าเกิดจากอะไร และมีแนวทางในการดูแลผิวอย่างไรให้ฝ้าจางลงคะ
เลอมาน/กรุงเทพฯ

     A. ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่มีผลเสียต่อจิตใจ ผู้เป็นฝ้าส่วนใหญ่คือร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ซึ่งมักเป็นในวัยกลางคน ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้าคือฮอร์โมนเพศหญิงและแสงแดด รวมถึงยังพบฝ้าจากการเป็นโรคต่อมไทรอยด์ จากการมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอาง การขาดอาหาร และยาบางตัว เช่น ยากันชัก ฝ้าน่าจะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคฝ้าถึงร้อยละ 30 จะพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นฝ้าเช่นกัน และยังพบว่าฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดฝ้าได้เท่าๆ กัน แม้รอยผื่นดำที่ใบหน้าส่วนใหญ่จะเป็นโรคฝ้า แต่ยังมีโรคผิวหนังหลายชนิดที่คล้ายฝ้าได้ เช่น รอยดำจากการแพ้แสงแดด ปานบางชนิด โรคของต่อมหมวกไต โรคติดเชื้อไวรัสบางตัวในช่วงอาการทุเลาพบว่ามีผื่นดำคล้ายฝ้าได้

      ฝ้าเป็นโรคที่รักษาให้จางได้ แต่มักไม่หายขาด ข้อควรระวังในการทายาฝ้าคือต้องระวังไม่ให้สัมผัสนัยน์ตา ห้ามใช้ยาฝ้าทาเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด ถ้าใช้ยาทานาน 2 เดือนแล้วฝ้าไม่จางลง ให้งดทายา ถ้าทายาฝ้าแล้ว ฝ้าเข้มขึ้นเป็นสีดำ-น้ำเงิน ก็ให้หยุดทายาเช่นกัน ยาที่ห้ามนำมาใช้รักษาฝ้าคือโมโนเบนซิลอีเทอร์ของไฮโดรควิโนน (monobenzyl ether of hydroquinone) เพราะทำให้เกิดรอยด่างขาวถาวรทั้งในตำแหน่งที่ทาและตำแหน่งอื่นๆ ที่ห่างออกไป และสารปรอท เพราะทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดง และเกิดพิษสะสมทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ ส่วนการรักษาฝ้าในสตรีมีครรภ์มักแนะนำให้รอจนคลอดแล้วจึงรักษา เนื่องจากฝ้าในสตรีมีครรภ์ดื้อต่อการรักษาเพราะมีปัจจัยจากฮอร์โมน นอกจากนั้นส่วนใหญ่หลังคลอดฝ้าจะจางลงเอง และยารักษาฝ้าหลายตัวยังไม่ปลอดภัย หรือยังไม่ระบุความปลอดภัย หากใช้ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ฝ้า...รักษาอย่างไร

     Q. ดิฉันเป็นฝ้ามานาน เวลาโดนแดดจัดๆ อย่างเช่นกลับจากไปทะเลหน้าร้อนมา ฝ้าจะเข้มขึ้น อยากถามคุณหมอว่ามีทางรักษาฝ้าอย่างไรได้บ้างคะ
ปราญชลี/ปทุมธานี

     A. การรักษาฝ้าที่เป็นที่นิยมกันคือการใช้ยาทา ยาทาฝ้าตัวหลักที่ใช้กันคือ 1. ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้การผลิตเม็ดสีน้อยลง มีอยู่ทั้งในรูปครีมและในรูปสารละลายในแอลกอฮอล์ ในประเทศไทยขณะนี้ถือว่าไฮโดรควิโนนทุกระดับความเข้มข้นจัดเป็นยา ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น แต่ในสหรัฐอเมริกาถือว่าไฮโดรควิโนนที่มีความเข้มข้นร้อยละ 2 หรือต่ำกว่านั้น สามารถซื้อหาได้เอง แต่ถ้าความเข้มข้นเกินร้อยละ 2 ก็ต้องให้แพทย์สั่งจ่ายเช่นกัน 2. เทรทิโนอิน (tretinoin) เป็นกรดวิตามินเอที่ได้ผลพอสมควร แต่ได้ผลน้อยกว่าไฮโดรควิโนน และมีการผสมสูตรยาฝ้าที่มีส่วนผสมของทั้งกรดวิตามินเอ สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน พบว่าได้ผลเร็วขึ้น ยาผสมสูตรที่ผ่านการรับรองของ FDA สหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาฝ้าคือ ไฮโดรควิโนน 4% เทรทิโนอิน 0.05% และ ฟลูโอซิโลนอะซีโทไนด์ (fluocinolone acetonide; เป็นสเตียรอยด์) 0.01% ยาทาฝ้าอื่นๆ ที่นิยมใช้น้อยลงมาคือ 3. กรดอาซิเลอิก (azelaic acid) อยู่ในรูปของครีมความเข้มข้นร้อยละ 20 ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับไฮโดรควิโนน 4% แต่อาจทำให้ผิวระคายเคือง 4. สเตียรอยด์อย่างเดียว ทำให้ฝ้าจางได้ แต่ถ้าใช้นานๆ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผิวบาง เส้นเลือดฝอยขยาย เป็นสิว และขนใบหน้าดกขึ้น และ 5. ยารักษาฝ้าสูตรใหม่ๆ เช่น กรดโคจิก (kojic acid) วิตามินซี สารสกัดชะเอมเทศ ฯลฯ

      นอกจากนี้ยังมีเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้า เช่น การใช้ความเย็นจัดลอกหน้า การลอกหน้าด้วยสารเคมี เลเซอร์ และแสง IPL เช่น มีงานวิจัยว่า ถ้าทายาฝ้าสูตรผสมไว้ก่อนล่วงหน้านาน 8 สัปดาห์ แล้วจึงใช้เลเซอร์ (1064-nm Q-switched Nd:YAG) ตาม จะได้ผลการรักษาฝ้าที่ดี อย่างไรก็ตาม ทั้งการใช้ยาและการใช้เทคนิคเสริม ทำให้ฝ้าจางได้จริง แต่เมื่อโดนแดดจัด ก็จะมีฝ้าเกิดขึ้นใหม่ได้ จึงต้องใช้ยากันแดดร่วมด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ต้องออกโดนแดดนะครับ


     สำหรับคุณผู้อ่าน HealthToday ที่มีคำถามเกี่ยวกับโรคผิวหนัง สิว ฝ้า ผม เล็บ การดูแลผิวพรรณ ส่งคำถามมาได้ที่ นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร email: drpravit@yahoo.com สำหรับคำถามที่ได้คัดเลือกลงตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ จะมีของสมนาคุณเล็กๆ น้อยๆ เป็นหนังสือของ นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร _____________________________________________________________________________________







For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2014 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.