ข้อห้ามในการฉีดลบรอยตีนกา, ยาปฏิชีวนะชนิดทารักษาสิว
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ด้านโรคผิวหนัง
ข้อห้ามในการฉีดลบรอยตีนกา
Q. ดิฉันอายุ 45 ปี เวลายิ้มจะมีรอยตีนกาขึ้นชัดเจน เห็นเพื่อนๆ ไปฉีดสารพิษโบทูลินั่มแล้วรอยตีนกาจางลงมาก แต่ดิฉันเป็นคนวิตกกังวลง่าย จึงอยากทราบว่ายาตัวนี้มีข้อห้ามใช้อย่างไรบ้างคะ?
ธันยมัย/กรุงเทพฯ

A. ข้อห้ามใช้ของสารพิษโบทูลินั่มคือ ห้ามฉีดในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งที่ผสมในยาตัวนี้ เช่น อัลบูมิน ผู้ที่คาดหวังสูงเกินไป หรือมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย เช่น body dysmorphic disorder หรือ botulinophilia รวมถึงผู้ที่จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแสดงสีหน้า (เช่น นักแสดง นักการเมือง ทหาร) ผู้ที่กำลังมีการติดเชื้อที่ตำแหน่งที่ฉีดยา และห้ามฉีดในผู้ที่กำลังได้รับยาปฏิชีวนะกลุ่ม aminoglycosides สำหรับผู้ที่กินยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยากลุ่มลดเกล็ดเลือด และลดการแข็งตัวของเลือด ก็ต้องงดยาเหล่านี้เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด โดยต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ที่สั่งจ่ายยาดังกล่าวก่อน
อนึ่ง
สำหรับโรคบีดีดี (BDD, body dysmorphic disorder) จะมีอาการคือ ผู้ป่วยกังวลว่าตัวเองมีความผิดปกติของผิวหนัง อวัยวะผิดปกติหรือไม่ได้สัดส่วน โดยอาจจะเป็นจมูก เปลือกตา คิ้ว ริมฝีปาก ฟัน เต้านม อวัยวะเพศ บางคนกังวลเรื่องผมบาง ขนดก รูขุมขนโต ส่วน botulinophilia ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคลั่งอยากรับการฉีดสารพิษโบทูลินั่มนั้น ปัจจุบันพบว่ามีความสัมพันธ์กับบีดีดีมาก จึงจัดว่าอาการเหล่านี้เป็นข้อห้ามข้อหนึ่งของการฉีดยาตัวนี้
ยาปฏิชีวนะชนิดทารักษาสิว
Q. ผมอายุ 25 ปีเป็นสิวอักเสบสัปดาห์ละ 3-4 เม็ด ไม่ชอบกินยา อยากสอบถามข้อมูลเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทารักษาสิวครับ
ณัฐปคัลภ์/ปทุมธานี
A. เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ พี. แอคเน่ (P. acnes) ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้ การให้ยาปฏิชีวนะกินเพื่อรักษาสิวจึงเป็นสิ่งที่แพทย์ใช้กันมานาน ต่อมาได้มีการพัฒนายาปฏิชีวนะรักษาสิวให้อยู่ในรูปยาทา เพื่อลดข้อแทรกซ้อนจากการกินยาต่อเนื่องกันนานๆ ยาทานี้จะอยู่ในรูปของโลชัน ครีม หรือขี้ผึ้ง ยาปฏิชีวนะชนิดทาจะออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวจึงมีฤทธิ์ต้านอักเสบ แต่ไม่มีฤทธิ์สลายก้อนไขมันอุดตัน อาจพบภาวะเชื้อดื้อยาได้ แต่หากใช้ร่วมกับบีพี (BP, benzoyl peroxide) จะลดภาวะเชื้อดื้อยาลงและยังลดการเกิดสิวอุดตันอีกด้วย ถ้าเป็นคนที่มีผิวหน้าแห้งและระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว ยาปฏิชีวนะชนิดทาที่อยู่ในรูปของโลชันซึ่งมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ จะทำให้ผิวหนังแห้งได้ แพทย์จึงมักเลือกให้ใช้ยาทาที่อยู่ในรูปครีมหรือขี้ผึ้งแทน แต่ถ้าผิวหน้ามันก็อาจใช้ยาในรูปของโลชัน การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทานี้ให้ทาประมาณ 20-30 นาทีหลังล้างหน้าตอนเช้าและตอนเย็น
โดยทั่วไปยาปฏิชีวนะที่ใช้ทารักษาสิวได้แก่ คลินดามัยซิน ยาตัวนี้จะลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบลงได้มาก เหมาะสำหรับสิวหัวหนองขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นสิวหัวช้างหรือซีสต์ หรือเป็นสิวอุดตันจะไม่ได้ผล อิริโทรมัยซิน เชื่อว่าได้ผลดีใกล้เคียงกับคลินดามัยซิน และเตตราซัยคลิน ซึ่งได้ผลน้อยกว่าคลินดามัยซินและอิริโทรมัยซิน
สำหรับข้อควรระวังก็คือ ยาทาพวกนี้เมื่อใช้ไปนานๆ จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และให้ผลแทรกซ้อนได้เหมือนยากิน การใช้ยาทาจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เช่นเดียวกับการใช้ยากินรักษาสิว และเนื่องจากยาทาปฏิชีวนะรักษาสิวอักเสบเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้รักษาหรือป้องกันการเกิดสิวอุดตันที่เป็นต้นเหตุของสิวอักเสบ จึงมักใช้ร่วมกับยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (เรตินอยด์) หรือใช้ร่วมกับยาทาบีพี ซึ่งแต่ก่อนต้องใช้แยกกันคือทาคนละเวลา แต่ปัจจุบันมีการพัฒนายาทารักษาสิวกลุ่มผสมรวมสำเร็จรูป คือในเนื้อยาจะมีตัวยาผสมกันคือ ยาทาเรตินอยด์ผสมกับยาปฏิชีวนะ (เช่น เจล erythromycin 2% + isotretinoin 0.05% หรือเจล clindamycin phosphate 1.2% + tretinoin 0.025%) และยาทาบีพีผสมกับยาปฏิชีวนะ (เช่น เจล clindamycin phosphate 1.2% + benzoyl peroxide 2.5% หรือเจล clindamycin phosphate 1% + benzoyl peroxide 5%) และมีแนวโน้มในการนำยาทารักษาสิวกลุ่มผสมรวมสำเร็จรูปนี้มาใช้มากขึ้น เพราะสะดวกในการใช้ โดยบางขนานใช้ทาแค่เพียงวันละครั้ง
สำหรับคุณผู้อ่าน HealthToday ที่มีคำถามเกี่ยวกับโรคผิวหนัง สิว ฝ้า ผม เล็บ การดูแลผิวพรรณ ส่งคำถามมาได้ที่ นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร email: drpravit@yahoo.com สำหรับคำถามที่ได้คัดเลือกลงตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ จะมีของสมนาคุณเล็กๆ น้อยๆ เป็นหนังสือของ นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร __________________________________________________________________________________________
|