Sex ...ผิดกาลเทศะ
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์
ข่าวที่ศาลตัดสินรอลงอาญาผู้ล่วงละเมิดทางเพศแอร์โฮสเตสการบินไทยที่กลายเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่นานมานี้
นับว่าเป็นการจุด-ประกายให้หลายๆ ฝ่ายหันมาพูดคุยกันถึงการพิทักษ์สิทธิของคนทำงานด้านการบริการอย่างจริงจังมากขึ้น
เพราะที่ผ่านมาบรรดาพนักงานต้อนรับที่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้มาใช้บริการอยู่เสมอรวมกันแล้วมีจำนวนไม่น้อยจากทุกสายการบิน และส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการดูแลหรือแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่
เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการกระทบต่อภาพลักษณ์การให้บริการของธุรกิจนั้นๆ ไม่เพียงแต่ในธุรกิจการบินเท่านั้นแต่เรายังพบการล่วงละเมิดทางเพศในสถานที่ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน ในสถานที่
ทำงาน
มีตั้งแต่การสัมผัสบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ไปจนถึงขั้นการบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย
สถานการณ์ที่พบบ่อย
ในต่างประเทศมีความสนใจประเด็นนี้มานานแล้ว มีการกำหนดไว้ในกฎหมายถือว่าเรื่องนี้เป็นการแบ่งแยกทางเพศชนิดหนึ่ง แต่เดิมมักพบกรณีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ที่ฝ่ายเสียเปรียบคือลูกจ้างหากไม่ยินยอมก็จะถูกกีดกันไม่ให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และอาจจะลามไปถึงการใช้ความรุนแรงตามมาได้ ภาษาอังกฤษมีคำเรียกการล่วงละเมิดทางเพศทั่วๆ ไปว่า sexual offence และการล่วง-ละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงานเรียกว่า sexual harassment เป็นความหมายที่กำหนดโดย The United States Equal Employment Opportunity Commission (EEOC) ซึ่งมีลักษณะที่พบบ่อยดังนี้
• เหยื่ออาจจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศตรงกันข้ามกับผู้ที่มาเอาเปรียบ (Harasser)
• ผู้เอาเปรียบอาจเป็นหัวหน้างาน นายหน้าจัดหางาน หรือผู้ร่วมงานของเหยื่อ
• เหยื่ออาจไม่ได้ถูกกระทำโดยตรง และเป็นคนที่รับผลกระทบจากการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นก็ได้
• การล่วงละเมิดนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นโดยมีผลเสียหาย เช่น ถูกออกจากงานตามมาก็ได้ เพียงแค่การล่วงละเมิดทั่วไปก็ถือว่าเป็น sexual harassment แล้ว
• ผู้ล่วงละเมิดจะต้องเป็นคนที่ไม่ได้เชื้อเชิญมาก่อน ถ้ามีการเชิญชวนกันมาก่อนก็ไม่ถือว่าถูกล่วงละเมิด ประเด็นนี้น่าคิดและต้องระวังเนื่องจากฝ่ายผู้ที่ได้เปรียบจะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่ามีการตกลงเชิญชวนกันมาก่อน ซึ่งอาจเป็นช่องให้ใช้ในการต่อสู้ฟ้องร้องกันในศาลได้
นอกจากนี้พบว่าสิ่งแวดล้อมที่อาจจะก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศในการทำงานนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งดังต่อไปนี้ คือ
• มีการเรียกร้องให้มี sex ซ้ำๆ หรือบ่อยครั้ง
• มีการดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยการใช้เรื่อง sex มาเกี่ยวข้อง
• ใช้ภาษาที่ล่วงละเมิด โดยเฉพาะคำหยาบโลน
• มีการกระทำในรูปแบบต่างๆ ที่บ่งได้ว่ามีการล่วงละเมิด เช่น การใช้สัญลักษณ์ทางเพศ การ์ตูน ปฏิทิน ข้อความ หรือรูปภาพ
• ลงมือทำการล่วงละเมิดเต็มๆ ตั้งแต่การ แต๊ะอั๋ง จนถึงขั้นข่มขืนก็ได้
ในประเทศไทยเคยมีการศึกษาพบว่าอาชีพที่มักถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศอยู่เสมอ ได้แก่ แอร์โฮสเตส เลขานุการ
นักศึกษาฝึกงาน พนักงานในสำนักงาน สาวเชียร์เบียร์ เด็กเสิร์ฟ รวมถึงสาวพริตตี้ เป็นต้น (หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 27 ธ.ค.48) จะเห็นว่าการล่วงละเมิดเกิดขึ้นจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งอาจจะกำหนดชะตาชีวิตในการทำงานของผู้ที่เสียเปรียบให้ยินยอมตาม ทำให้ต้อง
อดทนยินยอมเพื่อปากท้องและอนาคต บางครั้งอาจถูกสังคมซ้ำเติมว่าโง่ ทำไมไม่กล้าสู้ บางคนอาจถูกกล่าวหาว่าร่วมมือ ทั้งๆ ที่ผู้เสียเปรียบเหล่านั้นมักต้องอับอายขายหน้า ทุกข์ทรมานหาทางออกไม่ได้ มีหลายคนกลายเป็นคนซึมเศร้า ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี บางคนต้อง
ตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นคู่ลับๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งล้วนแต่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ความก้าวร้าวของคนที่เอาเปรียบนั้นต่างหาก
อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นฝ่ายล่วงละเมิดทางเพศก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดีทุกคน มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าบางส่วนของคนกลุ่มนี้ที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่นเพราะมีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาจไม่เคยมีการตรวจสอบหรือสังเกตอย่างเพียงพอ (underdetection) ดังนี้
1. ผู้ที่เจ็บป่วยทางจิต เช่น เป็นโรคจิต หรือโรคอารมณ์แปรปรวน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการต่างๆ กัน บางรายไม่ได้แสดงอาการชัดเจน และยังพอจะทำงานได้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีปัญหาแนวความคิดแปลกๆ หรือความสามารถในการควบคุมอารมณ์เสียไป ไม่ว่าจะโกรธ โมโห รวมถึงอารมณ์เพศด้วย ทำให้บางครั้งแสดงออกโดยขาดการควบคุม และยิ่งผู้นั้นมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงย่อมยากที่จะเข้าไปจัดการให้ได้รับการรักษา จนบางรายกว่าจะจัดการได้ก็ก่อเรื่องเกิดคดีเสียก่อนแล้ว
2. บ่อยครั้งที่เราพบว่าผู้ที่ก่อเรื่องลวนลามทางเพศเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม (Dementia) ทำให้ไม่สามารถควบคุมความต้องการทางเพศของตนเอง หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุทางสมองจนทำให้สมองส่วนควบคุมหรือรู้ผิดชอบชั่วดีเสียไป พวกนี้บางครั้งไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้เนื่องจากอายุมาก มีโรคประจำตัว หรือมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แต่ทว่ายังมีใจปรารถนาอยู่ ดังนั้นจึงแสดงออกโดยการสัมผัส (แต๊ะอั๋ง) ผู้อื่นเพื่อให้เกิดความสบายใจหรือปลดปล่อยความต้องการทางเพศของตัวเอง ผลตามมาคือการถูกกล่าวหาว่าเป็น พวกตัณหากลับ ปัจจุบันมีผู้ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศที่พบว่ามีปัญหาทางสมองหลายราย และก็มีบางส่วนที่อาการยังไม่ชัดเจน กว่าจะรู้ว่าสมองผิดปกติก็ถูกตัดสินจำคุกไปแล้วเช่นกัน
3. ปัญหาบุคลิกภาพ หรือ นิสัยเสีย ขาดการเคารพนับถือหรือให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งมักเกิดจากการถูกเลี้ยงดูแบบขาดวินัย ขาดการฝึกให้รู้จักควบคุมตนเอง ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น มองว่าคนที่ทำงานด้อยกว่าตนเองหรือเป็นผู้ให้บริการต่างๆ ก็ควรจะให้บริการทางเพศได้ ไม่ลองไม่รู้ หรืออยากลองก็ทำไป โดยคิดว่าผู้เสียเปรียบเหล่านั้นไม่น่าจะเรียกร้องอะไรได้ด้วยความ-อับอาย ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้กระทำซ้ำๆ จนติดเป็นนิสัย และเกิดความตื่นเต้น เพราะสามารถเปลี่ยนเหยื่อไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ผู้โดยสารที่ชอบลวนลามพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็จะเจอพนักงานที่เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ได้
การขาดการยับยั้งชั่งใจในกรณีทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วจะยิ่งเพิ่มดีกรีขึ้น หากประกอบกับการเสพสารมึนเมาทั้งหลาย ทำให้ยากที่จะควบคุมตัวเองได้ ดังนั้นในสถานที่ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้น จึงเสี่ยงต่อการก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศง่ายขึ้น
เลี่ยงถูกลวนลามต้องระวังการปฏิบัติตัวเอง
เชื่อว่าคนที่เจอปัญหาถูกล่วงละเมิดทางเพศนี้ย่อมต้องรู้สึกแย่และอับอายด้วยไม่คาดหวังว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ในสถานที่ที่ตัวเองคุ้นเคยดี จนนำมาสู่ความระแวงและไม่มั่นใจไปหมดแทบทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามต้องหันกลับมามองที่ตัวเราเองด้วยว่าเราทำตัวเองให้ตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่
1. ต้องระมัดระวังเรื่องการแต่งกาย และการวางตัวเป็นอันดับแรก เพราะการแต่งกายบางแบบแม้จะดูสวยงาม น่าสนใจในสายตาตัวเอง แต่ก็มีผู้ที่มองแล้วแปลเป็นความรู้สึก ความต้องการในเรื่องเพศโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือแม้บางครั้งการทำงานกับผู้อื่นในสถานที่ที่เปิดโอกาสให้มีการใกล้ชิดหรืออยู่กันตามลำพังก็อาจสร้างปัญหาได้ ดังนั้นเราสามารถเลี่ยงสถานที่เหล่านั้น หรือหาทางทำให้ไม่เป็นส่วนตัวหรืออยู่กันตามลำพัง
2. การพูดคุยเรื่องเพศบ่อยๆ แม้จะเจตนาให้เป็นเรื่องตลก ทะลึ่งเล่นๆ ก็ตาม อาจทำให้คนอื่นตีความว่าเราสนใจเรื่องทางเพศอยู่แล้ว ทำให้เป็น
เป้าหมายที่เขาจะเจาะจงเข้ามาล่วงเกินได้
3. ต้องระวังกิริยาของตัวเองให้ดีพอที่จะไม่ให้อีกฝ่ายอ้างได้ว่า เรา สมยอม หรือ ให้ท่า การแสดงท่าทีไม่เล่นด้วยนั้นจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ หากถูกตื๊อมากๆ อาจจำเป็นต้องบอกว่าจะแจ้งให้คู่สมรสของคนเหล่านั้นทราบด้วย (กรณีที่เขาแต่งงานแล้ว) สิ่งสำคัญคือ
ตัวเราเองต้องมั่นคงและมีท่าทีที่แสดงออก (อย่างสุภาพ) ว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เกิดขึ้น
4. เมื่อถูกลวนลามหรือล่วงละเมิดทางเพศไม่ควรเก็บเรื่องไว้คนเดียว พึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ความผิดของตนเอง อย่ามัวแต่อับอายหรือโทษตัวเองอยู่เลย ต้องรักและให้เกียรติตัวเอง ไม่ยอมให้ใครมาลิดรอนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา แม้บทบาทจะแตกต่างกัน เช่น เป็นลูกน้อง ก็สามารถจะเรียกร้องหรือขัดขืนได้ถ้าเจ้านายไม่อยู่ในคุณธรรม ควรหาที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ และมีความ-ตั้งใจช่วยเหลืออย่างจริงจัง แม้สิ่งที่เกิดจะไม่มีพยานหลักฐานแต่อย่างน้อยก็จะได้ระบายความอัดอั้นตันใจ
และวางแผนรับมือผู้ก่อเหตุ
ต่อไป
5. อย่าพยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยเฉพาะการแก้แค้น เช่น การวางแผนทำร้ายร่างกายเพื่อเอาคืนให้สาสมกับความเจ็บใจ ซึ่งอาจจะต้องคดีอาญาตามมา ทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นตัวเราเองเป็นผู้เสียหาย น่าจะให้กระบวนการยุติธรรมร่วมกันแก้ไขปัญหาดีกว่า นอกจากนี้องค์กรพิทักษ์สิทธิสตรีน่าจะมีบทบาทร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย
6. ภาครัฐควรมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างครบถ้วนละเอียดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมีหลายรูปแบบ ทั้งเพศหญิงและชาย นอกจากนี้กฎหมายควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ก็สำคัญ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยลดการล่วงละเมิดได้บ้าง
7. เมื่อพบผู้กระทำผิด ถ้าเป็นไปได้น่าจะส่งตรวจสภาพจิตบ้าง หากพบว่าเขาทำผิดเนื่องจากการเจ็บป่วยทางจิตจะได้นำตัวไปบำบัดรักษาทางการแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อคดีซ้ำๆ ในภายหลัง
ท้ายที่สุดนี้ คงต้องบอกว่า คนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นมักจะเอาประเด็นที่น่าอับอายหรือเรื่องพื้นฐานสัญชาตญาณดิบของมนุษย์มาเป็นจุดในการทำร้ายกันดังที่เห็นกันทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องทางเพศ แต่ฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อก็ควรจะหันกลับมาทบทวนตนเองมากขึ้นด้วย แม้จะไม่ได้เป็นคนผิด แต่ก็อาจป้องกันมิให้เหตุการณ์เกิดซ้ำอีกได้ ยุคสมัยนี้แม้จะเปิดกว้างเรื่อง sex มากขึ้น แต่ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะ-สมอยู่ดี |