| สุขภาพดี ไม่ใช่แค่ ไม่เป็นโรค
จากปีที่ผ่านมาและจากนี้เป็นต้นไป เชื่อว่าคุณคงจะได้ยินคำว่า สุขภาวะ กันชินหูมากขึ้น
คำนี้ไม่ใช่คำใหม่ แต่เป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมนัก ซึ่งกำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตที่คนไทยควรได้รับ และการที่คนเราจะมี สุขภาพดี ได้นั้นต้องเข้าใจว่าไม่เพียง ไม่เป็นโรค เท่านั้น แต่ต้องประกอบขึ้นจากการมี สุขภาวะที่ดี ด้วยเป็นองค์รวม
ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้เมื่อต้นปี พ.ศ. 2550 ว่า สุขภาพหรือสุขภาวะ หมายถึงสุขภาวะทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา หรือทางจิตวิญญาณ สุขภาพหรือสุขภาวะจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมด (Health is integral in total human and social development) เป็นเรื่องที่อยู่เลยพรมแดนของกระทรวงสาธารณสุขออกไปมาก
ซึ่ง นพ.อำพล จินดาวัฒนะ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ก็จุดกระแสแนวคิดนี้ต่อเนื่องให้เรา
เข้าใจแจ้งขึ้นว่าการมีสุขภาพดีอย่างแท้จริงนั้นควรเป็นอย่างไร 
เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของสุขภาวะ ไม่ใช่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอย่างเดียว แต่เป็น
well-being คือการอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข สุขภาวะของมนุษย์ต้องครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ ด้านจิต ด้านกาย ด้านปัญญา ด้านสังคม ที่เอื้อต่อกันทุกด้าน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของหมอ พยาบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน สุขภาวะดีจึงเป็น
แนวคิดใหม่ว่าเราทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือในระบบต่างๆ ที่เอื้อต่อสุขภาพ ที่ไม่เข้ามาทำลายสุขภาพเรา
จะเห็นว่าต่อไปนี้เรื่องสุขภาพคงไม่อยู่เพียงเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายและจิตใจอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสุขภาพของสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อตัวเราทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจ ทุกสิ่งที่สามารถกระทบเราแล้วทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไม่เป็นสุขทั้งทางกายและทางใจ
ทำไมคนไทยเดินทางออกจากบ้านไปแล้วไปตายบนท้องถนน ไปประสบอุบัติเหตุ มันเป็นเรื่องไม่สมควรตาย แต่วันนี้คนไทยตายบนท้องถนนปีละหมื่นกว่าคน วันละเกือบ 40 คน หรือทำไมทุกวันนี้เราถูกกระทำจากธุรกิจเหล้าบุหรี่ ที่ทำให้เราตกไปเป็นทาสและเสียสุขภาพ ทำไมเราและลูกเราเกิดมาต้องดูละครน้ำเน่าที่เหมือนถูกบังคับให้ดู สิ่งแวดล้อมที่มีแต่มลพิษซึ่งผลของมันกระทบต่อสุขภาพ เรามีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่อย่างไร นี่คือตัวอย่างของสุขภาวะที่น่าเป็นห่วงของคนไทย
ในขณะนี้หลายประเทศก็ยังมองเรื่องสุขภาพ ว่าเป็นเรื่องของหมอ จะมีน้อยประเทศมากที่มองสุขภาพมุมกว้างว่าเป็นสุขภาวะแบบเรา จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่องค์การอนามัยโลกชี้แนะเรื่องนี้มานานเป็นสิบปีแล้ว ว่าสุขภาพต้องมอง 4 มิตินี้ แต่หลายประเทศ
ส่วนใหญ่ไปเน้นมิติทางกาย ทางโรคกัน ส่วนที่จะขยายมาทางสุขภาพทางสังคม ทางจิตวิญญาณมีค่อนข้างน้อย
ดังนั้นเราต้องเอาจุดนี้มาขยาย ซึ่งได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนด้านสุขภาพทั่วประเทศเป็นสมัชชาสุขภาพไปดำเนินการในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานด้านสุขภาพ เพื่อนำกลับมาผลักดันเป็นธรรมนูญสุขภาพที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการดำเนินงานนโยบาย สุขภาพของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติต่อไป ในอดีตเราไม่เคยมี เรามีแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ดังนั้นขณะนี้องค์การอนามัยโลกและเครือข่ายนานาชาติกำลังสนใจบ้านเรามากว่าทำไมเราถึงได้ผลักดันจนไปมีกฏหมายแบบนี้ มีธรรมนูญรองรับว่าเรื่องสุขภาพเป็นรื่องสุขภาวะ เพราะมันเป็นทิศทางที่ทั้งโลกควรเดินไปทางนี้
คุณหมออำพลอธิบายที่มาของ สุขภาวะ คือเป้าหมายที่คนไทยควรได้รับ และ ธรรมนูญสุขภาพ คือเครื่องมือทางกฎหมายที่จะมาผลักดัน ให้คนไทยมุ่งสู่การมีสุขภาพดีในอนาคตได้เห็นภาพมากขึ้น
ในยุโรปเรื่องของสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนของเขาอยู่ในแผนการพัฒนาสังคมเลย เช่น สวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เดนมาร์ก ประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศโดยยึดหลัก สำคัญ 4-5 เรื่องคือ 1. เศรษฐกิจไปได้
2. สังคมต้องดี 3. วิถีชีวิตและวัฒนธรรม 4. สิ่งแวดล้อม ทั้งหมดไปด้วยกันหมด ให้ความสำคัญเท่ากันหมด เขาวางเป้าหมายพัฒนาด้วยหลักสมดุล สังคมเขาจึงมีสุขภาวะ เราจึงเห็นว่าประเทศดังกล่าวมีเศรษฐกิจดี สภาพแวดล้อมดี คนมีคุณภาพ ควบคู่กัน การฆ่ากันตายน้อยมาก อุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยมาก ในสวีเดนเขาไม่ยอมให้เอาทรัพยากร หรือสิ่งแวดล้อมไปทำอะไรง่ายๆ เพื่อเพียงให้ได้ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะถือว่าเป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน ของสังคมที่อยู่ร่วมกัน ถ้าเอาไปทำ ได้เงินสู่คนกลุ่มหนึ่งแต่สิ่งที่จะเสียมากมายเกินกว่า ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ความเป็นมิตรกับธรรมชาติมันหายไป เขาไม่ยอมให้สิ่งไม่ดี เข้ามากระทำ โลกาภิวัฒน์เข้ามา เขามีกลไกในการจัดการ ไม่ปล่อยเข้ามาเพื่อที่จะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ของเราถูกรุกล้ำโดยตลอดโดยมีเป้าหมายเดียว คือทำให้เศรษฐกิจเติบโต เราจึงทำทุกอย่าง ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง จัดระบบทุกอย่างเพื่อสนองให้เกิดตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มันจึงทำลายสังคม ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันไปหมด
จึงชัดเจนเลยว่าของเราสนใจสังคม รวมมนุษย์ ทรัพยากร วัฒนธรรม ประเพณีน้อยมาก หรือให้ความสำคัญเป็นรองกว่าเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ชัดคือในอดีต คนตายจากโรคติดเชื้อ เรารณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหายไป แล้วทำไมวันนี้คนกลับมาตายปีละเป็นหมื่นจากการมีถนนหนทางมีคมนาคมดี สะดวก สบาย เศรษฐกิจโตได้ แต่ไม่ปลอดภัย มันผิดปกตินะ ทุกวันนี้เยาวชนเรายิ่งหนักหนาที่ถูกกระทำจากวัตถุ เมื่อเด็กเราโตขึ้นในภาวะแบบนี้อีกหน่อยจะลำบากมาก เพราะวัตถุมันดึงเข้าไปเป็นเหยื่อ ทีวี วิทยุ แทนที่จะได้รับสิ่งดีๆ เรียนรู้ดีๆ มันเป็นเรื่องดึงเงินออกไปจากกระเป๋าผู้คนตลอดเวลา
สุขภาพคือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ครับ สุขภาพควรเป็นอุดมการณ์ของชาติหรือไม่ หรือเอาเศรษฐกิจเป็นอุดมการณ์ของชาติ หรือจะเอาสุขภาวะเป็นอุดมการณ์ สร้าง นำ ซ่อม เราจะเน้นทิศทางของการสร้างสุขภาพ ไม่ใช่ป่วยแล้วมาซ่อม คนไทยต้องมีหลักประกันที่จะคุ้มครองที่จะเกิดสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วนและมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ นี้คือสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องคำนึงและปกป้องคุ้มครองให้เกิดความมั่นคงด้านสุขภาพต่อคนไทยทุกคน
ทั้งหมดนี้แม้จะถ่ายทอดแนวคิดโดยคุณหมออำพลที่อาจทำให้คุณกระจ่างแจ้งเห็นทางออกของคุณภาพชีวิตที่ควรเป็นแล้ว การสร้าง สุขภาวะ จะเป็นอุดมคติ หรืออุดมการณ์ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ นั้นจะเป็นจริงได้เพียงใดต้องติดตามตอนต่อไปใน HealthToday ฉบับพฤษภาคม เรื่อง ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกของคนไทย
|