รู้ทันเรื่อง "เหล้า" เมาอย่างมีสติ
นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์


     ขณะนี้เมืองไทยอยู่ในยุคหลังปฏิวัติ (19 กันยา 49) สังคมไทยกำลังมีการพูดถึงเรื่องออกกฎหมายห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์และห้ามขายแอลกอฮอล์แก่เยาวชนกันมาก ทางกระทรวงสาธารณสุขต้องการจำกัดอายุที่ 25 ปีเพราะเห็นว่าเป็นอายุที่คนเรามีวุฒิภาวะของสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับวิจารณญาณเต็มที่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่คัดค้านเพราะเห็นว่าสูงเกินไป ตอนหลังจึงมีแนวโน้มที่จะลดอายุลงมาเหลือ 20 ปี กระทรวงสาธารณสุขต้องการเห็นแอลกอฮอล์หายไปจากโลกนี้ วิธีที่ดีที่สุดที่จะให้ได้ผลอย่างนั้นคือห้ามขาย แต่การทำอย่างนั้นมีประเทศตะวันตกเขาทดลองทำมาแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผลดี เกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับเหล้ามากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากมีอุปสงค์ต่อแอลกอฮอล์มากมายในมนุษย์ที่ยังมีหัวใจเป็นคนนั่นเอง


     จากการศึกษาของกองความปลอดภัยทางการจราจรและถนนหลวงของสหรัฐฯ เขาประมาณการณ์เอาไว้ว่าการเพิ่มอายุการห้ามดื่มสุราของคนหนุ่มสาวจาก 18 ปี ขึ้นมาเป็น 21 สามารถลดอัตราตายจากอุบัติเหตุจราจรได้ 13% และจะสามารถทำให้คนรอดตายได้ถึง 19,121 คนนับตั้งแต่ปี 1975 มา และมีการศึกษา 20 ถึง 29 ชิ้นที่แสดงว่ามีการลดลงของอุบัติเหตุจราจรเมื่อเพิ่มอายุคนกินเหล้าเป็น 21 ปี และถ้าใช้ตัวเลข 21 ปี บวกกับระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ 0% ถึง 2 มก.%(zero-tolerant policy) ด้วยแล้วจะลดอุบัติเหตุลงได้ถึง 20% แต่ข้อเสียคือกฎหมายควบคุมอายุคนดื่มเหล้านี้มักจะไม่ได้รับการบังคับใช้เท่าที่ควร แม้จะเป็นในประเทศเจริญอย่างสหรัฐฯ ก็ตามที แล้วเมืองไทยจะมีการบังคับใช้กฎหมายแค่ไหน

     แอลกอฮอล์มีผลเสียต่อสุขภาพหลายอย่าง และยังเป็นยาเสพติดด้วย ถ้าถามว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์เสพติดมากแค่ไหนหลายคนคงตอบไม่ได้ จากการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกันในระหว่างสารเสพติดทั้งหลาย แอลกอฮอล์ทำให้ผู้เสพทั้งหลายติดได้ 15% โคเคน 17% กัญชา 9% เฮโรอีน 25% ส่วนนิโคติน 32%
     ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ต่อร่างกายเราขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยคือ น้ำหนักตัว เพศ เชื้อชาติ อายุ พันธุกรรม

     น้ำหนักตัวซึ่งมีส่วนประกอบของไขมัน โปรตีน และปริมาตรเลือดในร่างกายต่างก็มีส่วนทำให้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เปลี่ยนแปลงไป เช่น คนตัวโตย่อมดื่มได้มากกว่าคนตัวเล็ก เพศหญิงดื่มแอลกอฮอล์ได้น้อยกว่าชาย คือหญิงเมาเร็วกว่า เชื้อชาติก็มีผลต่อฤทธิ์แอลกอฮอล์ เช่น คนเอเชียมีพันธุกรรมที่ทำให้การทำงานของตับในการทำลายแอลกอฮอล์น้อยกว่าชนชาติอื่น คนเอเชียกินเหล้าแล้วมักจะเมาเร็วกว่าชาติอื่น (ฝรั่งวิจัยได้ความว่าอย่างนั้น) คนอายุมากจะมีความสามารถของระบบต่างๆ ลดน้อยลง เช่น ระบบหัวใจ ระบบเผาผลาญสารพิษ (อย่างแอลกอฮอล์) ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหารและระบบประสาท แอลกอฮอล์จึงมีผลต่อระบบต่างๆ มากกว่าคนหนุ่มสาวแบบเดียวกับยาที่เราบริโภคเข้าไปก็มีผลอย่างเดียวกัน

     การดื่มเหล้าได้มากน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเช่นกัน คนแต่ละคนมีความทนต่อเหล้าไม่เท่ากัน ถ้าเราสังเกตคนในครอบครัวเราที่ดื่มเหล้าก็พอจะบอกได้ว่าคนในครอบครัวนั้นจะมีศักยภาพในการกินเหล้าเก่งแค่ไหน นักพันธุกรรมศาสตร์เคยวิจัยเรื่องนี้ลึกถึงขนาดพบว่าในโครโมโซมของเรามีเอ็นไซม์ส่วนที่กำกับความเมาที่โครโมโซม 4
     คำถามว่าดื่มเหล้ากี่แก้วจึงจะเมา คำพูดที่ว่า “กูไม่เมาโว้ย” ได้ยินอยู่เสมอจากปากคอเหล้าซึ่งส่วนมากไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองเมา เขาจึงต้องมีกฎหมายกำหนดระดับความเมาของแอลกอฮอล์ในเลือดเอาไว้ ในแต่ละประเทศใช้ระดับที่ไม่เหมือนกันเช่นในไทยใช้ 50 มิลลิกรัมต่อ100 ซี.ซี. (50 มก.%)ของเลือด ที่สหรัฐฯ มลรัฐส่วนใหญ่(ขณะนี้)ใช้ระดับ 80 มก.% (หลายมลรัฐยังใช้ 100 มก.%) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าใดจึงจะทำให้เมาในแต่ละคนก็แตกต่างกัน ผลของแอลกอฮอล์จากการดื่มกี่แก้ว(ดริงค์)ต่อชั่วโมงจึงทำให้เมาในแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับหญิงน้ำหนักประมาณ 60 กก. ดื่มไวน์ 1 แก้วต่อชั่วโมงติดต่อกัน 3 ชั่วโมง สามารถทำให้ถึงระดับเมาของแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 80 มก.%ได้สบายมาก ผู้ชายน้ำหนักตัวประมาณ 70 กก.ดื่มเบียร์ 2 กระป๋องภายใน 1 ชั่วโมงสามารถทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดขึ้นไปถึง 40 มก.% ได้แล้ว ปฏิกิริยาต่อแอลกอฮอล์ของคนเราก็ไม่เหมือนกัน บางคนแค่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 20 มก% ก็มีอาการหน้าแดง ความสามารถทางการใช้สมองและกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายของเราสามารถเผาผลาญทำลายแอลกอฮอล์ได้ประมาณ 1/2 แก้วต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงร่างกายจึงจะสามารถทำลายแอลกอฮอล์ 1 แก้วได้หมด และผ่านการตรวจแอลกอฮอล์ในลมหายใจโดยตำรวจได้
     1 ดริงค์ หรือ 1 แก้ว หมายความว่าอะไร 1 ดริงค์ หมายความว่า เบียร์หรือไวน์คูลเลอร์ 1 กระป๋อง (360 ลบ.ซม.) หรือไวน์ 150 ลบ.ซม. วิสกี้ (80 ปรูฟ) 45 ลบ.ซม.
     นักดื่มมากรายเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะมีอาการแฮงค์โอเวอร์ปวดหัวไม่สบาย ความคิดไม่สดใส จึงชอบกินยาแก้ปวดหัว เช่น พาราเซตามอล (หรืออีกชื่อว่า อะเซตามิโนเฟน) การกินขนาดธรรมดาไม่มีปัญหา แต่หลายคนกินขนาดยักษ์ เช่น 26 เม็ดต่อวัน อย่างนั้นมันมากเกินไป ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าจะไม่เป็นอันตราย เพราะยาพาราเซตามอลถ้ากินมากจะมีผลเสียต่อตับได้ และเนื่องจากคนกินเหล้าเป็นประจำมักจะมีโรคตับแข็งอยู่ด้วยซึ่งจะไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกินมาก

      ผู้หญิงกินเหล้าแล้วเมาเร็วกว่าชายในสัดส่วนต่อน้ำหนักตัวที่เท่ากัน เหตุผลส่วนหนึ่งเนื่องจากส่วนประกอบของร่างกายของชายและหญิงแตกต่างกัน ในหญิงมีส่วนประกอบของน้ำน้อยกว่า (มีไขมันมากกว่า) น้ำเป็นตัวเจือจางแอลกอฮอล์ในร่างกาย ทำให้ชายเมาช้ากว่าในขนาดการดื่มเท่ากัน และนอกจากนั้นน้ำในร่างกายทำให้มีอาการแฮงค์น้อยกว่าด้วย

      คำถามว่าการดื่มเหล้าทำให้เกิดความมันหฤหรรษ์ซาบซ่านทางเพศมากขึ้นจริงหรือไม่? บางคนที่ไม่เคยคิดเคยอ่านและไม่เคยผ่านเรื่องนี้อาจจะคิดว่าจริง แต่คำตอบคือไม่จริง ผลเสียของแอลกอฮอล์ต่อเรื่องเพศนั้นมีมากกว่าผลดี ผู้หญิงที่ดื่มเหล้าจะมีความยั้งคิดอิดออดปฏิเสธน้อยกว่า มักจะเออออห่อหมกร่วมหอได้ง่าย มีผลทำให้เสียใจ (หลังสร่างเมา) เสียตัว ติดโรคร้าย ตั้งท้องต้องทำแท้ง แอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศได้ง่ายเพราะขาดความยับยั้ง แต่เวลาร่วมหอลงเอยจริงๆ มักจะไม่เข้าท่าไม่เป็นรส เช่น ผู้ชายเกิดอาการจู๋นกเขาไม่ขันไร้น้ำยา หรือถ้าสู้ก็อาจจะมีความชาไร้ความรู้สึกซาบซ่า หรือบางคนอาจจะสู้แต่ต้องออกแรงทำมาก(เพราะชา) กว่าจะถึงบางออ(กัสซึม)ก็เหนื่อย แถมยังอาจจะทำให้ผู้หญิงบาดเจ็บได้ นอกจากนี้หญิงที่เมาเหล้าอาจจะไม่สามารถถึงสวรรค์ชั้นออกัสซึมเลยทำให้ค้างเติ่งเสียอารมณ์ไม่ดีเลย

     การบริโภคแอลกอฮอล์และกัญชาไม่ควรจะเอามาปนกัน เนื่องจากสารสองตัวนี้มีฤทธิ์กดสมองเหมือนกัน มันจะร่วมมือกันทำให้สมองทำงานช้าลง การเป็นลมหมดสติเพิ่มมากขึ้น กัญชามีฤทธิ์ลดความไวของศูนย์อ้วก ทำให้การอาเจียนผิดปกติ ทำให้สำลักอาหารได้ง่าย ซึ่งอาจจะทำให้มีผลเสียถึงชีวิตเนื่องจากเป็นปอดบวมตาย สำหรับยาอื่นๆ 2 ตัวใช้ด้วยกันอาจจะมีผลเสริมกันแบบบวก แต่แอลกอฮอล์กับกัญชามีผลเสริมกันแบบทวีคูณ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ร่วมกับกัญชา นักศึกษามหา’ลัยควรจะสำเหนียกไว้อย่าไปลองของแผลงๆ หรือยัดเยียดให้น้องใหม่ลองเด็ดขาดเพราะอาจจะติดคุก

      การดื่มเหล้าร่วมกับการบริโภคยามีผลเสียขึ้นได้ มียาประมาณ 150 ชนิดที่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ในทางไม่ดี ปฎิกิริยานี้อาจจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรค เพิ่มการบาดเจ็บล้มตาย แอลกอฮอล์ไปเพิ่มฤทธิ์ของยาที่ไปกดระบบประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาต้านฮีสตามีน (แก้แพ้) ยาแก้โรคซึมเศร้า ยากล่อมประสาท ยาแก้ปวดบางอย่าง นอกจากนี้ยารักษาโรคหลายอย่าง เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ก็อาจจะมีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ไปในทางที่ไม่ดี ถ้าท่านสงสัยควรถามแพทย์หรือเภสัชกรให้เข้าใจเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าซื้อยากินเองต้องระวัง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อยาแก้แพ้ (ต้านฮีสตามีน) กินเอง ซึ่งอาจจะทำให้ง่วง เมื่อกินเหล้าเข้าไปด้วยยิ่งจะง่วงมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุล้มตายหรือบาดเจ็บได้

     การดื่มเหล้ามีผลดีต่อโรคหัวใจขาดเลือดจริงหรือเปล่า? การดื่มแอลกอฮอล์แต่พอประมาณ(Moderate Drinking) สามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่กินเหล้าและกินมากกว่าพอประมาณ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดได้ แต่ต้องกินพอประมาณจริงๆ เช่น กินเบียร์วันละ 1 กระป๋อง ดื่มไวน์วันละไม่เกิน 120 ซีซี. แต่การป้องกันโรคหัวใจไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่ท่านจะนำไปอ้างสำหรับการเริ่มหัดดื่มเหล้า เนื่องจากเหล้ามีผลเสียอย่างอื่นมากมาย และวิธีป้องกันโรคหัวใจที่ดีกว่าเหล้าก็มี เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นต้น

      แอลกอฮอล์คร่าชีวิตคนมามากต่อมาก โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางการจราจร วัยรุ่นหนุ่มสาวเสียชีวิตจากการเมาแล้วขับปีละมากมาย วัยรุ่นหนุ่มสาวไม่ว่าที่ใดในโลกก็คงจะเหมือนกันเนื่องจากมีความคึกคะนองจากฮอร์โมนเพศที่พุ่งขึ้นสูงสุด ในสหรัฐฯ นักศึกษามหาวิทยาลัย (อายุ 18 ถึง 24 ปี)ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากแอลกอฮอล์ปีละ 599,000 คน อัตราการบาดเจ็บล้มตายของคนไทยก็คงจะไม่น้อยหน้ากว่าเขาโดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ แต่คนอเมริกันเขามีความรู้ดี รู้จักใช้ประสบการณ์เรียนรู้ความผิดพลาดแล้วนำไปปรับปรุงตัวเอง ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากแอลกอฮอล์ลดลง เช่น ในระหว่างปี 2003 กับ 2004 อัตราตายลดลง 2.4% คือในปี 2003 มีอัตราตายจากอุบัติเหตุจราจรที่เกี่ยวเนื่องกับแอลกอฮอล์ 17,105 ราย ส่วนปี 2004 ลดลงเหลือ 16,394 ราย (แต่แอลกอฮอล์ยังมีบทบาทในอัตราตายจากอุบัติเหตุถึง 39%)


     เมืองไทยเรากำลังจะออกกฎหมายเพื่อห้ามการโฆษณาและลดการเสพแอลกอฮอล์ แถมยังจะเอาเงินภาษีบาปจากแอลกอฮอล์ไปใช้รักษาสุขภาพที่เสียหายจากเหล้า แต่อย่าลืมคิดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้วยนะครับ เงินภาษีบาปควรเอามาซื้อเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ในลมหายใจ (Breathalyzers) ให้ตำรวจใช้มากขึ้น ตามความเห็นของผม เดี๋ยวนี้นักซิ่งกลัวเครื่องนี้กันมากขึ้นแล้ว

   




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.