โรคตาอาทร
ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต

     เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ถึงโชเฟอร์แท็กซี่รายหนึ่งถูกยิงด้วยหนังสติ๊กที่ตาข้างหนึ่งเป็นเหตุให้ตาข้างนั้นมีบาดแผล
ทะลุนัยน์ตา จนตามัวลงมาก (ไม่ทราบรายละเอียดว่ามัวแค่ไหนอย่างไรชัดเจน) แล้วต่อมาตาข้างดีก็เกิดอาการมัวลงด้วย ในข่าวดูเหมือนจะร้องเรียนถึงการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ข่าวก็เงียบหายไป ไม่ทราบตาของโชเฟอร์นั้นดีขึ้นหรือยัง พอได้ข่าวทำนองนี้ทำให้นึกถึงโรคตาโรคหนึ่ง ขอเรียกว่า “ตาอาทร” ก็แล้วกัน เพื่อเข้ากับภาษาอังกฤษที่ว่า sympathetic ophthalmia


     “ตาอาทร” ซึ่งอาจแปลความหมายว่า ตาข้างดีหรือข้างที่ปกติรู้สึกเห็นใจและอาทรต่อตาที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือเจ็บปวดมาก
จึงขอเจ็บตามด้วย เข้าใจว่าแต่เดิมที่แพทย์ยังไม่รู้พยาธิกำเนิดที่แน่ชัด พบแต่เพียงว่าโรคนี้เกิดในคนที่ตาข้างหนึ่งได้รับอุบัติเหตุ
ค่อนข้างรุนแรงถึงขั้นมีการฉีกขาดหรือมีแผลทะลุของดวงตา ทำให้ทั้งน้ำและส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายในดวงตาทะลักออกมาข้างนอก มักจะเกิดกับบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ ตาข้างนั้นชอกช้ำมากและมักจะสูญเสียสายตาค่อนข้างมาก อีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา ตาดีซึ่งไม่ได้รับอุบัติเหตุแต่อย่างใดกลับเริ่มเจ็บ ตาแดง สู้แสงไม่ได้ ตามด้วยตามัวลง ทั้งๆ ที่ไม่มีการติดเชื้อ ไม่ได้รับอุบัติเหตุด้วย แพทย์ในสมัยนั้นเลยเข้าใจว่าตาดีคงเห็นตาที่ได้รับอุบัติเหตุจึงตั้งชื่อว่า sympathetic ophthalmia และชื่อนี้ก็ใช้กันมาเรื่อยๆ แม้ว่าในปัจจุบันจะทราบสาเหตุ
ของการเกิดว่ามิใช่เกิดจากการสงสารเห็นใจก็ตาม

     เรื่องของตาอาทรนี้มีกล่าวไว้ตั้งแต่สมัย Hippocrates บิดาแห่งวงการแพทย์มานานแล้วว่าหากตาข้างหนึ่งได้รับอันตรายรุนแรง
ตาอีกข้างมักจะกระทบกระเทือนด้วย และ Will Machenzie ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ปี ค.ศ.1840 และมีผู้พิสูจน์ทางพยาธิวิทยาอย่างชัดเจน ในเวลาต่อมาที่แม้มีอาการแสดงคล้ายม่านตาอักเสบ (aveitis) อย่างรุนแรงในคนที่ติดเชื้อวัณโรค พยาธิ และอื่นๆ แต่เมื่อมีการตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดแล้วก็พบว่าตาอาทรมีลักษณะต่างจากตาอักเสบแบบอื่นชัดเจน

แล้วเกิดตาอาทรได้อย่างไร ใครกันที่เสี่ยง?
     ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุบริเวณดวงตาถึงขั้นดวงตามีรอยฉีกขาด หรือมีรูทะลุ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีวัสดุแปลกปลอมฝังอยู่ในตาก็ตาม โดยเฉพาะในรายที่มีรอยฉีกในดวงตาขนาดกว้างและมีม่านตาสีดำคล้ำหลุดออกมาจุกที่แผล หรือมีรอยฉีกขาดบริเวณตาขาวต่อกับตาดำ แม้แต่ผู้ที่มีดวงตาเป็นแผลจากการผ่าตัดบางอย่างก็อาจเกิดอาการของตาอาทรนี้ได้ โดยมีรายงานว่าพบในอัตราร้อยละ 0.2-0.5 ของคนที่ตาแตกจากอุบัติเหตุ (หรือ 1 ใน 500 ราย) สำหรับตาที่มีแผลจากการผ่าตัดพบได้ร้อยละ 0.01 หรือ 1 รายใน 10,000 ราย ในปัจจุบันการผ่าตัดตาทำได้ละเอียดภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การสมานแผลเข้าด้วยกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ตลอดจนการล้างสิ่งแปลกปลอมออกจากแผลได้ดี ทำให้โอกาสการเกิดตาอาทรลดลง
     การผิดปกติในตาอีกข้างที่ไม่ได้มีแผลฉีกขาดมักเป็นหลังจากได้รับอุบัติเหตุ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน แต่ก็เคยมีรายงานว่าพบหลังอุบัติเหตุ 50 ปีก็มี และบางรายเกิดภายใน 1 สัปดาห์หลังอุบัติเหตุแต่ก็พบได้น้อยมากเช่นกัน
     ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่า ตาอาทรนี้เกิดเนื่องจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของ
ร่างกาย (immune mediated) ต่อสารบางตัวซึ่งอยู่ภายในดวงตาที่ได้รับอุบัติเหตุ
สารตัวนี้ (เป็นสารที่มีสีคล้ำจากม่านตา) ควรอยู่ภายในดวงตา แต่เมื่อตาที่ได้รับอุบัติเหตุมีรอยฉีกขาด สารดังกล่าวจึงออกมานอกดวงตาเข้าไปในกระแสเลือดและน้ำเหลืองของคนนั้น เป็นสารที่เปรียบเสมือนตัวกระตุ้น (antigen) ให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ออกมาก่อให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบในตาอีกข้าง การขจัดสารภายในตัวนี้ให้หมด หรือขจัดออกให้มากที่สุดก็จะป้องกันปฏิกิริยาอักเสบในตาอีกข้างได้
ในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงมีการฉีกขาดของดวงตามาก ย่อมจะมีสารจาก
ม่านตาออกมามากยากที่เราจะล้างออกได้หมด การผ่าตัดเอาตาออกแต่เนิ่นๆ (ภายใน 2 สัปดาห์หลังอุบัติเหตุ)
จึงสามารถยับยั้งปฏิกิริยานี้ได้ หากแผลบาดเจ็บไม่ใหญ่มากไม่มีสารออกมามากนัก การทำความสะอาดและเย็บปิดแผลให้มิดชิด
อย่างรวดเร็วก็ป้องกันปฏิกิริยาได้เช่นกัน
     เมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อตัวกระตุ้น จะเลือกมาแสดงอาการในตาอีกข้าง (ตาข้างที่ดี) ทำให้เกิดอาการอักเสบภายในดวงตา คนนั้นจะมีอาการเคืองตา ตาแดง ตาพร่ามัว ปวดตา หากไม่ได้รับการรักษา ดวงตาจะอักเสบมากขึ้น ตามัวลงมาก นำมาซึ่งต้อหิน ต้อกระจก และตาบอดได้ในที่สุด หากรีบมาพบแพทย์ในปัจจุบันมียาต้านการอักเสบที่พอจะทำให้ลดความรุนแรงของอาการลง

     อย่างไรก็ตามการป้องกันคงดีกว่ามารักษาทีหลัง โดยการระมัดระวังอุบัติเหตุต่างๆ หากทำงานที่ต้องเสี่ยงต่อการกระเด็นเข้าตาหรือถูกของมีคม ควรจะมีแว่นนิรภัยหรือโล่กำบังดวงตาไว้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเกิดอุบัติเหตุต่อดวงตาขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง หากแผลใหญ่มากจนยากที่จะรักษาดวงตาไว้ได้และมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะนี้ ควรปรึกษา
จักษุแพทย์ ซึ่งถ้าจำเป็น...การเอาดวงตาที่เสียออกจะช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้

   




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.