 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
อยู่กับเบาหวานอย่างไรถึงห่างไกลโรคตา
ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต
โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่การควบคุมน้ำตาลในร่างกายบกพร่องอันเกิดจากการขาดอินซูลิน
หรือการทำงานของอินซูลินผิดปกติทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ
ลงๆ เป็นโรคที่ติดมาในสายเลือดจึงมักหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ว่าปัจจุบันอาจกล่าวกันว่าการควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป
การเลือกรับประทานอาหารโดยลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรต ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
อาจป้องกันหรือแบ่งเบาภาวะเบาหวานลงได้ จากการศึกษาคาดคะเนว่าในอีก
30 ปี ข้างหน้า ทั่วโลกจะมีผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น ในประเทศตะวันตกเพิ่ม
40% แต่ในแถบเอเชียจะเพิ่มถึง 170% ชาวไทยก็เช่นกัน เมื่อปี
พ.ศ. 2534 พบคนที่เป็นเบาหวาน 1.4 ล้านคน จากประชากร 62 ล้านคน
คิดเป็นความชุก 2.3% แต่การสำรวจในปี พ.ศ. 2539 พบความชุกเพิ่มขึ้นเป็น
4.4% เชื่อว่าคนไทยรับอารยธรรมตะวันตก กินอาหารสำเร็จรูปประเภทจานด่วน
เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่ง เป็นอาหารที่ไขมันสูง บวกกับชีวิตที่เร่งรีบไม่ได้ออกกำลังกาย
เป็นเหตุให้พบโรคเบาหวานมากขึ้น แล้วหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโรคเบาหวานติดตัวมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณจะอยู่กับเบาหวานอย่างเป็นสุขได้อย่างไร?

เบาหวานกับภาวะตาบอด
เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจะเกิดการทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ทั่วร่างกาย
ทั้งหัวใจ สมอง ไต และตา มีคนศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสตาบอดมากกว่าคนปกติ
25 เท่า และ 2% ของผู้ป่วยเบาหวานมักจะตาบอด ตาบอดจากเบาหวานพบได้
8% ของคนตาบอดในสหรัฐอเมริกา ตาบอดจากเบาหวานเป็นสาเหตุนำของคนตาบอดในสหรัฐอเมริกาในคนวัยทำงาน
(อายุระหว่าง 20-70 ปี) พบได้ถึง 25% ในคนตาบอดในกลุ่มอายุนี้
มีคนตาบอดจากเบาหวานเพิ่มขึ้นปีละ 12,000 24,000 คน และแทบไม่น่าเชื่อว่าในบรรดาคนตาบอดจากเบาหวานในสหรัฐฯ
นั้นกว่าครึ่งหนึ่งน่าจะป้องกันได้ หรืออีกนัยหนึ่งตาไม่ควรจะบอดหากตรวจและรับการรักษาแต่เนิ่นๆ
ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคทางตาที่สำคัญ ได้แก่
• ต้อกระจก เป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ
เป็นการเสื่อมของแก้วตาตามวัย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานจะเป็นต้อกระจกด้วยวัยที่น้อยกว่า
อาการของต้อกระจกในผู้ที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกับต้อกระจกในผู้สูงอายุทั่วไป
คือ ตามัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่เจ็บปวด วิธีการรักษาก็เช่นเดียวกับผู้ที่เป็นต้อกระจกทั่วๆ
ไป คือ การผ่าตัดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แต่มีข้อระมัดระวัง
คือ การดูแลรักษาแผลผ่าตัด ความเชื่อที่ว่าเป็นเบาหวานแล้วผ่าตัดไม่ได้นั้นไม่เป็นความจริง
หากควบคุมเบาหวานได้ดีแผลผ่าตัดจะหายได้รวดเร็วเช่นเดียวกับคนทั่วไป
การผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันทำได้รวดเร็ว แผลเล็ก การดูแลรักษาจึงง่ายขึ้นมาก
• ต้อหิน ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อหินเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุได้มากกว่าคนปกติ
การรักษาต้อหินชนิดนี้ไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน ได้แก่ การควบคุมด้วยยา
การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัดตามแต่ระยะของโรค ต้อหินอีกชนิดหนึ่งที่อาจพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน
ได้แก่ ต้อหินเนื่องจากมีหลอดเลือดเกิดใหม่ที่ม่านตา ต้องรับการรักษาให้ทัน
มิเช่นนั้นตาอาจบอดแถมด้วยความเจ็บปวด
• จอตาผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic retinopathy)
ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนมักเกิดภาวะนี้ แต่ในเวลาต่างกัน การเป็นเบาหวานยิ่งนานยิ่งมีโอกาสเป็นมากกว่า
คนเป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีมีโอกาสเป็นเร็วกว่า
โดยเฉพาะการควบคุมในระยะแรกที่ไม่ดี ตลอดจนเบาหวานที่ต้องพึ่งพาอินซูลิน
มีการศึกษาพบว่าจอตาผิดปกติจากเบาหวานได้ 7% ในผู้ที่เป็นเบาหวานน้อยกว่า
10 ปี แต่ถ้าเป็นเบาหวานมากกว่า 15 ปี พบภาวะนี้ได้ถึง 63%
ความผิดปกติของจอตาจากเบาหวานจะเริ่มจากหลอดเลือดจอตาโป่งพอง
ตามด้วยน้ำเลือดและน้ำเหลืองซึมจากหลอดเลือดกระจายตัวทั่วๆ จอประสาทตา
ระยะนี้จะไม่มีอาการผิดปกติทางตาเลย นอกจากมีเลือดและน้ำเหลืองออกบริเวณจุดรับภาพ
(diabetic maculopathy) เมื่อมีเลือดและน้ำเหลืองออกมากขึ้น
หลอดเลือดผิดปกติมากขึ้น ทำให้จอตาบางส่วนขาดเลือด มีการตายของจอตาเป็นหย่อมๆ
มากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป สายตาจะเริ่มมัวลง หากไม่ได้รับการรักษา
การทำลายจอตาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยการเกิดหลอดเลือดใหม่เพื่อแก้ไขภาวะขาดเลือด
ตัวหลอดเลือดเกิดใหม่นี้จะเปราะบาง ฉีกขาดง่าย มีพังผืดต่างๆ
ตามมา หากพังผืดเกิดการดึงรั้งทำให้จอตาหลุดลอกจากที่เดิม ลงเอยด้วยตาบอดในที่สุด
การรักษาภาวะจอตาผิดปกติจากเบาหวานนั้นอยู่ที่การควบคุมเบาหวานที่ดี
ร่วมกับการรักษาเฉพาะที่จอตาด้วยแสงเลเซอร์ในระยะแรก หรือด้วยการผ่าตัดน้ำวุ้นตาในระยะสุดท้าย
การรักษาโรคนี้ด้วยแสงเลเซอร์ เป็นการใช้แสงเลเซอร์ที่เหมาะสมยิงไปยังบริเวณจอตาที่เสียและทั่วๆ
จอตาเพื่อลดการขาดเลือด สกัดกั้นมิให้มีหลอดเลือดเกิดใหม่ ตลอดจนทำลายหลอดเลือดเกิดใหม่ให้หมด
เป็นการรักษามิให้โรคลุกลาม แต่จะไม่ช่วยให้จอตาที่เสียหรือตายไปแล้วกลับคืนมา
สายตาจึงไม่ดีขึ้น ซึ่งควรรับการรักษาก่อนที่สายตาจะมัวลง โดยทั่วไปผู้ที่เป็นเบาหวานมักจะไม่มารับการตรวจถ้าสายตายังเห็นดี
หรือเมื่อตรวจพบภาวะนี้ แพทย์แนะนำให้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์
ก็มักปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าสายตายังดีอยู่ ซึ่งแพทย์มักต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนเสมอ
การรักษาด้วยแสงเลเซอร์นั้นไม่ยุ่งยากนัก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บปวด
สามารถรับการรักษาแบบไปกลับ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไม่มีการสูญเสียเลือด
แต่อาจต้องทำหลายครั้ง ในสมัยก่อนที่จะมีแสงเลเซอร์มาใช้ในวงการแพทย์
ผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีความผิดปกติที่จอตาเกือบจะไม่มีวิธีรักษา
คงต้องปล่อยให้ตาค่อยๆ มัวลงและบอดในที่สุด เมื่อมีการพัฒนาการรักษาด้วยแสงเลเซอร์จึงสกัดกั้นมิให้ตาบอดได้บ้าง
แม้คุณจะโชคร้ายที่เกิดเป็นเบาหวาน แต่คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองตาบอดจากเบาหวานดังเช่นบรรพบุรุษ
โดยจะต้องเริ่มจากการควบคุมอาหาร ทำงานตามความเหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด รับประทานยาเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์
และที่ไม่ควรลืมก็คือ ไปพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง แม้ตาจะยังเห็นดีอยู่
แล้วดวงตาของคุณก็จะรับใช้คุณไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับคนที่ไม่เป็นเบาหวาน
|
| |
|
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|