ปวดศีรษะจากยาแก้ปวด
ผศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร
คุณปรียา อายุ 45 ปี มีอาการปวดศีรษะเป็นๆ
หายๆ ตั้งแต่ยังสาว โดยมักปวดศีรษะข้างเดียว ตุบๆ แล้วคลื่นไส้
พอได้พักหรือนอนหลับ ก็จะหายปวด เคยพบแพทย์แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นการปวดศีรษะไมเกรน
ปกติจะมีอาการปวดเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอาการปวดศีรษะถี่ขึ้น ซึ่งรับประทานยาพาราเซตามอลก็ดีขึ้นชั่วคราว
คุณปรียาจึงใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น เกือบทุกวัน โดยซื้อจากร้านขายยาข้างบ้าน
อาการปวดดูเหมือนจะลุกลามขึ้น โดยปวดตื้อๆ ทั้งศีรษะตลอดวัน
ต้องได้ยาอยู่ตลอด เวลายาหมดฤทธิ์ก็เริ่มอาการปวดซ้ำ ทำให้นอนไม่หลับ
คุณปรียาจึงมาพบแพทย์เพราะต้องการยานอนหลับและยาแก้ปวดที่แรงขึ้น
ในกรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้บ่อย เป็นโรคปวดศีรษะเรื้อรังแล้วมักซื้อยาใช้เองเพื่อบรรเทาอาการ
ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ โดยไม่ได้รักษาที่สาเหตุของโรค จะกระตุ้นทำให้ต้องใช้ยาในขนาดที่สูงขึ้นและถี่ขึ้น
กลไกของภาวะปวดศีรษะจากยาแก้ปวดนี้เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท
การรับความรู้สึกของสมองที่เปลี่ยนไป ทำให้ไวต่ออาการปวดง่ายขึ้น
และเกิดการดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาบ่อยขึ้น และขนาดสูงขึ้นตามลำดับ
โรคนี้พบบ่อยแค่ไหนและเป็นอย่างไร
ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยในผู้ที่มีโรคปวดศีรษะเดิมอยู่แล้ว เช่น
ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะจากความตึงเครียด มีการสำรวจโรคนี้ทั่วโลกพบได้ประมาณร้อยละ
1 ในประชากรทั่วไปและการต้องเพิ่มยาแก้ปวดศีรษะปริมาณสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องมาหาหมอเพื่อการรักษา
จริงๆ แล้วทั้งแพทย์และผู้ป่วยเองควรระวังการใช้ยาแก้ปวดอย่างใกล้ชิด
หากจำเป็นต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน
เกณฑ์ในการวินิจฉัยอาการปวดศีรษะจากยามีดังนี้
- มักมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน โดยมักจะมีอาการหนึ่งในอาการต่อไปนี้คือ
ปวดทั้งสองด้าน ปวดแบบกดตึงแน่นตลอดเวลา มีความรุนแรงน้อย-ปานกลาง
- ใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 10 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
- อาการปวดศีรษะนี้เกิดขึ้นใหม่ หรือแย่ลงทั้งๆ ที่ได้รับยาแก้ปวดอยู่
- อาการปวดศีรษะดีขึ้น ภายใน 2 เดือน หลังหยุดยาแก้ปวดดังกล่าว
ลักษณะของอาการปวดศีรษะจากยาแก้ปวด
- ปวดศีรษะทุกวันหรือเกือบทุกวัน
- อาการปวดจะเปลี่ยนไปตลอด ทั้งในแง่ความรุนแรง ตำแหน่งหรือลักษณะอาการปวด
- มักมีอาการ ถอนยา เมื่อหยุดยาแก้ปวดโดยทันที
- มักมีความอดทนต่ออาการปวดต่ำ จึงใช้ยาบ่อย จากนั้นอาการปวดศีรษะจะค่อยๆ
ดีขึ้นตามลำดับ
- อาจพบอาการอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เหนื่อยเพลีย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน
หงุดหงิด กระวน
กระวาย ซึมเศร้า ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิฯลฯ ยาแก้ปวดทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคนี้ได้
ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดธรรมดา (เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน)
ยาแก้ปวดผสมกับยาอื่น หรือยาแก้ปวดไมเกรน (เช่น Ergotamine,
Sumatriptan) บางคนอาจใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน หรือใช้ยาอื่นเสริม
เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ฯลฯ ที่ทำให้อาจเกิดอาการอื่นๆ
เพิ่มได้อีก หากหยุดยาทันที หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยภาวะนี้ได้
แพทย์จะพิจารณาถึงแนวทางการรักษาภาวะนี้ และโรคปวดศีรษะเดิมต่อไป
ถ้าเป็นโรคนี้ จะมีแนวทางการรักษาอย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา คือความร่วมมือระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย
เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการหยุดยาแก้ปวดที่ใช้
จากนั้นจึงปรับแนวทางการรักษาโรคเดิมที่เป็นสาเหตุ โดยการให้ยาป้องกันอาการปวดศีรษะ
เปลี่ยนยาที่ใช้แก้ปวดให้เหมาะสม และปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นอาการปวดซ้ำ
เมื่อวินิจฉัยตามกระบวนการนี้แล้ว ในกรณีของคุณปรียาหลังจากได้พบแพทย์แล้ว
แพทย์ได้แนะนำให้หยุดยาแก้ปวดทั้งหมดทันที ซึ่งคุณปรียาค่อนข้างกังวลว่าจะได้ผลหรือไม่
แพทย์จึงปรับความเข้าใจถึงวิธีการรักษาแนวทางใหม่ ทำให้คุณปรียาสบายใจขึ้น
หลังจากหยุดยาไป 3 วัน อาการปวดของคุณปรียาที่เคยปวดทุกวัน
เริ่มห่างออก คุณปรียาแปลกใจที่อาการปวดลดลงมากโดยไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดเลย
แต่มีอาการคลื่นไส้และนอนไม่หลับ ซึ่งบรรเทาได้ด้วยยาที่แพทย์ให้มา
หลังจากสัปดาห์แรกคุณปรียาได้เริ่มยาป้องกันไมเกรน โดยรับประทานยาทุกวันก่อนนอน
ทำให้อาการปวดศีรษะเดิมลดลงมากจนแทบไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดอีกเลย
ในช่วงแรกที่หยุดยาทันทีนั้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวดชนิดอื่นที่ออกฤทธิ์ยาว
เพื่อบรรเทาชั่วคราวร่วมกับยารักษาตามอาการ ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้
อาเจียนมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ เพื่อให้น้ำเกลือและยาฉีดแก้ปวดถ้าจำเป็น
อาจมีอาการปวดกำเริบขึ้นได้ในช่วงนี้ แต่โดยทั่วไปจะไม่รุนแรงกว่าการปวดเดิมนักและปวดไม่เกิน
1 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอาการปวดไมเกรนในระยะยาว
ยาป้องกันนี้มักไม่มีฤทธิ์แก้ปวดโดยตรง แต่จะปรับสารเคมีสื่อประสาทในสมองให้อาการปวดห่างออก
ไม่รุนแรงนัก และตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีขึ้นในอนาคต
นอกจากการรักษาด้านยาแล้ว การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ก็มีความสำคัญเช่นกัน
ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท หมัก
ดอง สุรา ช็อกโกแลต หรืออาหารอื่นที่ตนเองแพ้ ควรนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
หลับและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อผ่อนคลายสมองและกล้ามเนื้อ
หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น อากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีแดดจ้า
อย่างไรก็ตามบางคนอาจเกิดโรคนี้ซ้ำได้ หากกลับไปใช้ยาแก้ปวดเดิมอีก
หรือหยุดยาป้องกันก่อนกำหนด ดังนั้นจึงควรติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องครับ
|