| ชื่อเรื่อง : ผู้ใหญ่ สมาธิสั้น...รักษาได้ ตอน 2
Article : วงเดือน เดชะรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย
แม้ว่าอาการสมาธิสั้นจะอยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต แต่การได้รับการรักษาหรือการช่วยเหลือที่รวดเร็วและเพียงพอ จากทั้งครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการส่งเสริมให้บุคคลที่มีภาวะสมาธิสั้นตระหนักรู้และเข้าใจศักยภาพของตนเอง จะช่วยให้เขามีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
หลังจากเรียนรู้ถึงลักษณะและอาการของโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่กันไปในฉบับที่แล้ว คราวนี้เรามาเรียนรู้วิธีการรักษากันต่อดีกว่า
การรักษาโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่
1. การรักษาด้วยยา ถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคสมาธิสั้นอย่างแรกที่แพทย์มักจะเลือกใช้ โดยยารักษาโรคสมาธิสั้นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นยาที่ใช้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ได้แก่ 
- ยากระตุ้นจิตประสาท (psychostimulant) กลุ่ม methylphenidate ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีสมาธิในการทำงานและการเรียนดีขึ้น แต่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น นอนไม่หลับ หงุดหงิด น้ำหนักตัวลดลง
- ยาต้านซึมเศร้า เช่น imiprimine, buspirone ถูกใช้เป็นยาขนานที่สองในการรักษา
- ยาลดอาการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่รวดเร็ว เช่น ยากลุ่ม propanalol มีประโยชน์ในการช่วยลดความถี่ในการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรง
- ยากลุ่มคลายกังวล เช่น fluoxetine
2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยนักจิตวิทยา ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
3. การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม (psychosocial intervention) โดยการฝึกทักษะทางสังคม เพื่อให้รู้จักสังเกตอารมณ์ของผู้อื่น รู้จักรอคอย รับฟัง เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อลดปัญหาการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และเพื่อให้สามารถทำงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความชำนาญในงานที่ทำ ไม่มีอารมณ์เครียดจนเกินไป อันจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต
แต่ไม่ว่าจะเลือกรักษาด้วยวิธีการใด ผู้ใหญ่ที่เป็นสมาธิสั้นจะต้องรับรู้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหานี้อยู่ และต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยา โดยในขั้นการรักษาก็ต้องได้รับความร่วมมือและความเข้าใจจากครอบครัว และผู้ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน สามีหรือภรรยาด้วย เช่น ไม่ควรตำหนิ ด่าว่า เมื่อเขาทำอะไรผิดพลาด เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่สมาธิสั้นต้องการจากคนรอบข้าง
อาการดีได้ เพียงเปลี่ยนวิธีปฏิบัติตัว
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการปฏิบัติตัวง่าย ๆ ต่อไปนี้ ก็จะช่วยให้ผู้ใหญ่ที่มีสมาธิสั้นใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงมีอาการดีขึ้นอีกด้วย
1. พยายามฝึกอารมณ์ของตนเอง เช่น ไม่ควรดีใจหรือเสียใจเร็วเกินไป หรือหากมีอารมณ์โกรธ ควรจัดการกับความโกรธด้วยการระบายออกมา โดยอาจจะใช้วิธีการตะโกนเสียงดังๆ หากอยู่ในห้องคนเดียว หรือใช้วิธีการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ก็ได้
2. จัดตารางเวลาว่าจะทำอะไรเมื่อไร เช่น ถ้าต้องมีการเดินทางไปไหน ก็ควรวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า และควรมีแผนที่ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อคอยกระตุ้นเตือนว่าเราจะขับรถไปที่ไหน
3. จัดวางสิ่งของเครื่องใช้ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อป้องกันการลืมทรัพย์สินและของมีค่าทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ
4. ทำประโยชน์ให้กับตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีผู้คนมากๆ เช่น อาจต้องเลือกทำงานในห้องทดลอง หรือเขียนหนังสือ ซึ่งสามารถทำเงียบๆ คนเดียวได้ เพราะอาจจะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างโทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ใหญ่สมาธิสั้น ที่เฝ้าทำการทดลองหลอดไฟเป็นหมื่นๆ ครั้งจนกระทั่งประสบความสำเร็จกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
6. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้อาการหงุดหงิดลดลง และช่วยทำให้โรคสมาธิสั้นมีอาการดีขึ้น
7. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรค
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
อาหารหวาน ผู้ใหญ่ที่สมาธิสั้นควรหลีกเลี่ยงหรือควรจำกัดอาหารประเภทน้ำตาลและคาเฟอีน เพราะการรับประทานทานอาหารหวานจะกระตุ้นพฤติกรรมให้ตื่นตัวมากกว่าปกติและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะอาหารหวานทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายจะควบคุมได้ แม้แต่เด็กปกติที่รับประทานอาหารหวานมากจนเกินไปก็มักจะแสดงอาการสมาธิสั้นได้
อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารด้วย เพราะการรับประทานแต่อาหารหวาน เช่น ช็อกโกแลต น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อยจะทำให้ระดับกลูโคสเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ทำให้สมาธิ ความสนใจ การแสดงออกทางพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ด้วยเพราะอาการสมาธิสั้นมักมีความไวต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากเป็นพิเศษ
อาหารที่ควรเลือกรับประทาน
อาหารที่ไม่ผ่านการย้อม ขัดสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวต่างๆ ข้าวโอ๊ต ถั่วแขก ถั่วเหลืองและผัก โดยควรรับประทานทั้งในอาหารหลักและอาหารว่าง เพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดจะได้เป็นไปอย่างช้าๆ รวมถึงควรรับประทานธัญพืชและถั่วร่วมกับผลไม้หรือคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนอย่างละครึ่ง
อาหารที่มีกรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า ซึ่งสามารถช่วยลดอาการสมาธิสั้นและความวิตกกังวลลงได้
อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีและแมกนีเซียม ซึ่งมีอยู่ในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ตับ ไข่แดง นม ถั่ว และธัญพืชด้วย เพราะวิตามินและแร่ธาตุที่ผู้เป็นโรคสมาธิสั้นพบว่าขาดบ่อยที่สุดคือ แมกนีเซียม ซึ่งมีผลทำให้เด็กอยู่ไม่สุข วิตกกังวล กระวนกระวาย และคลื่นไส้
อย่างไรก็ดี แต่ละคนอาจจะต้องได้รับการประเมินว่าตัวเองต้องการสารอาหารอะไร และต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างน้อย 3-6 มื้อต่อวันจึงจะเป็นผลดี
8. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินออกไป และช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่มีความสุข ด้วยเหตุนี้ คนที่มีสมาธิสั้นจึงควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 -2 ชั่วโมง
ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ อาการสมาธิสั้นล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สาย หากหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ |