Be True to your Heart
ด้วยรูปร่างและบุคลิกที่ปราดเปรียว คล่องแคล่ว จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์ จึงเด่นสะดุดตา ได้รับการทาบทามถ่ายโฆษณา เดินแบบ ถ่ายแบบตั้งแต่ยังเรียนปริญญาตรีที่ คณะรัฐศาสตร์ เอกสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจูนก็เข้าร่วมประกวดสาวแพรวปี 2546 คว้ารางวัลรองชนะเลิศมาครอง และจากการพูดคุยเก่ง จึงฉายแววได้ลองเป็นพิธีกรรายการทีวี และงาน event ต่างๆ ซึ่งทั้งชีวิตการทำงานหรือส่วนตัว จูนถือคติเลือกทำในสิ่งที่ชอบ มั่นใจและทุ่มเทเต็มที่ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ถามใจตนเองและทำด้วยใจรัก
จูนก็เคยมีปัญหาเหมือนกับคนอื่นว่าจบมาแล้วจะทำงานอะไร อย่างตอนใกล้จบหลังจากได้ตำแหน่งรองสาวแพรวปี 2546 จูนเพิ่งเริ่มทำงานพิธีกร ก็ยังไม่แน่ใจตนเองว่าชอบหรือไม่ ดังนั้นเวลาเห็นเพื่อนไปสมัครงานที่ไหนก็ตามไปด้วย จูนเคยสมัครเป็นแอร์โฮสเตส 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ผ่านหมดเรียบร้อย แต่พอจะเซ็นสัญญาเข้าทำงานจริงๆ ก็สละสิทธิ์ เพราะรู้สึกไม่ใช่ตัวเรา ฝืนทำไปก็ไม่มีความสุข งานก็จะออกมาไม่ดี เสียเวลาทั้งผู้จ้าง ทั้งตัวเรา และเผลอๆ ไปตัดโอกาสคนอื่นที่ต้องการทำงานนี้จริงๆ ก็ไม่ดี
สู่งานพิธีกร...ท้าทาย ยาก แต่รุ่ง
แรกๆ จูนคิดว่าจะทำงานพิธีกรเป็นงานอดิเรก เพราะจูนก็ไม่ได้พูดเก่งมาก ได้แต่อาศัยการฝึกฝนและทำบ่อยๆ จนเริ่มคล่อง ยิ่งทำก็ยิ่งชอบ เคยคุยกับเพื่อนๆ เหมือนกันว่างานพิธีกรเป็นตัวจูนมากที่สุด คือเราทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เล่าหรือเสนอข้อมูลให้ผู้ฟัง ได้รู้จักหรือพบปะผู้คนจากหลากหลายสาขาหน้าที่ ที่สำคัญตัวงานจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่เคยซ้ำกัน ทำให้จูนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเบื่อเลย จนงานนี้กลายเป็นงานหลักของจูน...ซึ่งทีมงานขอยืนยันว่าเธอทำได้ดีมาก สังเกตจากตลอดการพูดคุยกัน เสียงมือถือดังเป็นพักๆ ติดต่อให้จูนเป็นพิธีกรในงานทั้งสิ้น
การเตรียมตัว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หัวใจสำคัญของงาน

หัวใจสำคัญของงานพิธีกร โดยเฉพาะในงาน event ที่ดำเนินรายการสด คือการเตรียมตัวอย่างดี และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งพิธีกรที่จูนเคยร่วมงานแล้วประทับใจ เรียกว่าเป็นบุคคลตัวอย่างคือ พี่พีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร พี่เอิร์ธ-ศัลย์ อิทธิสุขจนันท์ และพี่หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งทุกคนล้วนเป็นพิธีกรมืออาชีพ พี่ๆ ไม่เพียงแนะนำให้อ่านหรือเตรียมตัวข้อมูลอย่างดีเท่านั้น แต่ต้องทำความรู้จักสถานที่จัดงาน ตำแหน่งขึ้นลงเวที หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในงาน
ซึ่งจะเป็น
ตัวช่วย
เมื่อต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ยกตัวอย่างเช่น เวลาเกิดปัญหาอะไรก็ตาม พิธีกรต้องไม่แสดงอาการให้ผู้ฟังทราบถึงความผิดพลาด ต้องใช้สติ รู้จักพูด ย้ำถึงความสำคัญหรือหัวใจหลักของงาน อาจพูดถึงบรรยากาศรอบๆ ส่วนนิทรรศการภายในงาน ฯลฯ เพื่อดึงดูดความสนใจผู้ฟัง จนกว่าทุกอย่างจะกลับเป็นปกติเรียบร้อย
ประสบการณ์ระทึกที่สุดระหว่างงานพิธีกร
จูนเคยเป็นพิธีกรให้งานประชุมแพทย์ ซึ่งก่อนเริ่มงานประมาณ 15 นาที จูนก็ไปเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัว แต่หลังจากปิดประตูห้องน้ำเท่านั้นแหละ รู้สึกตัวอีกทีจูนล้มไปนั่งกับพื้นแล้ว! เพราะบานประตูห้องน้ำเสีย หล่นลงมาทับศีรษะจูนพอดี ซึ่งตอนนั้น
มึนงงเล็กน้อย ทางทีมงานก็ถามว่าจะยกเลิกหรือเปล่า จูนยังไม่รู้สึกเจ็บตรงไหน
อีกอย่างถึงเวลางานเริ่มแล้ว ทีมงานทุ่มเทเตรียมงานเป็นเดือน จูนคิดว่าไม่คุ้มเลยที่งานจะมาเสียเพราะเราคนเดียว จากนั้นก็ขึ้นเวทีทำงานตามปกติ จนพักกลางวัน ทางทีมงานพาไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ ก็ไม่ผิดปกติ แต่รู้สึกว่าหัวโน (หัวเราะ) แต่ก็ต้องกลับไป
ทำงานต่อจนเสร็จ ระหว่างขับรถกลับบ้าน จูนเกิดปวดหัว คลื่นไส้มาก จนต้องเรียกเพื่อนมาช่วยขับให้ พอถึงบ้านก็หลับเป็นตายเลย
คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากประตูกระแทกศีรษะ...ก็เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจที่สุดระหว่างการทำงาน แต่ก็สอนให้รู้ว่าต้องระวังตัวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเข้าห้องน้ำ ต้องเช็คสภาพประตูก่อนทุกครั้ง (หัวเราะ)
อิทธิพลพี่ชายที่แสนดี
ครอบครัวจูนมีกัน 4 คน คือ พ่อ แม่ พี่ชายและจูน ตั้งแต่จำความได้จูนติดพี่ชายมาก เพราะพี่ชายใจดีตามใจและยอมจูนทุกอย่าง และตอนเด็กๆ ใครมาเป็นแฟนพี่ชาย จูนจะพาลไม่ชอบหมด (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะพี่ชายกับจูนห่างกัน 10 ปี จูนก็เลยเคารพและเห็นพี่ชายเป็นต้นแบบเสมอมา พี่ชายเรียนอะไร ทำอะไรหรือแนะนำอะไร จูนจะเห็นว่าสิ่งนั้นดี ก็จะเชื่อฟังและอยากเจริญรอยตาม เช่น ปัจจุบันพี่ชายทำงานราชการ ในสำนักนายกรัฐมนตรี จูนก็อยากทำงานราชการด้วย ซึ่งเป็นอิทธิพลของพี่ชายส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นความตั้งใจของจูนด้วย เพราะอยากทำงานรับใช้ชาติ อยากป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น อีกทั้งจูนสามารถประยุกต์วิชาที่เรียนมาปรับใช้ได้
ครอบครัวสุขสันต์
ครอบครัวจูนกับญาติๆ จะสนิทและรักกันมาก จูนกับลูกพี่ลูกน้องจะวัยไล่เลี่ยกัน เป็นเพื่อนเล่นและโตมาด้วยกัน จนถึงทุกวันนี้กลุ่มเพื่อนสนิทจูนส่วนใหญ่ก็จะเป็นญาติๆ นี่แหละ ช่วงเทศกาลของทุกปีครอบครัวเราก็จะนัดและพากันไปเที่ยวทะเล ไปพักบ้านตากอากาศที่ญาติซื้อไว้ แต่ละครอบครัวก็จะแบ่งไปซื้อของกิน แบกเตาบาบีคิวไปทำอาหารกินกันเองตรงหาดทราย เป็นที่สนุกสนาน
หนังสือเพื่อนยามว่าง
ครอบครัวจูนสะสมหนังสือ และรักการอ่านกันทั้งบ้าน จูนก็เลยได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่านเหมือนกัน จูนชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน อย่างของโรอัลด์ ดาห์ นวนิยายไทย รวมถึงนิยายสืบสวน-สอบสวน หรือการ์ตูน แต่ส่วนตัวจูนไม่ชอบอ่านหนังสือตามกระแส เพราะถ้าเกิดไปอ่านเจอแนวที่เราไม่ชอบ จะพาลให้เกลียดการอ่านหนังสือไปเลยก็ได้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสะสมหนังสือ จูนแนะนำให้ถามใจตนเองว่าชอบอ่านหนังสือแบบไหน ใช้วิจารณญาณและเลือกอ่านสิ่งที่ตนเองชอบ เราก็จะสนุกกับการอ่านค่ะ
สุขภาพดี ทำได้ง่ายๆ
ช่วงนี้จูนยอมรับว่าไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายสักเท่าไหร่ เพราะงานยุ่งทุกวัน ตอนนี้ก็ดูแลตัวเองแบบพื้นฐานไปก่อนด้วยการดื่มน้ำให้ได้วันละ 1.5 ลิตร ทุกเช้าจูนจะถือขวดน้ำ 1 ขวดใหญ่ขึ้นรถ เป็นการบังคับและเตือนตัวเอง ถ้าว่างจริงๆ ก็จะชวนเพื่อนไปออก
กำลังกายด้วยการเล่นกีฬา เช่น ตีเทนนิส ส่วนฟิตเนสหากมีเวลามากกว่านี้ก็จะไปแน่นอน เพราะช่วงหนึ่งที่จูนเป็นสมาชิก
ออกกำลังกายอย่างจริงจัง อาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องกินยา แถมยังกระชับสัดส่วนได้ดีอีกด้วย
อนาคตของจูน
หากมีโอกาส ก็อยากเล่นละครย้อนยุคที่ใส่ชุดไทย เพราะจูนชอบชุดไทยมากๆ รู้สึกถ้าได้ใส่แล้วบุคลิกจะดี สวย และภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย (หัวเราะ) ส่วนเรื่องงานก็ยังคงรับเป็นพิธีกรไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่ามีเรื่องที่ยังต้องศึกษาอีกมาก ส่วนเรื่องเรียนปริญญาโทก็กำลังดูอยู่ค่ะ คาดว่าจะสมัครเรียนยุโรปศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายในปีนี้ เพราะรู้สึกอิจฉาเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่เรียนจบปริญญาโทกันหมดแล้ว เพื่อนจูนบางคนที่ต้องทำงานไม่เป็นเวลา เค้าก็ยังจัดการตนเองและหาเวลาเรียนได้ ดังนั้นก็ถึงเวลาที่จูนต้อง
ลงมือทำสักที ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของจูนด้วยค่ะ
และทั้งหมดก็เป็นความคิดและมุมมองของจูน ที่มุ่งมั่นทำงานและก้าวเดินในสิ่งที่ตนเองชอบ ซึ่งทำให้เธอมีความสุขกับงาน อารมณ์ดี พร้อมยิ้มสู้สิ่งท้าทายอย่างมั่นใจ
|