ดาต้า เครียดไปทำไม เดี๋ยวทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องตลก

     หากใครได้ดูมิวสิควิดีโอ I Don't Wanna Make a Love ของดาต้า-ดรัลชรัส ศุขีวิริยะ นักร้องน้องใหม่ของค่ายโซนี่ มิวสิค อาจรู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ช่างน่ารักและเซ็กซี่เหลือเกิน แต่พอได้พูดคุยกับเธอก็จะพบว่า นอกจากจะเป็นนักร้องคุณภาพที่มีน้ำเสียงอันไพเราะและเปี่ยมด้วยพลังแล้ว ความคิดความอ่านของเธอก็มีพลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันทีเดียว

การร้องเพลง โลกของดาต้า
     ดาต้าฝึกร้องเพลงเองและประกวดร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ พอคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าชอบก็ให้ไปเรียนกับครูอ้วน (มณีนุช เสมรสุต) พอดีเป็นช่วงที่ครูอ้วนกำลังจะมีละครเพลงเรื่อง CAT เลยได้ร้องกับครูอ้วนด้วย ตื่นเต้นมาก เพราะแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ที่สุดที่เคยขึ้นร้องเพลง ตอนนั้นยังอยู่ม.1-2 ต่อมาก็ไปประกวดของเคพีเอ็น ได้รางวัลป๊อปปูล่าโหวตกับนักร้องดีเด่น ซึ่งก็คือรางวัลที่ 2 เพราะรางวัลที่ 1 เขาจะเรียกนักร้องยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัล เพราะเพิ่งอายุ 15-16 ปีเอง แล้วไปประกวดในรุ่นโต ซึ่งคนที่เข้ารอบส่วนใหญ่จะอายุ 21 -22 แต่ไปสมัครเพราะว่าชอบเวทีนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคนที่มาแข่งจะร้องกันเก่งๆ ทั้งนั้น ขนลุกทุกทีที่ดู เลยอยากไปอยู่บนนั้นบ้าง คิดว่าลองเวทีดูก่อนเผื่อเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย แล้วอีก 4 ปีค่อยไปสมัครใหม่ พอได้รางวัลจึงดีใจมาก นอกจากนี้ระหว่างไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาก็ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดร้องเพลงระดับรัฐ ซึ่งดาต้าเข้าแข่งขันทั้งร้องเดี่ยว ร้องคู่ และประสานเสียง 6 คน ได้มา 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ซึ่งความท้าทายของเวทีนี้ก็คือว่ากรรมการทุกคนเป็นฝรั่งหมดเลย และเราต้องร้องเพลงภาษาอังกฤษ ก็เลยลุ้นๆ ว่าเขาจะเข้าใจไหม ดาต้าว่าที่เราประสบความสำเร็จมาจากความชอบ พอชอบเราก็จะให้เวลากับมัน และก็จะมีความพยายาม อย่างตอนจะแข่งเคพีเอ็นต้องฝึกซ้อม รวมถึงต้องออกกำลังกายทุกวัน เพื่อให้ร่างกายฟิต จะได้มีแรงเปล่งเสียงออกจากหน้าท้อง และไม่ให้ป่วย เพราะถ้าป่วยเสียงจะไม่มีเลย

โอกาสไม่ได้มีครั้งเดียว
     เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ดาต้าคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด Baby V.O.X. New Generation Audition ซึ่งจะได้เข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของวง Baby V.O.X. ทำให้ดาต้าตัดสินใจพักการเรียน 1 ปี แล้วบินลัดฟ้าไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศเกาหลี แต่สุดท้ายเธอต้องทิ้งความฝันกลับมาเรียนหนังสือต่อที่เมืองไทย ดาต้ากล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า

      “เพราะตอนนั้นบริษัทมีแผนที่จะให้ออกอัลบั้มภายใน 3-6 เดือนหลังจากประกวดเสร็จ ดาต้าเลยต้องหยุดการเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไว้ก่อน แต่พอไปอยู่ที่โน่นเขามีการย้ายออฟฟิศ ทำให้การออกอัลบั้มต้องเลื่อนออกไป พออยู่ครบ 1 ปีคุณแม่ก็ถามว่าจะเสี่ยงหรือ เพราะคุณพ่อคุณแม่ซีเรียสเรื่องเรียนมาก เขาอยากให้กลับมาเรียนให้จบ ซึ่งดาต้าก็เครียดเหมือนกัน เพราะนอกจากไม่มีผลงานแล้วยังต้องกลับมาเรียนกับรุ่นน้อง กังวลว่าเราจะเข้ากับเขาได้ไหม เรียกว่ามีความคิดหลายอย่างประดังเข้ามา แต่คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าโอกาสไม่ได้มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว สุดท้ายก็เลยกลับมาเรียนให้จบก่อน ต้องบอกว่าสิ่งที่ทำให้ดาต้าตัดสินใจได้ก็คือคุณพ่อคุณแม่ อยากทำให้เขาสบายใจที่สุด เพราะถ้าเขาไม่แฮปปี้ เราก็ไม่แฮปปี้ ซึ่งพอกลับมาก็มีหลายค่ายติดต่อเข้ามา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกโซนี่มิวสิค เพราะว่าศิลปินส่วนมากที่ดาต้าชอบก็จะอยู่ที่นี่ เช่น คริสตินา อากีเลรา บริตนีย์ สเปียรส์ วิตนีย์ ฮูสตัน จนได้ออกซิงเกิลแรก กลายเป็นชีวิตที่ลงตัว คือได้ทำสิ่งที่เรารักและได้เรียนไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ห่วงอะไร ส่วนที่กลัวว่าจะเข้ากับรุ่นน้องไม่ได้ ก็กลายเป็นว่าได้เพื่อนใหม่ ขณะที่เพื่อนเก่าก็ยังเจอกันทุกวัน ทำให้กลายเป็นมีเพื่อน 2 รุ่น รู้เลยว่าไอ้ที่เราเครียดๆ นี่เราคิดเพ้อเจ้อไปเอง ตอนนี้เลยรู้แล้วว่าทำใจสบายๆ ดีกว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ครอบครัวสำคัญอันดับ 1
     ดาต้าเป็นคนเซนซิทีฟเรื่องครอบครัวมาก เพราะครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอันดับ1 และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อย่างคุณพ่อคุณแม่ก็จะเป็นทุกๆ อย่างสำหรับดาต้า เป็นพระในบ้าน จึงอยากจะทำหน้าที่ลูกที่ดีให้คุณพ่อคุณแม่ แล้วคุณแม่จะสอนเรื่องความฉลาดในการใช้ชีวิต ว่าไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมากก็ได้ แต่ควรใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า เพราะดาต้าจะเป็นคนคิดเยอะ คุณแม่ก็จะสอนให้มองเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องขำๆ ซึ่งมันก็เวิร์คมากๆ คุณแม่เลยเป็นไอดอลของดาต้า เพราะเขาเป็นคนเก่งมาก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ส่วนคุณพ่อก็จะเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องมีแฟน ซึ่งคุณแม่ก็จะพูดแหย่ๆ ว่าถ้าไม่ให้มีคนมาจีบตอนนี้จะให้มาจีบตอนอายุเท่าไหร่ ส่วนน้องชายฝาแฝด 2 คน ตอนนี้ก็อายุ 19 แล้ว ดาต้าก็จะดูแลเขาแบบเพื่อนบ้าง แบบพี่บ้าง เช่น คอยให้คำปรึกษาในบางเรื่องเวลาที่เขาไม่อยากจะคุยกับผู้ใหญ่ เพราะเราจะอายุใกล้กันและเข้าใจกันมากกว่า ส่วนน้องก็คอยให้กำลังใจดาต้าทุกเรื่อง เขาจะห่วงเรื่องคน เพราะงานร้องเพลงต้องเจอคนเยอะ เจอคนหลายประเภท เขาก็บอกว่า ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ แต่จะพูดแบบติดเขิน ก็น่ารัก รู้ว่าเขาเป็นห่วง

ปฏิบัติธรรมช่วยให้มีสติ
     ดาต้าชอบไปปฏิบัติธรรม เริ่มไปปฏิบัติครั้งแรกตอน ม.3 ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ให้พ่อไปส่ง ลากเพื่อนไปด้วย ความสนใจทางด้านนี้ของดาต้าเริ่มจากคุณพ่อซื้อหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองด้วยธรรมะและหนังสือธรรมะในเชิงชีวิตประจำวันมาให้อ่าน เนื้อหาก็จะเป็นประมาณว่าใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ซึ่งเขาจะบอกว่าเรามักจะใช้ชีวิตอย่างหวังประสิทธิผล เช่น ต้องได้คะแนนดี ต้องประกวดร้องเพลงให้ได้ จนลืมจะมีความสุขในระหว่างทางที่ไปถึงเป้าหมายนั้น พอได้อ่านก็เริ่มสะกิดว่า บางทีเราก็เครียดเกินไปกับเป้าหมายที่เราวางไว้ เพราะต้องทำทุกอย่างตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดไว้ โดยเขาเปรียบเทียบให้ดูว่ากว่าจะเอ็นทรานซ์ติด เราต้องทุกข์ทรมานกับการอ่านหนังสือ 100 วัน แต่มีความสุขแค่ 1 วัน คือวันที่ประกาศผล พอเข้าเรียนไปก็ต้องเครียดกับเรื่องใหม่อีกแล้ว ชีวิตเหมือนหนูถีบจักร พออ่านหนังสือธรรมะพวกนี้ก็เลยอยากลองไปปฏิบัติธรรมดู เพื่อเราจะได้สามารถมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ ซึ่งก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะเวลาที่เรามีสติก็จะช่วยประคองความคิดเราไม่ให้คิดในแง่ลบ พอไม่คิดแง่ลบทุกอย่างก็จะโอเค เพราะทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง อยู่ที่การคิดว่าเราจะมองมันอย่างไรด้วย แต่ถ้าเราไม่มีสติเราก็จะไปกับมันเลย

เครียดไปทำไม ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องตลก
     ดาต้าชอบแนวคิดหนึ่งที่ว่า "จะไปเครียดกับมันไปทำไม เพราะทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไปอยู่ดี" อย่างตอนเด็กๆ เราเคยเครียดกับบางเรื่องมาก แต่พอโตขึ้นก็กลายเป็นเรื่องขำไป คือกาลเวลาทำให้มันกลายเป็นเรื่องขำไปเอง ดาต้าเลยรู้แล้วว่า ทุกอย่างอาจจะมีอุปสรรค ซึ่งทำให้เราท้อบ้าง แต่ถ้าเราเลิกแล้วไปทำอย่างอื่น อุปสรรคก็ไม่ได้อยู่แค่ที่นี่ ที่อื่นก็มีอุปสรรคอยู่ดี ตอนนี้เวลาเจออุปสรรคอะไรก็เลยคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก ทำๆ ไป สู้ต่อไป แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป อุปสรรคผ่านเข้ามาก็ไม่อยู่ตลอด เพราะในที่สุดมันก็จะผ่านไป

     หลังจากฟังดาต้าเล่าเรื่องชีวิตของเธอแล้ว อาจมีบางเรื่องที่เราอยากนำไปปรับความคิดของตัวเองบ้าง เพื่อชีวิตจะได้มีความสุขมากขึ้น

 




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.