พอลลีน (เต็ง) ล่ำซำ I am a Full Time Dentist

     ถ้าเอ่ยชื่อ พอลลีน (เต็ง) ล่ำซำ บางคนอาจจะนึกถึงภาพของพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้า พิธีกรรายการทีวี สาวเค-แบงก์ หรืออดีตนักร้องสาวแห่งวงเกิร์ลฟอร์ซ แต่สำหรับ พอลลีน ซึ่งแทนตัวเองสั้นๆ ว่า “พี” หรือที่ใครต่อใครเรียกขานเธอว่า “หมอพี” แล้ว เธอยังมุ่งมั่นและเลือกที่จะเป็นทันตแพทย์หญิง หรือหมอฟัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ชอบให้โอกาสตัวเอง
     “พีเป็นคนชอบทำกิจกรรม อาจจะเป็นเพราะคุณแม่ส่งเสริมให้ทำโน่นนี่ ตอนเด็กๆ พีก็เลยเรียนทุกอย่างที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพึงจะเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็น บัลเลต์ แจ๊สแดนซ์ รำไทย ร้องเพลง ดนตรีไทย ดนตรีสากล โดยมีคุณแม่ไปนั่งรอ พอโตขึ้นก็เลยติดต้องหากิจกรรมทำเอง อย่างถ้าว่างก็จะพาครอบครัวไปขับรถแรลลี่ หรือไม่ก็ชวนเพื่อนไปเรียนเต้น ไปเรียนศิลปะ วาดรูป แล้วที่ชอบมากคือการทำงานแฮนด์เมด อย่างถ้าเป็นวันเกิดคนใกล้ตัวหรือเพื่อนสนิท พีก็จะนั่งทำเอง หรืออย่างปีที่แล้วก็ไปเรียน Belly Dance และคงด้วยเหตุนี้ทำให้เวลามีคนมาเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ พีก็มักทำจะให้โอกาสตัวเองได้ลองทำดู พีเลยได้ถ่ายโฆษณาตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมปลาย ต่อด้วยการเป็นพิธีกรรายการทีวี แล้วก็เป็นนักร้องในช่วงอยู่มหาวิทยาลัย แต่ถึงอย่างนั้นพีก็คงไม่เรียกตัวเองว่าเป็นคนในวงการบันเทิง เพราะคิดว่าเราแค่มีโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง”

บิวตี้ไบเบิลของพอลลีน
     “อย่างเรื่องการเขียนหนังสือ คู่มือเพิ่มพูนความสวยด้วยวิตามินและเกลือแร่ หรือ The Beauty Bible by Pauline ซึ่งเพิ่งวางแผงไปเมื่อเดือนที่แล้วก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นจากมีพี่ที่รู้จักมาชวน บังเอิญพีเป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว ก็เลยคุยกัน แต่กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลา 1 ปี เพราะต้องหาข้อมูลจากเอกสารวิชาการเยอะมาก แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นสิ่งที่พีปรับใช้ในชีวิตของพีเอง อย่างเช่นการทานวิตามินว่าต้องทานอย่างไร ต้องดูแลตัวเองอย่างไร นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่คนอ่านสามารถทำกินเองได้ง่าย แต่ได้วิตามินสูง รวมถึงวิธีการที่พีใช้ในการดูแลตัวเองด้วย ซึ่งคิดว่าคนที่สนใจดูแลตัวเองน่าจะได้ประโยชน์”

ทุ่มเทกับการเป็นทันตแพทย์
    “แม้ว่าจะมีงานอื่นๆ ต้องทำระหว่างเรียนทันตแพทย์ที่มหิดล แต่พีก็ให้เวลาและให้ความสำคัญกับการเรียนมาก่อนเสมอ โดยจะรับงานเฉพาะเวลาที่ไม่ติดเรียนเท่านั้น เรื่องให้ดรอปเรียนนี่ไม่มีวันเลยค่ะ อีกอย่างทันตแพทย์ต้องเรียนเต็มเวลาและไม่สามารถเลือกลงทะเบียนเรียนเองได้ แค่จ่ายสตางค์ค่าเทอมก็จะได้ตารางเรียนออกมา ตั้งแต่ปริญญาตรีก็เป็นแบบนี้คือมีตารางเรียนเต็มทุกวัน แล้วส่วนใหญ่หลังเลิกเรียนก็ต้องทำแล็บด้วย เพราะว่างานฝีมือจะเยอะ แล้วหลังจากเรียนจบพีก็ทำงานอยู่ 3 ปี ก่อนจะมาเรียนต่อปริญญาโทเฉพาะทางที่จุฬาฯ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งต้องเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น จันทร์-ศุกร์เหมือนกัน พีเลือกเรียนทางด้านทันตกรรมบูรณะเพื่อความสวยงามและทันตกรรมรากเทียม เพราะเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจทั้งจากหมอฟันและคนไข้ในปัจจุบัน โดยเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทยและในแถบเอเชียที่มีการเอาสองเรื่องนี้มารวมกัน และเป็น co-program กับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เดือนกันยายนพีก็ต้องไปเรียนที่อเมริกานาน 1 เทอม ก่อนจะกลับมาทำวิทยานิพนธ์ต่อ คาดว่าปีหน้าคงจะจบ ซึ่งหลังจากจบแล้วก็คงเป็นหมอฟันต่อไป โดยอาจจะดูโอกาสว่าจะเปิดคลินิกเองดีไหม ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเปิด ฉะนั้นสามารถพูดได้เลยว่าพีทุ่มเวลาให้กับการเป็นทันตแพทย์ เพราะถือว่าเป็นอาชีพ ส่วนงานอื่นๆ ถือว่าเป็นอาชีพเสริม ฉะนั้นเวลารับงานอะไรพีก็จะค่อนข้างเลือก ต้องดูว่าเป็นงานที่เหมาะสมกับเรา ดูจังหวะเวลา และกาลเทศะ ยิ่งตอนนี้เราก็ไม่ใช่ตัวคนเดียว ที่สำคัญต้องไม่ขัดแย้งกับอาชีพ เช่นคงไม่ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาแปรงสีฟัน”

ต้องวางแผนและใจเย็น
     “ อย่างตอนนี้นอกจากเรียนหนังสืออาทิตย์ละ 5 วันแล้ว วันเสาร์พีก็จะมีอัดรายการอโรคา ตลาดนัดสุขภาพ ส่วนวันอาทิตย์พีจะให้เวลากับครอบครัว ทั้งสามีและครอบครัวของพีเอง ซึ่งการที่พีสามารถรับมือกับงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ก็คงจะเป็นเพราะพีรู้จักที่จะวางแผนและใจเย็น อย่างเช่น เวลามีงานอะไรเข้ามาพีก็ต้องศึกษาก่อนว่าจะรับได้ไหม เหมาะกับเราหรือเปล่า และถ้ารับมาแล้วก็ต้องทำการบ้าน อย่างช่วงที่ไปทำรายการอโรคาแรกๆ ที่เป็นเรื่องโรคต่างๆ พีก็อาจจะไปถามเพื่อนที่เป็นหมอหรือว่า search ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพื่อเราจะได้มีความรู้พอสมควรก่อน เวลาอัดรายการจริงๆ เราจะได้คุยกับคุณหมอรู้เรื่อง หรือรู้ว่าควรถามไปแนวทางไหน แต่ถ้ามีงานหลายอย่างสุมเข้ามา เราอาจจะต้องมีสติที่จะจัดการกับมันอย่างใจเย็น”

แรงใจจากครอบครัว
     “ที่พีมีความสุขกับการได้ทำอะไรหลายๆ อย่างมาโดยตลอดก็เพราะว่าพีได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากทางบ้าน มีอะไรเราก็ปรึกษากัน เป็นกำลังใจให้กัน พีมีพี่น้อง 3 คน เราสนิทกันทั้งบ้าน เวลาจะทำอะไรก็จะคุยกัน โหวตกันว่าจะไปทำโน่นนี่ดีไหม เลยทำให้พีก้าวมาถึงวันนี้ แต่พีไม่ได้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จอะไร เพราะคำว่าความสำเร็จ มันฟังดูยิ่งใหญ่ แต่สำหรับชีวิตพี พีก็แค่ทำทุกอย่างไปตามสเต็ปของชีวิตไปเรื่อยๆ คือ เรียนจบ ก็ทำงาน แล้วแต่งงาน ตอนนี้ก็เรียนต่อ แล้วพีก็ไม่ได้วางไว้ว่าความสำเร็จสูงสุดที่พีต้องการคืออะไร พีมีแต่แผนการระยะสั้น ตอนนี้ก็รอดูว่าถ้าเรียนจบแล้วจะทำอะไร จะเปิดคลินิกหรือทำธุรกิจอย่างอื่นหรือเปล่า ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ สร้างครอบครัวของพีไป”

ส่วนเรื่องทายาทตัวน้อยนั้น หมอพีบอกว่าคงต้องรอหลังจากเรียนจบเสียก่อน เพราะไม่อยากมีท้องในวัยเรียนเท่านั้นเอง

 




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.