คุยเฟื่อง
เรื่องยาคุณหนู
ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักสงสัยว่า ยาผู้ใหญ่สามารถนำไปใช้กับเด็กได้หรือไม่ ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนเกี่ยวกับสรีระของเด็ก ในเด็กนั้นอวัยวะต่างๆ ที่ทำหน้าที่กำจัดยาออกจากร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นการให้ยาในเด็กจึงมีการตอบสนองต่อยาเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก การใช้ยาในเด็กต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า
3 ขวบ ถ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยานั้นๆ ดีพอหรือยังไม่เคยได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์แล้วไม่ควรใช้เองโดยเด็ดขาด
โดยคุณสามารถแบ่งอายุเด็กได้ดังนี้ • เด็กแรกเกิด (New born) หมายถึง เด็กแรกคลอด - 4 สัปดาห์
• เด็กอ่อนหรือทารก (Infant) หมายถึง เด็กแรกคลอด - 1 ขวบ
• เด็กเล็ก หมายถึง เด็ก 1-6 ขวบ
• เด็กโต หมายถึง เด็ก 6-12 ขวบ
ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ของตะวันตกจัดให้เด็กที่อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป มีสภาวะร่างกายทำงานได้ดีเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ สามารถใช้ยาต่างๆ เหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ
ทำไมการใช้ยาในเด็กจึงแตกต่างจากผู้ใหญ่?

การใช้ยาในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่สามารถพิจารณาได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
• น้ำหนักตัว ส่วนสูง พื้นที่ผิวของร่างกาย
เด็กมีน้ำหนักตัว ส่วนสูง พื้นที่ผิวของร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น
ขนาดยาของเด็กจึงน้อยกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมักคิดขนาดยาของเด็กจากพื้นที่ผิวหรือน้ำหนักของร่างกาย แล้วนำมาเทียบส่วนกับร่างกายผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามขนาดยาที่คิดได้ก็ต้องคำนึงถึงอายุ ความสมบูรณ์ของอวัยวะ ของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ผลทางสรีรวิทยาของยานั้นรวมทั้งภาวะของโรคนั้นๆ ด้วย
• การเผาผลาญทำลายยาและการขับถ่ายออกของยา
ตับและระบบเอมไซม์ที่จำเป็นต่อกระบวนการนี้ของเด็กยังพัฒนา
ไม่สมบูรณ์ทำให้ขจัดยาได้ไม่ดี เช่น ยาคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) อาจทำให้เด็กเกิดอาการตัวซีดเทาเพราะขาดออกซิเจน เรียกว่า Gray Syndrome
ส่วนการทำงานของไตจะทำงานได้ดีเท่าผู้ใหญ่ก็เมื่ออายุ 6 เดือน - 1 ปี นอกจากนี้น้ำปัสสาวะของเด็กแรกเกิดจะมีความเป็นกรดมากกว่าผู้ใหญ่ส่งผลให้ขับถ่ายยาได้ต่างจากผู้ใหญ่อีกด้วย
• การดูดซึมยาเข้าร่างกาย
ระบบการดูดซึมของเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่หลายประเด็น ได้แก่
• ปกติสภาวะในกระเพาะอาหารจะมีสภาพเป็นกรดทำให้ยาที่เป็นกรดอ่อนดูดซึมได้ดี แต่ในเด็กแรกเกิดสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะมีน้อยมาก เนื่องจากเด็กกลืนน้ำคร่ำเข้าไป ทำให้การดูดซึมยาที่เป็นกรดอ่อนไม่ดีเท่าที่ควร แต่จะดูดซึมยาที่เป็น
ด่างอ่อนได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กจะค่อยๆ พัฒนาการสร้างกรดเกลือในกระเพาะอาหารจนการดูดซึมยาก็จะเหมือนกับผู้ใหญ่ในที่สุด
เมื่ออายุ 2 ขวบ
• กระเพาะอาหารของเด็กอ่อนจะบีบตัวมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ระยะเวลาที่ยาอยู่ในกระเพาะอาหารลดลง ยาที่เป็นกรดอ่อนจึงดูดซึมได้น้อยลง การบีบตัวของกระเพาะอาหารเด็กจะเหมือนกับผู้ใหญ่เมื่ออายุได้ 6 เดือน
• เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักมีการดูดซึมยาที่ผิดปกติ เช่น ดูดซึมวิตามินบี2 ได้น้อยกว่าเด็กที่คลอดปกติ
• เด็กมีชั้นของผิวหนังที่บางกว่าผู้ใหญ่มาก และมีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก การใช้ยาทางผิวหนังจึงดูดซึมได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่
ยาที่ควรระวังเมื่อใช้กับเด็ก
กลุ่มยาปฏิชีวนะและยาซัลฟา
ยาปฏิชีวนะ เรียกกันทั่วไปว่า ยาแก้อักเสบ หรือยาฆ่าเชื้อ ที่ใช้กันในเด็ก ได้แก่ กลุ่มเพนิซิลลิน เช่น เพน-วี แอมพิซิลลิน อิริโธรมัยซิน ซึ่งนิยมทำเป็นรูปผงแห้ง ก่อนผสมน้ำต้องเคาะขวดให้ผงยาไม่เกาะติดกัน และใช้น้ำต้มสุกที่ทิ้งให้เย็นเติมลงไปให้ได้ระดับขีดที่ข้างขวดยา เขย่าให้เข้ากันจึงใช้ได้ และรับประทานยาตามขนาด เวลาให้ถูกต้องและรับประทานยาติดต่อกันจนหมดขวดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นก่อนยาหมด แต่ถ้าแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น หน้าบวม ตาบวม ถ่ายเหลวรุนแรง หลังกินยาให้หยุดยาทันที และไปปรึกษาแพทย์
ยาปฏิชีวนะที่ห้ามใช้ในเด็ก ได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล และเตตร้าซัยคลิน มีการเข้าใจผิดนำไป ใช้เป็นยาลดไข้ ซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังอันตรายอีกด้วย
ยาคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) เนื่องจากระบบการทำลายยาของเด็กยังไม่ดีนัก และยานี้มีอันตรายเพราะไปกดไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด จึงทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และยังมีโอกาสทำให้เกิดกลุ่มอาการเกรย์ซินโดรม (Gray syndrome) ได้ คือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจหอบ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือเขียวคล้ำ และอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้
ยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines) มีสรรพคุณเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อโรค รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง ห้ามใช้ในเด็กเพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันจะทำให้ฟันเหลืองถาวร ถ้ากินยานี้ปริมาณมากเป็นระยะเวลานานฟันจะเป็นสีน้ำตาลดำ และในเด็กเล็กอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมอง กระดูกทำให้กระดูกไม่แข็งแรง นอกจากนี้การใช้ยาเตตร้าซัยคลินที่ชื้นเสียหรือที่หมดอายุแล้วจะทำให้เกิดไตวายได้ จึงไม่ควรใช้ยาเตตร้าซัยคลินกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ
ยาซัลฟา (Sulfa) ไม่ว่าจะเป็นซัลฟาเดี่ยวๆ เช่น ซัลฟาไดอะซีน (Sulfadiazine) หรือ สูตรผสม เช่น โคไตรมอกซาโซล (Cotrimoxazole) ปกติไม่แนะนำในเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน เพราะยาซัลฟาจะไปไล่ที่สารชนิดหนึ่งในร่างกายที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเกาะอยู่กับโปรตีนในเลือดทำให้เลือดมีปริมาณบิลิรูบินอิสระมากกว่าปกติ เด็กจะมีอาการคล้ายดีซ่าน คือ ตัวซีดเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง
ถ้าปริมาณบิลิรูบินสูงมากอาจจะทำให้สมองเสื่อมและปัญญาอ่อน ที่เรียกว่า Kernicterus
กลุ่มยาลดไข้
ยาแอสไพริน (Aspirin) มักจะเป็นเม็ดสีชมพูหรือสีขาว ยานี้ระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงควรให้เด็กกินหลังอาหารทันที ควรได้รับยาตามขนาด และเวลาตามที่แพทย์สั่ง ถ้าได้รับยาน้อยไปการรักษาก็ ไม่ได้ผลถ้าได้รับมากเกินขนาด แทนที่ไข้จะลด ไข้กลับสูงขึ้นอีกโดยเฉพาะในเด็กเล็ก พ่อแม่บางคนคิดว่าไม่ได้ผลจึงให้ยาเพิ่มทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น และอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า
"Reye's syndrome" คือมีอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ตับโต และมีข้อห้ามใช้ในเด็กที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออก หรือมีไข้จาก
ไข้หวัดใหญ่
และไข้อีสุกอีใส
พาราเซตามอล (Paracetamol) มักทำเป็นน้ำเชื่อม อาจเป็นชนิดหยดสำหรับเด็กเล็ก หรือชนิดไซรัปสำหรับเด็กโต ปกติยานั้นมีรสขม จึงควรเลือกชนิดที่มีรสชาติอร่อยไม่ขม ยานี้มีข้อดีคือไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ถ้าใช้เกินขนาดและติดต่อกันนานเกิน 10 วัน
อาจมีผลเสียต่อตับได้
ข้อแนะนำในการใช้ยาลดไข้กับเด็ก ควรเลือกใช้ยาชนิดที่ปลอดภัยแก่เด็ก ให้เด็กรับประทานยาทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้าไข้ยังไม่ลดให้ซ้ำได้อีกทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วันก็ควรไปพบแพทย์ นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรเช็ดตัวเด็กด้วยน้ำเย็นหรือน้ำธรรมดา โดยเช็ดตามข้อพับตามซอกต่างๆ จะช่วยระบายความร้อน ลดไข้ได้ดี
กลุ่มยาอื่นๆ
ยาแก้ท้องเสีย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กที่ท้องเสีย คือ การให้น้ำและเกลือแร่ชดเชย เพราะเด็กมักจะขาดน้ำ และเสียชีวิตได้จากการท้องเสียมากๆ อาการขาดน้ำที่สังเกตได้คือ กระหม่อมบุ๋ม นอนซึม หายใจหอบ ตัวเย็น
เกลือแร่นั้นอาจเตรียมขึ้นเองได้โดยใช้ น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ เกลือแกง 1 ช้อนชา น้ำต้มสุก 1 ขวดกลมแม่โขง (750 มิลลิลิตร) ให้เด็กดื่มแทนน้ำได้โดยปลอดภัย แต่ในกรณีที่ท้องเสียรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
ยาแก้ไอ ไม่ควรใช้ยาแก้ไอน้ำดำกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะยาจะกดการหายใจอาจทำให้หยุดหายใจ และยาระงับการไอที่ชื่อ เดกซ์โตรเม็ทโทเฟน (Dextromethorphan) ซึ่งจะไม่ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ในกรณีที่เป็นอาการแพ้อากาศ ยาต้านฮิสตามีนจะใช้ระงับอาการดังกล่าวได้ดี ยาต้านฮิสตามีน ได้แก่
บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) มีข้อควรระวังในเด็กดังนี้
• สำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กคลอดก่อนกำหนด ห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด
• ยานี้ทำให้ง่วงนอน ควรให้เด็กเวลาเข้านอน
• ในเด็กเล็ก ถ้าได้รับยามากๆ จะเกิดอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ
• เด็กบางอาจเบื่ออาหาร ปากแห้งได้
• ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
Tips
• เก็บยาในที่เด็กหยิบไม่ถึง
• ต้องแน่ใจและพยายามให้เด็กกินยาจนครบ
• ควรจะเลือกยาที่มีรสดีพอสมควร ถ้ายาขมให้ผสมกับน้ำเชื่อม
• ไม่ควรผสมยาลงไปในนมทั้งขวด เนื่องจากหากดื่มนมไม่หมดขวดทำให้ได้รับยาไม่ครบขนาด และอาจมีผลต่อเนื่องทำให้เด็กเบื่อนมและอาหาร
• ถ้าเป็นเด็กที่ไปโรงเรียนควรไปพบครูที่โรงเรียนเพื่อฝากยาไว้ให้ป้อนเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับยาครบตามขนาดและเวลา
• ถ้าเด็กไม่ให้ความร่วมมือในการกินยา ต้องใช้วิธีชักชวนที่ถูกต้อง เช่น อธิบายถึงผลเสียของการไม่กินยา ความไม่ดีของโรคนั้น ไม่ควรใช้วิธีข่มขู่บังคับ
• ควรมีช้อนยาที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ได้ยาอย่างถูกขนาด เช่น 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 มิลลิลิตร หรือ 3 ช้อนชา
• ขณะที่เด็กร้องหรือดิ้น ไม่ควรกรอกยาใส่ปากเพราะเด็กจะสำลักได้
|