คนเป็นวัณโรคปอด (TB)
ทำไมต้องกินยาต่อเนื่อง
วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในคนเมืองและคนชนบท โดยเฉพาะตามแหล่งสลัม หรือในที่ผู้คนอยู่กันแออัด และมักพบในเด็ก ผู้สูง-อายุ ผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือเบาหวาน ผู้ที่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันนานๆ ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด สูบบุหรี่จัด ผู้ที่ขาดสารอาหาร และ
ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่นๆ มาก่อน (เช่น หัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น) พบได้แม้กระทั่งคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศ
ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคปอดที่เคยลดลง กลับแพร่กระจายและดื้อยามากขึ้น
สาเหตุของวัณโรค
• เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) วัณโรคปอดมักติดต่อผ่านการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยวัณโรคที่ไอ จาม หรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้นคนที่ติดเชื้อวัณโรคจึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด เช่น นอนห้องเดียวกันหรืออยู่บ้านเดียวกันกับคนที่เป็นโรค
คนเราอาจได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก บางคนอาจได้รับเชื้อตอนโต โดยไม่มีอาการแสดงแต่
อย่างไร ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยระยะหนึ่งแล้วหายไปเอง เพราะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงไม่ค่อยมีอาการ แต่อย่างไรก็ตามเชื้อวัณโรคยังอาจหลงเหลืออยู่บ้างจะหลบซ่อนอยู่ในปอดและอวัยวะอื่นๆ อย่างสงบนานหลายปี ตราบเท่าที่ร่างกายยังแข็งแรงดีก็จะไม่มีอาการของโรคแต่อย่างใด แต่ถ้าหากร่างกายเกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น ติดเชื้อเอดส์ ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ติดยาเสพติด เป็นต้น เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้ โดยไม่ต้องไปรับเชื้อมาจากภายนอกอีก ส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคปอด
ระบาดวิทยาของวัณโรค
• ผู้ที่เป็นวัณโรคมากกว่าครึ่งในโลกอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค จากรายงานขององค์การอนามัยโลกแจ้งว่ามี 22 ประเทศที่มีปัญหาของวัณโรครุนแรง ในจำนวน 22 ประเทศนี้มีประเทศในเอเชียรวมอยู่ถึง 10 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย พม่า และกัมพูชา

สูตรการรักษาวัณโรคในปัจจุบัน
• การรักษาวัณโรคปัจจุบันประกอบด้วยยา 4 ชนิด คือ
ไรแฟมพิซิน (rifampicin ;R) ไอโซไนอะซิด(isoniazid ;H) ไพราซ-ินาไมด์ (pyrazinamide ;Z) และ อีแทมบูทอล (ethambutol ;E) หรือ สะเต็บโตไมซิน(streptomycin ;S) ร่วมกันในช่วง 2 เดือนแรก ตามด้วยยา 2 หรือ 3 ตัวในระยะ 4 เดือนถัดมา แต่สำหรับผู้ที่มีแผลในโพรงปอด และเพาะเชื้อจากเสมหะยังพบเชื้อวัณโรค หลังจากได้รับการรักษาไปแล้ว 2 เดือน จะต้องยืดระยะเวลาในการรักษาเพิ่มเป็น 9 เดือน
ปัจจัยสำคัญในการควบคุมวัณโรค
• ปัจจุบันปัญหาของวัณโรคคือการควบคุม และเชื้อโรคดื้อยามากขึ้น ทำให้รักษายากขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักที่เป็นปัญหา คือ การให้การดูแลที่ไม่เหมาะสม ผู้เป็นวัณโรคมีการติดเชื้อเอดส์ร่วมด้วย รวมทั้งการรักษาด้วยกลยุทธ์การรักษาแบบมีพี่เลี้ยง (Directly observed treatment, short course; DOTS) ที่ไม่ครอบคลุมเพียงพอทำให้
้ผู้ที่เป็นวัณโรคขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นปัจจัยที่ผู้ที่เป็นวัณโรคสามารถมีส่วนร่วมในการควบคุมเชื้อได้มากที่สุดนั่นคือ การร่วม-มือในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดการรักษาหรือหยุดยาก่อนกำหนด จึงจะทำให้สามารถลดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาได้ในอนาคต
เกิดอะไรขึ้นหากหยุดยารักษาวัณโรคก่อนกำหนด
• ผู้ที่เป็นวัณโรคมักเข้าใจผิดว่าเมื่อกินยาได้ 2-3 เดือน จนมีอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายจากโรคแล้ว จึงไม่ยอมกินยาต่อ บ้างก็มีอาการข้าง-เคียงจากยาเลยหยุดกินยาไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อโรคดื้อยา อันจะทำให้การรักษามีความยากมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยาหลายชนิด และ/หรือการเพิ่มระยะเวลาในการรักษา นำมาซึ่งความสิ้นเปลืองเงินทองและเวลาโดยใช่เหตุ
การรักษาเมื่อวัณโรคดื้อยาหลายขนาน
•องค์การอนามัยโลกแนะนำสูตรยามาตรฐานที่ใช้ในผู้ที่กลับมาเป็นวัณโรคซ้ำ โดยใช้ยา 5 ชนิด (HRZES) ใน 2 เดือนแรก ตามด้วยยา 4 ตัว (HRZE) ทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน และตามด้วยยา 3 ชนิด (HRE) เป็นระยะเวลา 5 เดือน รวมระยะเวลาในการรักษาทั้งสิ้น8 เดือน อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานมักจะไม่ค่อยตอบสนองต่อสูตรยาดังกล่าว การใช้สูตรยามาตรฐานในการรักษาในผู้ที่ต้องรักษาซ้ำในสถานการณ์ที่มีความชุกของการดื้อยาวัณโรคหลายขนานสูง อาจจะทำให้การดื้อยาเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นการรักษาในปัจจุบันแพทย์จะพิจารณาสูตรยาให้เหมาะกับผู้ที่เป็นวัณโรคเฉพาะราย โดยพิจารณาจากยาที่เชื้อตอบสนอง 4 ชนิด หรือมากกว่า
นอกจากยาทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นยังมียาอีกกลุ่มที่เรียกว่า ควิโนโลน (quinolones) ในการรักษา ยาตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ราคาไม่สูง
โอฟลอกซาซิน (ofloxacin) นอกจากนี้ยังมียา ซิโปรฟลอกซาซิน(ciprofloxacin) ที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับโอฟลอกซาซิน และ ลีโวฟลอกซาซิน (levofloxacin) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าโอฟลอกซาซิน แต่ทั้งซิโปรฟลอกซาซินและลีโวฟลอกซาซินมีราคาสูงกว่า สำหรับระยะเวลาในการรักษาด้วยยากลุ่มนี้คือ 18 ถึง 24 เดือน
จากการประเมินสถานการณ์ของวัณโรคในปัจจุบันคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้เป็นวัณโรคในโลกอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 10.6 ล้านคน ในอีก 14 ปีข้างหน้า ดังนั้นการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการร่วมมือกันทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์จากภาครัฐบาลในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย การดูแลรักษาที่ถูกต้องของบุคลากรทางการแพทย์ การสนับสนุนวิจัยยาใหม่ๆ โดยเฉพาะสำหรับเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนาน ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าส่วนที่ผู้ที่เป็นวัณโรคควรมีส่วนรับผิดชอบมากที่สุดคือ และการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยาก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของวัณโรค
วัณโรครักษาให้หายขาดได้แน่ ถ้ากินยาสม่ำเสมอทุกวัน ตามระยะเวลาที่กำหนด
|