แอสไพริน : ยาวิเศษป้องกันโรคหัวใจจริงเหรอ ?
ภญ. อัมพร จันทรอาภรณ์กุล

เมื่อไม่นานนี้มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี ไม่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน เข้ามาขอรับคำปรึกษากับดิฉันเกี่ยวกับยาแอสไพรินว่า “ผมจะกินแอสไพรินวันละเม็ดป้องกันโรคหัวใจดีมั้ยครับ” แต่ว่ารายนี้ไม่ใช่คนแรกนะคะที่ถามคำถามนี้กับดิฉัน บางรายก็รับประทานแอสไพรินมาเป็นเดือนเป็นปีแล้วค่อยมาปรึกษาก็มี ดิฉันเข้าใจว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต กล่าวขานถึงประโยชน์ของแอสไพรินไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด การอักเสบ การป้องกันสารพัดโรคนับตั้งแต่โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็งลำไส้ใหญ่ และอัลไซเมอร์ จนใครๆ เข้าใจว่ายานี้เป็น “ยาอายุวัฒนะ”

แท้ที่จริงแล้วแอสไพรินไม่ใช่ยาใหม่ ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใช่ยาสารพัดนึก อย่างที่หลายท่านเข้าใจนะคะ มาทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของแอสไพรินกันดีกว่าค่ะ แอสไพริน มีชื่อทางเคมีว่า “อะเซติลซาลิไซลิก แอซิด” (Acetylsalicylic Acid) ตามประวัติศาสตร์ทางการแพทย์มีการบันทึกไว้ว่าเมื่อ 2,440 กว่าปีก่อน Hippocrates บิดาแห่งวงการแพทย์ของโลก ได้ให้ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดตามร่างกายเคี้ยวเปลือกของต้นวิลโลว์ ซึ่งมีสารธรรมชาติที่ชื่อว่า “ซาลิซิน” (Salicin) ที่มีโครงสร้างเหมือนกับอะเซติลซาลิไซลิกแอซิด เพื่อบรรเทาอาการปวด และอีกประมาณ 2,000 ปีต่อมา Felix Hoffmann นักเคมีชาวเยอรมัน ประจำบริษัทไบเออร์ สามารถสังเคราะห์กรดซาลิไซลิกที่คงตัวขึ้นและนำออกสู่ตลาด พร้อมทั้งจดลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2432 ซึ่งอันที่จริงแล้ววัตถุประสงค์แรกเริ่มเดิมที Felix Hoffmann เพียงต้องการที่จะค้นหายามาบรรเทาความเจ็บปวดของบิดาที่ป่วยด้วยโรคข้อชนิดหนึ่งที่เรียกว่ารูห์มาติก ปรากฏว่ายานี้ใช้ได้ผลดีมากในการบรรเทาปวด และลดไข้ ต่อมาในปี พ.ศ.2514 เภสัชกรชาวอังกฤษ John Vane ก็ค้นพบว่าแอสไพรินสามารถยับยั้งการผลิตพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาในสภาวะที่มีการอักเสบและอาการปวด การค้นพบครั้งนี้ทำให้ John Vane ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2525 และได้รับการแต่งตั้งเป็น Sir ในเวลาต่อมา www.HealthtodayThailand.com

แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแอสไพรินยังมิได้หยุดยั้งเพียงแค่นี้ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแอสไพรินในการรักษาและป้องกันโรคหลายต่อหลายโรค สำหรับงานวิจัยของแอสไพรินในผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นก็มีงานวิจัยจำนวนมากทีเดียว ได้แก่ การใช้ยาในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) ผู้ป่วยที่กำลังเจ็บหน้าอกหรือกำลังจะมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Impending Attack) และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่มีอาการคงที่แล้ว (Stable Angina) ซึ่งหลายๆ งานวิจัยบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของแอสไพรินในการลด ภาวะของโรคที่เกิดขึ้นและป้องกันการกลับเป็นโรคซ้ำที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยใดยืนยันถึง ประโยชน์ของการกินแอสไพรินทุกวันเพื่อป้องกันโรคหัวใจในคนที่แข็งแรงและยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ซ้ำร้ายบางงานวิจัยมีรายงานว่าการใช้แอสไพรินก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองเพิ่มขึ้นเสียอีก ปัจจุบันสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาก็มิได้แนะนำให้แอสไพรินป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่ยังไม่เป็นโรค

อันที่จริงแล้วแอสไพรินเป็นยาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยหลายๆ โรค แถมยังมีราคาที่ถูกแสนถูก หาซื้อก็ง่าย แต่แอสไพรินก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันแม้ว่าจะใช้ในขนาดต่ำๆ (75-150 มิลลิกรัมต่อวัน) ซึ่งผลเสียที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะเป็นการแพ้ยาตามธรรมชาติ (ผื่นขึ้นตามตัว หน้าบวม ตาบวม หายใจไม่ออก) แล้วยังระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นมากอาจมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น ทำให้มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ แต่บางรายเลือดออกไม่มากก็อาจไม่มี อุจจาระเป็นสีดำ แต่จะมีเลือดปนออกมากับอุจจาระในปริมาณน้อยเป็นระยะเวลายาวนานก็ได้ และที่ร้ายที่สุดคือการทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ดังนั้นแอสไพรินจึงไม่ใช่ยาที่ปลอดภัย 100% นะคะ การนำแอสไพรินไปใช้เพื่อป้องกันโรคหัวใจใน ผู้ป่วยที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจนั้น ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนมากพอ ประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับผลเสียที่จะเกิดตามมา จึงอยากให้ท่านผู้อ่านระลึกไว้เสมอว่า แอสไพรินไม่ใช่ยาอายุวัฒนะ ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใช่ยาสารพัดนึก ที่ท่านจะรับประทานกันทุกวันตามกระแสนิยม ดังนั้นก่อนใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยานี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพื่อประเมินว่าหากท่านรับประทานแอสไพรินนี้ในระยะยาวแล้วจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.