ลดน้ำหนักทางลัดด้วยอาหารเสริม...จะดีหรือ?
ดร.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ

สังคมในยุคปัจจุบันนิยมชมชอบคนผอม ดังนั้นคนที่อ้วนหรือบางคนก็ไม่อ้วนต่างก็พยายามลดน้ำหนักตัว ซึ่งมีหลักการสำคัญคือจะต้องควบคุมอาหารโดยการลดพลังงานจากอาหารลงควบคู่กับการออกกำลังกาย การลดน้ำหนักที่ดีจะต้องค่อยๆ ลดน้ำหนักลงประมาณสัปดาห์ละ 1/2– 1 กิโลกรัม ดังนั้นผู้ลดน้ำหนักจึงต้องควบคุมอาหารเป็นระยะเวลานานเพื่อให้น้ำหนักลดลงตามต้องการ หลายคนจึงมักจะมีคำถามว่าตัวเองจะขาดอาหารหรือไม่ และควรรับประทานอาหารชนิดใดเสริม

หากคุณลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของนักโภชนาการ คุณก็น่าจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารหรือวิตามินเสริมอีก แต่ถ้าการควบคุมอาหารนั้นทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่สมดุลหรือลดพลังงานจากอาหารลงมาก (เพราะต้องการจะให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง) จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอ หากเป็นเช่นนี้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการผิดปกติในร่างกายได้ เช่น การขาดวิตามินบีหนึ่งจะทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า (หรือเหน็บชา) หรือการขาดวิตามินบีสองจะทำให้เกิดแผลที่มุมปาก ซึ่งถ้าเป็นๆ หายๆ มุมปากก็จะหนาขึ้น จึงเรียกอาการนี้ว่าโรคปากนกกระจอก เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเสริม โดยเลือกรับประทานวิตามินรวมซึ่งจะมีวิตามินชนิดต่างๆ เกือบครบถ้วน และบางชนิดมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง หรือแคลเซียม รวมอยู่ด้วย

ปริมาณของวิตามินและแร่ธาตุที่มีในยาเม็ดวิตามินสามารถดูได้จากฉลากที่อยู่ข้างขวด ซึ่งวิตามินบางยี่ห้อนอกจากจะบอกปริมาณวิตามินหรือแร่ธาตุแต่ละชนิดที่มีในยาแต่ละเม็ดแล้ว อาจบอกเป็นเปอร์เซนต์ของปริมาณที่ควรได้รับประจำวัน (% Thai DRI) (Dietary reference intake) ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสหรัฐอเมริกา เปอร์เซนต์ที่แสดงบนฉลากจะเป็น % US RDA (Recommended Dietary Allowances) ซึ่งค่า US RDA คือปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ควรได้รับประจำวันสำหรับคนอเมริกัน ค่านี้จะใกล้เคียงกับปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย วิตามินหรือแร่ธาตุใดที่มีค่าต่ำกว่าปริมาณที่ควรได้รับประจำวันจะมีค่าต่ำกว่า 100% แต่ถ้าวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดใดมีค่าสูงกว่า 100% ก็แสดงว่าวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดนั้นมีในยาเม็ดนี้เกินกว่าปริมาณที่ควรได้รับประจำวัน ซึ่งโดยทั่วไปถ้าค่าไม่เกิน 150% ยังจัดว่าปลอดภัยสำหรับการรับประทานเพื่อป้องกันการขาดสารอาหารชนิดนั้น

ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 (อายุ 19-50 ปี)
 
ผู้ชาย
ผู้หญิง
วิตามินเอ (ไมโครกรัม)
700
600
วิตามินซี (มิลลิกรัม)
90
75
วิตามินดี (ไมโครกรัม)
5
5
วิตามินอี (มิลลิกรัม)
15
15
วิตามินเค (ไมโครกรัม)
120
90
วิตามินบี1 (มิลลิกรัม)
1.2
1.1
วิตามินบี2 (มิลลิกรัม)
1.3
1.1
ไนอาซิน (มิลลิกรัม)
16
14
วิตามินบี6 (มิลลิกรัม)
1.3
1.3
โฟเลต (ไมโครกรัม)
400
400
วิตามินบี12 (ไมโครกรัม)
2.4
2.4
กรดแพนโทเธนิก (บี5) (มิลลิกรัม)
5
5
ไบโอติน (ไมโครกรัม)
30
30
แคลเซียม (มิลลิกรัม)
800
800
ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม)
700
700
ไอโอดีน (ไมโครกรัม)
150
150
เหล็ก (มิลลิกรัม)
10.4
24.7
ทองแดง (ไมโครกรัม)
900
900
สังกะสี (มิลลิกรัม)
13
7
ซีลีเนียม (ไมโครกรัม)
55
55
โครเมียม (ไมโครกรัม)
35
25


การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม ต้องระวังไม่รับประทานในปริมาณมากเกินไป เพราะวิตามินบางตัวโดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมันสามารถสะสมในร่างกายจนเกิดพิษได้ เช่น การได้รับวิตามินเอในปริมาณสูงๆ เป็นเวลานานติดต่อกันทำให้เกิดอาการพิษคือ ความดันในสมองสูง ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตาเห็นภาพซ้อน เบื่ออาหาร ผิวหนังแห้ง และเป็นพิษต่อตับ สำหรับแร่ธาตุ ถ้าได้รับในปริมาณสูงๆ อาจมีผลทำให้การดูดซึมของแร่ธาตุชนิดอื่นลดลง เช่น การรับประทานแคลเซียมพร้อมกับเหล็กจะมีผลทำให้การดูดซึมของแร่ธาตุทั้งสองชนิดลดลง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานพร้อมกัน หรือในกรณีได้รับสังกะสีมากเกินจะส่งผลให้ร่างกายดูดซึมทองแดงได้น้อยลงอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดทองแดงได้


ได้มีการแนะนำให้รับประทานโครเมียมเพื่อช่วยลดน้ำหนัก โครเมียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย มีบทบาทสำคัญทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานได้ดีขึ้น มีความเชื่อกันว่าการเสริมโครเมียมจะทำให้ไขมันลดลง และกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้น้ำหนักลดลงได้ มีการทดลองให้โครเมียมขนาด 200–400 ไมโครกรัมต่อวันในคนอ้วน ซึ่งผลของโครเมียมในการลดน้ำหนักยังไม่ชัดเจน ข้อมูลจากการศึกษาต่าง ๆ ยังไม่สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพของโครเมียมในการลดน้ำหนัก รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยเมื่อใช้เป็นเวลานานก็ยังไม่ชัดเจน

เนื่องจากการลดน้ำหนักจะต้องควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายซึ่งได้ผลค่อนข้างช้า คนที่ลดน้ำหนักมักจะใจร้อน อยากให้น้ำหนักลดลงเร็วๆ โดยลืมไปว่ากว่าจะได้น้ำหนักตัวเองที่ขึ้นมานี้ใช้เวลานานเท่าไร ดังนั้นหลายคนหันไปพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้ เช่น มั่วอึ้ง (Mahuang หรือ Ephedra sinic) กัวร์กัม (guar gum) บุก (glucomanman) เทียนเกล็ดหอย (Psyllium) ไคโตแซน (chitosan) เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีผลต่อร่างกายแตกต่างกัน www.HealthtodayThailand.comในการใช้จึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วยว่าได้ผลจริงหรือไม่ เช่น มั่วอึ้ง เป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย ได้มีการนำมั่วอึ้งมาผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับลดน้ำหนักหลายชนิด แต่ปรากฏว่ามีผลทำให้ความดันโลหิตสูง ใจสั่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย และบางคนถึงขั้นเสียชีวิต คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาจึงได้ห้ามการจำหน่ายเมื่อเดือนเมษายน 2547 ส่วนบุก เทียนเกล็ดหอย และกัวร์กัมเป็นเพียงใยอาหารที่พอกตัวในน้ำ ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารพวกนี้จะช่วยให้อิ่มเร็ว รับประทานอาหารได้น้อยลง ไคโตแซนเป็นสารสกัดจากเปลือกกุ้งซึ่งช่วยลดการดูดซึมไขมันโดยการจับกับไขมันในทางเดินอาหาร มีงานวิจัยผลของไคโตแซนต่อการลดน้ำหนักซึ่งผลก็ยังขัดแย้งกัน ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยอื่น เช่น การรับประทานอาหาร ชนิดของอาหาร และการออกกำลังกายที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก ดังนั้นการหวังพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับการลดน้ำหนัก

สิ่งสำคัญในการลดน้ำหนักคือ ทำอย่างไรให้น้ำหนักลดลง เมื่อน้ำหนักลดลงได้แล้วทำอย่างไรให้ยังคงอยู่โดยไม่เพิ่มกลับมาใหม่ ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกาย สุดท้ายน้ำหนักก็จะเพิ่มกลับมา ดังนั้นการดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข กองโภชนาการ กรมอนามัย ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับ
คนไทย พ.ศ. 2546 โรงพิมพ์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ กรุงเทพฯ
British Nutrition Foundation Obesity 1999 Black well Science
DiSilvestro R.A. Handbook of Minerals as Nutritional Supplements CRC Press New York 2000: 229-239
Schmidl M.K. and Labuza T.P. Essentials of Functional Foods. Aspen Publishers Inc. Maryland 2000: 165-179
Smolin, L.A. and Grosvenor M.B. Nutrition Science and application 3rded. 1999 Saunders College Publishing
Wardlaw G.M., Hampl J.S., and DiSilvestro R.A. Perspectives in Nutrition 6thed. 2004 Mc Graw-Hill
Wildman R.E.C. and Medeiros D.M. Advanced human nutrition. CRC Press Washington D.C. 2000 : 321-398







For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.