แค่ลุ่มหลง...หรือหลงผิด
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์

    มีบ่อยครั้งที่การพาผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาทางจิตเวชต้องสร้างความหนักใจให้กับผู้รักษาและผู้ที่พามารักษา หลังจากที่ญาติสนิท
มิตรสหายเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมหรือแนวความคิดบางอย่างที่แปลกไปจากปกติ เมื่อเกิดมากขึ้นจนทนไม่ได้จึงพามาพบแพทย์ไม่ว่า
ผู้ป่วยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บางคนไม่ยอมรับ แถมโกรธผู้ที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตของตน เพราะคิดว่าตนเองไม่ได้ผิดปกติ ยังพูดคุยรู้เรื่อง ทำงานได้ ผู้ป่วยมักคิดว่าสิ่งที่รับรู้เป็นเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองและสามารถเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวกับอดีต มีเหตุผลอธิบายได้ แต่ญาติไม่ยอมเชื่อเพราะคิดเห็นต่างกันจึงเป็นที่มาของการโต้แย้งว่าใครถูกใครผิด กรณีแบบนี้ถ้ามาถึงมือแพทย์ก็อาจจะต้องเตรียมใจรับความวุ่นวาย เช่นกรณีการร้องเรียนว่าป่วยหรือไม่ป่วยจริง หรือการที่คนนอกที่อาจเสียผลประโยชน์จากที่เคยได้จากผู้ป่วยพยายามหาช่องทางร้องเรียนโต้แย้งว่าความเจ็บป่วยนั้นไม่เป็นความจริง แพทย์และผู้นำมารักษา(โดยเฉพาะญาติ)ร่วมกันกลั่นแกล้งผู้ป่วย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วการพามารักษานั้นมีเหตุผลสมควร เช่น กรณีที่มีภาวะอันตรายเกิดขึ้นต่อตัวผู้ป่วยและคนรอบข้างก็เพียงพอต่อการนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาแล้ว ส่วนเรื่องจะป่วยเป็นอะไรนั้นเป็นความสำคัญที่รองลงไป ภาวะแบบนี้มักเกี่ยวข้องกับคำสองคำหรือ
“ลุ่มหลง” กับ “หลงผิด”



ความลุ่มหลงกับความหลงผิด...ต่างกันอย่างไร

     ฟังเผินๆ แล้วคำสองคำนี้แทบจะไม่ต่างกัน เพราะเป็นเรื่องของความเชื่องมงายและมักอยู่บนพื้นฐานของความคิดโดยขาดสติ แต่ในทางการแพทย์ การใช้คำสองคำนี้ต้องระวังและพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะอาจมีผลทำให้วินิจฉัยผิดพลาดและละเมิดสิทธิของ
ผู้ป่วยได้

     • ความลุ่มหลง เราคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า “หลงชนิดไม่ลืมหูลืมตา” เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า เวลาใครเกิดความ
ลุ่มหลง เขาจะไม่รับฟัง มองไม่เห็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความลุ่มหลงของตนเองอีกแล้ว เรียกว่าเอาช้างกี่ร้อยเชือกมาลากไปอีกทางหนึ่งให้เปลี่ยนความคิดคงจะยาก บางคนใช้คำว่า “ศรัทธา” ให้ฟังดูดีขึ้น แต่ถ้าใครที่เข้าใจคำว่าศรัทธาอย่างลึกซึ้ง จะรู้ว่าคำนี้ควรใช้ในการยอมรับนับถือสิ่งที่มีคุณค่าโดยเฉพาะสิ่งที่เป็นคุณงามความดี แต่ดูเหมือนคนในปัจจุบันไม่สามารถที่จะแยกแยะสิ่งที่เป็นคุณงามความดีออกจากสิ่งที่ตนเองคิดว่าดี และนึกแต่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์กับตนเองเป็นที่ตั้ง เช่น ถ้าเราศรัทธาในคุณงามความดีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระเกจิอาจารย์ที่ทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาหรือสังคมไทย อย่างนี้ใช้ได้ แต่บางคนใช้คำว่าศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่ไม่มีตัวตนหรือสามารถพิสูจน์ได้ และคิดว่าสิ่งนั้นจะเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง เช่น คุ้มครองตนเองให้ร่ำรวยล้นฟ้า ศรัทธาในคนที่สามารถให้ประโยชน์กับตนเองได้ไม่ว่าเขาจะดีจริงหรือไม่ ศรัทธาในเครื่องรางของขลังจนถึงกับต้องแย่งกันแทบจะฆ่ากันตาย หรือหมดเงินหมดทองไปกับการเช่าซื้อมาสะสม แบบนี้ไม่น่าจะใช้คำว่าศรัทธาแต่ควรใช้คำว่าลุ่มหลงมากกว่า ทางพุทธศาสนาสอนให้เราคิดเราเชื่ออย่างมีสติและมีเหตุผลซึ่งจะนำไปสู่ความศรัทธาอย่างแท้จริง เมื่อเกิดศรัทธาในทางดีความสุขทางใจก็มักตามมา แต่ถ้าศรัทธาแบบผิดๆ ก็มักจะทำให้เกิดทุกข์มากกว่าสุขเพราะยังมีกิเลสตัณหาเข้ามารบกวนจิตใจเป็นระยะๆ

     •
ความหลงผิด คำนี้อาจจะต่างกันเล็กน้อยหรืออย่างมากเลยก็ได้ คือถ้ามีความลุ่มหลงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนไปเป็นหลงผิด ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันมาก แต่ถ้ามีความลุ่มหลงมากอยู่แล้ว เลื่อนขั้นไปอีกเล็กน้อยก็จะกลายเป็นหลงผิดไปเลย โดยทั่วไปคำว่าหลงผิดนั้นเข้าใจกันว่าเป็นความเชื่อปักใจ(อย่างมาก)จนยากจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งภาษาอังกฤษ
เรียกว่า delusion ความลุ่มหลงนั้นอาจใช้เหตุผลมาลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงความคิดได้บ้าง แม้ต้องพยายามมากหน่อยก็ตาม แต่ถ้าเป็นหลงผิดตามความหมายในทางการแพทย์นั้น ยากที่จะให้ผู้ที่อยู่ในภาวะหลงผิดปรับเปลี่ยนความคิดได้ การรักษาหรือเปลี่ยนแปลงที่ได้ผลที่สุดก็คือการรับประทานยาหรือฉีดยาทางจิตเวช เพราะมีทฤษฎีที่อธิบายว่าอาการหลงผิดเกิดจากความผิดปกติของระบบการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมความคิดและสารสื่อประสาทในสมอง (neurotransmitter) ที่เป็นกลไกสำคัญในการเกิดความสมดุลและไม่สมดุลจนนำไปสู่ความผิดปกติ มักพบในผู้ป่วยโรคจิตชนิดต่างๆ เช่น โรคจิตเภท (มีหูแว่ว หวาดระแวง เนื้อหามักจะแปลกประหลาดและมักเกิดขึ้นไม่ได้จริงในโลกมนุษย์ เช่น มีมนุษย์
์ต่างดาว มีการทำไสยศาสตร์ใส่ตัว เป็นต้น) โรคอารมณ์แปรปรวนที่มีอาการของโรคจิตร่วมด้วย (เช่น พูดมาก ไม่นอน อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ร่วมกับหลงผิดว่าตนเองมีอำนาจเหนือคนอื่น มีพลังวิเศษ เป็นต้น) และโรคจิตหลงผิด (ที่มีแนวความคิดผิดปกติ แต่ไม่แปลกประหลาดมากเหมือนโรคจิตเภท และเนื้อหาดูเหมือนว่าสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป เช่น หลงผิดคิดว่าคู่สมรสนอกใจ หลงผิดคิดว่าคนที่ตนเองไม่ชอบหน้ามาปองร้าย) เป็นต้น


อย่างไรที่เรียกว่าคนลุ่มหลงหรือหลงผิด

     ตัวอย่างของความลุ่มหลง มักจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคม มีคนจำนวนมากหลงเชื่อและชักนำหรือบอกต่อๆ กัน อาจจะใส่เรื่องราวต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือของเรื่องนั้น จนบางครั้งก็เหมือนกับเป็นกระแสแฟชั่น เช่น เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งมีค่านิยมว่าการแต่งตัวโป๊เป็นการทำให้สังคมให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับตนเอง และแสดงถึงการนำสมัยหรือตามแฟชั่น เมื่อกาลเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยนรูปแบบการให้ความสำคัญกับการแต่งตัวโป๊ไปเป็นแต่งตัวแบบอื่น แถมถ้าดารา นักร้องขวัญใจวัยรุ่นเหล่านั้นเป็นผู้นำแฟชั่นแบบใหม่ เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปแต่งตัวตามดารานักร้องที่พวกเขาชื่นชอบได้ง่ายๆ ผลของการตามกระแส
ค่านิยมที่นำไปสู่ความลุ่มหลงก็มักจะเป็นเรื่องไม่รุนแรงมากนัก เช่น การทำผิดระเบียบของสังคมที่ตนเองอยู่เล็กน้อย การถูกตำหนิจากคนที่ไม่เห็นด้วย แต่บางเรื่องอาจจะเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมายาวนานจากค่านิยมและทัศนคติของคนในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมก็อาจ
ส่งผลต่อความคิดในระยะยาวได้ เช่น ความเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือเป็นคนโชคดีมีความสุขจะต้องมีเงินทอง มีการศึกษาสูง มีคนมารักมากมาย เป็นต้น คนประเภทนี้มักจะเป็นคน “หูเบา” เชื่ออะไรง่ายๆ ไม่มีจุดยืนหรืออุดมการณ์ที่แท้จริงของตนเอง ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ความคิดมักจะแกว่งไปมาตามกระแสของสังคมหรือสิ่งแวดล้อมได้ง่าย
 
     ตัวอย่างของความหลงผิด กลุ่มนี้น่ากลัวและน่าเป็นห่วง เพราะไม่ว่าเหตุผลใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดได้ เป็นการปักใจเชื่ออย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นความเจ็บป่วยทางการแพทย์ บางครั้งเรื่องราวมิได้มีอยู่หรือเกิดขึ้นจริง แต่เกิดจากสมองของคนนั้นมีความผิดปกติดังกล่าวมาข้างต้น ร่วมกับคนรอบข้างป้อนข้อมูลเข้าไป ทำให้การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนอยู่แล้วยิ่งเป็นมากขึ้น การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ผิดปกติไปหมด เช่น คนที่หลงผิดคิดเชื่อถือในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ คนทรงเจ้า แม่มดหมอผีทั้งหลาย ที่ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ เมื่อผู้ป่วยชนิดหลงผิดได้ไปสัมผัสใกล้ชิดจนปักใจเชื่อไปตามเรื่องราวแปลกประหลาดที่กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านั้นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะหากชวนให้เชื่อว่าจะเสริมให้ตนเองเป็นคนสำคัญในสังคม ก็จะยิ่งทำให้อาการหลงผิดทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีเหตุผลมาโต้แย้ง เขาก็จะพยายามหาเหตุผลอื่นๆ มาต่อสู้ บางรายหาเหตุผลไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นความโกรธก้าวร้าวใส่แทน คนประเภทนี้มักจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่คอยจับตามองดู พร้อมที่จะเข้ามาหลอกล่อให้ตายใจและฉกฉวยผลประโยชน์เสมอ

แนวทางจัดการกับความลุ่มหลงและหลงผิด
 
      การจัดการกับคนที่กำลังลุ่มหลงกับอะไรบางอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนความนึกคิดนั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ขึ้นกับปัจจัยต่อไปนี้

     • ระยะเวลาที่มีการให้ข้อมูลต่างๆ เช่น ค่านิยม ทัศนคติของบุคคลรอบข้างที่ป้อนข้อมูลให้ รวมถึงความถี่ในการได้รับข้อมูลว่าบ่อยครั้งขนาดไหน

      •
ลักษณะเฉพาะตัวของคนนั้น เช่น บุคลิกภาพ เชื่อคนง่ายหรือชักจูงให้คล้อยตามได้ง่ายขนาดไหน มีปัญหาทางสุขภาพจิต ขาดที่พึ่งทางใจ ใครให้ข้อมูลอะไรที่อาจจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจได้ก็หลงเชื่อตามไปหรือไม่

      •
ระดับการศึกษา คนที่มีความรู้ดี ส่วนใหญ่เวลารับฟังเรื่องราวต่างๆ จะคิดพิจารณาก่อนว่ามีข้อมูลน่าเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งแม้จะมีการศึกษาดีแต่ก็ยังขาดหลักการของการใช้เหตุผลเช่นกัน

     •
กระแสความนิยมของสังคม มีคนจำนวนมากที่มีปัญหาทางด้านเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่มีจุดยืนที่แน่นอนในชีวิต ใครชื่นชอบอะไรก็ตามเขาไปหมด ง่ายต่อการถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมของชาติอื่นจนลืมวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยไป

      สำหรับกรณีของคนที่หลงผิดนั้น การรักษาอาจจะยากกว่าเนื่องจากเป็นความเจ็บป่วยทางสมอง ดังนั้นการรับประทานยาต่อเนื่อง การให้เวลารอคอยการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติในสมองให้กลับมาสู่ภาวะปกติทีละน้อยเป็นเรื่องจำเป็นมาก ร่วมกับการค่อยๆ ให้ข้อมูลใหม่ที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วย งดการโต้เถียง เอาชนะหรือคัดค้านแนวความคิดที่ไม่ตรงกัน เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขอะไรแล้ว อาจจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดความโกรธและนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงได้

      หลายครั้งที่เรามีความเชื่อในเรื่องราวต่างๆ จนเราเองก็อาจแยกแยะไม่ออกว่าเราแค่ลุ่มหลงหรือหลงผิดไปแล้ว เพราะล้วนแต่เกิดจากการรับรู้ในสมองของเราเอง จึงยากที่จะบอกว่าสิ่งที่เราคิด เห็น หรือกระทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งเวลาที่เราเกิดเจ็บป่วยทางด้านจิตใจหรือทางจิตเวช อาการที่พบบ่อยก็คือการรับรู้ตนเองเสียไป สิ่งสำคัญคือการตั้งสติพิจารณาการกระทำของตนเองว่าก่อให้เกิดความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองหรือสังคมหรือไม่ การร่วมมือกับคนใกล้ชิดของเราเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาก็มีความสำคัญมาก ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้เราสามารถปรับตัวและอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องคลางแคลงใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเกิดอยู่ในโลกจริงหรือโลกสมมติที่เราสร้างขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.