 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
ละครชีวิตอันแสนเศร้า...กับเรื่องเม้าท์ของคนเมือง
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์
เสียงกรี๊ดกร๊าดจากละครโทรทัศน์ยามค่ำคืนอาจเป็นเสียงที่หลายคนรู้สึกสะใจ หรืออีกหลายคนอาจจะเกลียดชัง เบื่อรำคาญจนอดไม่ได้ต้องเปลี่ยนช่องไปหาละครที่น้ำดีกว่านี้ ไม่เพียงแค่ละครแต่ข่าวการแย่งชิงทรัพย์สมบัติกันระหว่างคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เมียหลวงเมียน้อย บางทีก็เกี่ยวข้องกับคนมีชื่อเสียงในสังคม บ้างก็เป็นเรื่องฆาตกรรมกันถึงตาย บางรายคนร้ายก็ฆ่าตัวตายตาม ล้วนเป็นข่าวให้เรารับรู้กันอยู่แทบทุกวันจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เวลาดูข่าวเหล่านี้หลายคนอาจรู้สึกว่ามันคล้ายกับการดูละครน้ำเน่า แต่มันสะใจกว่าเพราะตัวละครเป็นชีวิตจริง แถมมีนำเสนอให้ดูทุกวัน ทุกชั่วโมง บางทีชั่วโมงหนึ่งหลายช่องรายการด้วยซ้ำไป สื่อเองก็พลอย ขาย ข่าวได้อย่างดีชนิดที่ลืมคำว่า จรรยาบรรณ เพราะข่าวเหล่านี้กลายเป็นเรื่อง talk of the town ที่ใครๆ ก็พูดถึง โดยไม่สนใจว่า เบื้องหลังละครน้ำเน่าเรื่องฮิตติดปากนั้นจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของตัวละคร(สมมติ)ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นมากน้อยขนาดไหน
ละครชีวิต...พรหมลิขิตหรือกรรมลิขิต
คำสองคำนี้เหมือนจะมีความหมายเดียวกันแยกจากกันไม่ได้ และให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่หากลองพิจารณาดีๆ เราจะพบว่าสองคำนี้มีความแตกต่างกันพอสมควร ผมคิดว่าเรื่อง พรหมลิขิต นั้นคงเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดมาตามโชคชะตาของคนๆ นั้น ซึ่งแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็เห็นว่าหลายครั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีสาเหตุอะไรนำมาก่อน จนอาจเรียกว่าเป็นกรรมเก่าก็ได้ ส่วนเรื่อง กรรมลิขิต ผมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงการกระทำของคนๆ นั้นเองที่สามารถกำหนดชีวิตของตัวเขาได้ มิใช่เป็นกรรมเก่าหรือปาฏิหาริย์แต่อย่างใด
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเราหลายๆ อย่างล้วนแล้วแต่มีที่มา ซึ่งส่วนมากก็มาจากการกระทำของตัวเราเอง ที่สำคัญคงไม่สามารถที่จะให้ใครอื่นมาเขียนละครชีวิตของเราได้ ถึงกระนั้นบางคนก็ไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดในชีวิตนั้นเกิดจากตนเองเป็นผู้ลิขิตขึ้น แต่มักจะโทษสิ่งที่อยู่ภายนอกว่าทำให้ตนเองเป็นแบบนั้นแบบนี้ การคิดแบบนี้จะยิ่งเป็นผลเสียกับตัวเองอย่างมากเพราะทำให้ไม่มีโอกาสแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้เลยตราบใดที่เรายังโทษคนอื่นอยู่ ทั้งที่การแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ การแก้ไขความคิด การรับรู้ของตัวเราเองดีกว่าคอยเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆ ที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้นถ้าเรามองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่ามีสาเหตุมาจากคนอื่นแทนที่จะมองว่ามีสาเหตุมาจากตนเอง ก็แสดงว่าเรากำลังทำให้ชีวิตของเรากลายเป็นบทละครมากกกว่าเรื่องจริงที่สามารถจัดการแก้ไข แต่เราจะจมอยู่กับชีวิตที่เป็นละครตลอดไปคงไม่ได้ เพราะความเป็นจริงเบื้องหลังนั้นเรายังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ถ้าไม่แก้ไขด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากละครส่วนใหญ่ที่สามารถเขียนเรื่องให้จบแบบมีความสุข (happy ending) ได้
ชีวิตจริงที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นละคร
ตัวอย่างเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจจับตามองอย่างมาก เช่น กรณีที่มีผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นคนหน้าตาดี การศึกษาดี หน้าที่การงานและเศรษฐานะดีมีชื่อเสียง ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อยู่เป็นเดือนๆ ด้วยเรื่องสงสัยว่ามีความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องเงินๆ ทองๆ และชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายวงการทั้งในและนอกครอบครัว เกิดเป็นประเด็นที่คนในสังคมอยากรู้อยากเห็น และอยาก เม้าท์ กันจนข่าวขายดิบขายดีแบบเทน้ำเทท่า เป็นต้นว่า เขาป่วยจริงหรือไม่ ถูกกลั่นแกล้งหรือเปล่า มีคนในครอบครัวคอยปองร้ายเพื่อแย่งชิงสมบัติหรือไม่ หรือแม้กระทั่งคิดไปถึงเรื่องการถูกกระทำให้ป่วย เช่น ถูกวางยาให้ป่วย โรงพยาบาล รวมถึงหมอฉีดยาให้คนไข้เป็นบ้าหรือป่วยจริงหรือไม่ ใครมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องแบบนี้อีกบ้าง ฯลฯ เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรไม่มีใครรู้ ที่แน่ๆ มีคนบาดเจ็บมากมายดังจะกล่าวต่อไป ในฐานะผู้สังเกตการณ์ฟังดูแล้วน่าหนักใจ เหนื่อยใจ และเศร้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะเท่าที่เห็นหลายๆ คนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวจะคิดเพียงแค่นี้ หรือพูดไปเพียงเพื่อให้สนุกปากโดยมองข้ามความรู้ที่ถูกต้องและแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย
เม้าท์กันไปแล้วได้อะไร...
อย่างที่ทราบกันดี เวลาที่เราดูหนังหรือละคร เรามักจะเกิดอาการ ติด หรืออดมิได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรื่องราวนั้นๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไรบ้าง และเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร บางครั้งมีการสร้างกระแสให้คิดต่อหรือพูดต่ออย่างไม่จบสิ้น ซึ่งเบื้องหลังกระแสมักเป็นการกระทำในเชิงธุรกิจเสียมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเรตติ้งของละครหรือเป็นแผนประชาสัมพันธ์เรื่องเหล่านั้น บ่อยครั้งที่คนสร้างเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มองผลเสียที่จะเกิดตามมาโดยเฉพาะผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่น แต่คิดเฉพาะผลดีที่เกิดแก่ตนเอง เช่น รู้สึกมัน สะใจ มีอะไรให้คิดให้เม้าท์จะได้ไม่เบื่อหรือฟุ้งซ่าน สิ่งเหล่านี้กำลังบ่งชี้ว่าสังคมของเรากำลังก้าวไปสู่ความวิบัติทางความคิด และที่น่ากลัวคือการล่วงละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว นอกจากนี้ผลกระทบในระยะยาวสำหรับการชอบเป็นคน ช่างเม้าท์ นั้นคือ เกิดค่านิยมในการชอบนินทาผู้อื่นโดยไม่เกิดประโยชน์อื่นใด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นข่าวรายวันนั้น เราสามารถหยิบบางประเด็นมาวิเคราะห์เพื่อตนเองและสังคมได้มากมายเพื่อให้เกิด ความรู้ (knowledge) มิใช่เกิด ความรู้สึก (feeling or emotion) แต่เพียงอย่างเดียว
หันมามองละครชีวิตในมุมที่แตกต่างให้เกิดประโยชน์
จากกรณีตัวอย่างข้างต้นนั้น สำหรับคนที่ต้องการติดตามข่าวแบบไม่สามารถปล่อยวางได้ ผมจึงขอแนะนำมุมมองที่เราน่าจะศึกษาหาความรู้ และให้ความสนใจจากกรณีข่าวที่เกิดขึ้นอย่างไรได้บ้าง
• ก่อนตัดสินใจเชื่อตามข่าวที่นำเสนอ ลองเบรคความคิดตัวเองและบอกตัวเองก่อนว่าเรื่องนี้อาจจะมิใช่เรื่องจริงอย่างที่เป็นข่าวก็ได้
• ค่อยๆ หาข้อมูลทีละน้อยๆ แล้วค่อยๆ เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด คุณจะพบว่ามีข้อมูลหลายๆ อย่างที่อาจจะค้านกันอยู่ เพื่อทำให้เราชั่งน้ำหนักว่าเรื่องใดน่าเชื่อถือหรือไม่
• ข้อมูลที่เป็นความเห็นหรือความรู้สึกต่างๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุการณ์นั้นๆ อาจจะไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นเรื่องเล่า (narrative) มิใช่ข้อเท็จจริง(fact) ตามหลักวิชาการ
• ข้อเท็จจริงทางวิชาการบางอย่างอาจจะไม่น่าเชื่อถือเสมอไป กรณีที่มิได้ผ่านการกลั่นกรองมาก่อนนำเสนอ เพราะนักวิชาการหรือ
ผู้เกี่ยวข้องบางคนก็รีบชิงกันนำเสนอข่าวเพราะอยากเป็นข่าวหรือเพราะต้องการตอบโต้อะไรบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง ดังนั้นข้อมูลที่น่าจะเชื่อถือควรมาจากการนำเสนอที่ผ่านการกลั่นกรองจากความเห็นในเชิงวิชาการของนักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ
• เมื่อมีการพูดถึงความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช หรือที่ภาษาชาวบ้านชอบเรียกว่า บ้า นั้น ความจริงคืออะไร โรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดกับใครได้บ้าง คนที่มีความรู้ มีเศรษฐานะดี มีสิทธิเจ็บป่วยได้หรือเปล่า หรือโรคเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะคนจน หรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเท่านั้นหรือไม่
• เรื่องราวในครอบครัวผู้อื่นบางเรื่องไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปรับรู้หรือขุดคุ้ยเพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่สังคมมองว่าน่าสนใจ แต่ก็มีคุณค่าเพียงแค่พูดหรือเม้าท์กันให้สะใจเท่านั้นเอง และถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดกับตนเองหรือครอบครัวของเราเองแล้ว
เราคงไม่อยากให้ใครพูดถึงสักเท่าไร อยากให้คิดถึงคำว่า ใจเขาใจเรา กันมากขึ้น
• การหามุมมองที่เกิดประโยชน์ เช่น แง่มุมทางด้านกฎหมายน่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะให้ความรู้ เช่น กรณีที่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชแล้วทำให้การรับรู้โลกแห่งความเป็นจริง หรือการตัดสินใจบกพร่องไป เมื่อมีการทำนิติกรรมสัญญาลงไปในขณะนั้นจะสามารถฟ้องร้องเอาคืนได้หรือไม่ ดีกว่าการสนใจว่าทรัพย์สินสูญหายไปเท่าไรซึ่งไม่มีประโยชน์ แม้จะสูญหายเพียงเล็กน้อย และไม่คิดจะแก้ไขให้ตรงสาเหตุก็อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อีกในอนาคต
• เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น การนำเอาเรื่องส่วนตัวผู้อื่นมาวิพากษ์วิจารณ์และเติมสีสันเพื่อให้น่าสนใจมากขึ้นนั้น เรากำลังหมิ่นเหม่ที่จะละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ ถ้าเราไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย คงจะเป็นตัวบอกให้ทราบว่าสังคมของเรากำลังสนับสนุนให้คนหลายๆ คนขาดการเคารพสิทธิผู้อื่น และสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมด้อยลงไปอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าเราเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีอิสระแต่ในขณะเดียวกันก็ควรเคารพในสิทธิของผู้อื่นด้วย
• ทำไมโรงพยาบาลจิตเวชที่รักษาคนเจ็บป่วยมาหลายสิบปี ช่วยเหลือสังคมมามากมายจึงถูกมองว่าเป็นสถานที่ที่ไร้คุณธรรมจริยธรรม เพียงแค่ลมปากของคนบางคนที่กล่าวอ้างแบบไร้พยานหลักฐาน ทำไมคนจึงเชื่อเรื่องอย่างในละครน้ำเน่ามากกว่าการมองการกระทำที่ผ่านมาของคนหรือหน่วยงานที่ได้ช่วยเหลือสังคมมาตลอด
• ถ้ามีเรื่องราวแบบนี้หรือคล้ายๆ กันเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา เราจะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ถ้ามีคนป่วยในบ้านที่มีภาวะอันตรายเกิดขึ้นเราจะจัดการอย่างไรบ้าง ภาครัฐมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร การพูดกันถึงกฎหมายสุขภาพจิตนั้นความจริงคืออะไร และจะเกิดประโยชน์ต่อตัวเราและสังคมอย่างไรบ้าง
• ข้อสุดท้ายนี้เป็นข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจและมีความสำคัญมากที่สุด และถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช นั่นก็คือ ผลกระทบที่ตามมาจากกระแสความอยากรู้ของคนในสังคม ความอยากได้ของคนบางคน กิเลส ตัณหาของคนหลายๆ คน ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย (ในที่นี้คือผู้ป่วย) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ถ้าผู้ป่วยทางจิตเวชได้รับการเยียวยาให้หายพอที่จะรับรู้โลกแห่งความเป็นจริงได้แล้วนั้น ผู้ป่วยจะรับรู้เรื่องราวของตนเองอย่างไรที่จะไม่ทุกข์ใจ เศร้าใจ เครียดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่จับตามอง คอยจ้องวิพากษ์วิจารณ์ สถานะทางสังคม อาชีพ วิชาการความรู้ต่างๆ ที่สั่งสมมายาวนานก่อนที่จะป่วย และเป็นหนทางในการทำมาหากินจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ที่อาจจะตามมาได้อีก เช่น โรคซึมเศร้า ปัญหาการปรับตัว การยอมรับเรื่องความเจ็บป่วย และอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นภาระหนักอึ้งที่ทางผู้ป่วยและครอบครัวจะต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน ซึ่งคงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่จะต้องให้การช่วยเหลือต่อไป
เรื่องราวที่ยกตัวอย่างมา รวมถึงมุมมองของคนหลายๆ คนในสังคม เหล่านี้เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่าง
แน่นอน ตราบใดที่เรายังคงแค่ เม้าท์ หรือนินทาว่าร้ายกันโดยไม่มองถึงเหตุผล ใช้แต่อารมณ์ ความมันความสะใจบางครั้งก็ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด แต่บางครั้งเราอาจลืมมองว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่บนความทุกข์กายทุกข์ใจของใครบางคนอยู่หรือไม่ ละครน้ำเน่าจะยกระดับตัวเองขึ้นมาให้เน่าน้อยลงหรือเน่าแบบมีสาระแฝงเข้ามาได้หรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่ที่ผู้กำกับและผู้เขียนบทละครอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ผู้บริโภคสื่อเหล่านั้นด้วยที่จะแยกแยะว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดแค่ผ่านมาแล้วผ่านไป
ไม่เก็บมาใส่ใจให้รกสมอง และในขณะเดียวกันเมื่อเราสามารถมองผู้อื่นที่กำลังประสบปัญหาชีวิตด้วยความเข้าใจและเห็นอก
เห็นใจได้แล้ว เมื่อนั้นสังคมไทยคงจะมีคนที่คิดเรื่องไร้สาระน้อยลงอีกเยอะเลยทีเดียว |
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|