 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
ที่สุดของชีวิต...หรือคิดแค่พอเพียง
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์
ถ้าใครติดตามข่าวสารเป็นประจำ จะสังเกตเห็นข่าวคราวความเป็นที่สุดเกิดขึ้นบ่อยมากทั่วโลก และในจำนวนนั้นก็มีเรื่องราวของ
บ้านเราปะปนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มักจะใช้กลยุทธ์ความเป็นที่สุดมาดึงดูดความสนใจ หรือประชาสัมพันธ์
การท่องเที่ยวไปในตัว บางเรื่องก็ไม่แน่ใจว่าที่สุดจริงหรือไม่ บ้างก็จริงถึงกับได้รับการบันทึกไว้ในกินเนสท์บุ๊คเป็นตัวการันตีถึงความ
ยิ่งใหญ่ และความภาคภูมิใจของผู้ที่คิดเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาโดยไม่สนว่าได้สูญเสียเงินจำนวนมหาศาล หรือแลกกับความเสี่ยงไปเท่าไร นี่คือความคิดของคนบางกลุ่มที่ต้องการความเป็น ที่สุดของชีวิต ที่แม้บางครั้งจะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดของคนอื่นๆ ก็ตาม นอกจากนี้ในยุคบริโภคนิยมที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ ล้วนแต่เน้นความเป็นที่สุด เช่น การให้สิทธิพิเศษต่างๆ อย่างนับแทบไม่ถ้วน
จึงมีคำถามต่างมุมมองว่าเหล่านี้คือที่มาของ ความวิบัติของความพอเพียง หรือไม่
อะไรคือมาตรฐานความเป็น ที่สุด
ถ้าถามผมคงตอบยากมากว่าอะไรคือที่สุด เพราะเชื่อว่ามาตรฐานของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน สำหรับตัวเองก็แทบจะไม่เคยเจออะไรที่เป็น ที่สุดในชีวิต เพราะแค่ ดีกว่าเดิม หรือมีเรื่องใหม่ๆ ให้ขบคิดในแง่มุมดีๆ ก็เป็นสุขแล้ว และก็ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องเป็นที่สุด ไม่ว่าใครจะกำหนดมาตรฐานของตนเองแบบไหนก็ตาม ความเป็นที่สุดนั้นหยุดอยู่ที่ความพอใจนั่นเอง แม้บางครั้งจะต้องแลกมาด้วยสิ่งต่างๆ มากมายทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ในขณะที่พอใจนั้น ตนเองก็อาจตกเป็นเหยื่อของฝ่ายที่อุปโลกน์ความเป็นที่สุดมาให้ก็เป็นได้ ตัวอย่างเช่น การโฆษณาว่าคุณจะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษกว่าคนอื่นๆ จากการใช้บัตรเครดิตที่จะให้ส่วนลดกับคุณมากมายทั่วโลกในการจับจ่ายสินค้า พร้อมมีบริการรถคันหรูรับส่งฟรี เพียงยื่นบัตรก็สามารถแสดงตัวว่าเป็นอภิสิทธิ์ชนทันที แถมความภูมิใจในฐานะทางการเงินที่ดีของตัวเอง เหล่านี้ทำให้ลืมนึกถึงค่าธรรมเนียมรายปีที่แพงไม่ใช่น้อย อีกทั้งการจูงใจให้จับจ่ายแบบไม่ยั้งจนเกิดหนี้สินที่ต้องวิ่งหาเงินมาชำระซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือโฆษณาที่จูงใจให้ซื้อบ้านหลังใหญ่โตทั้งที่อยู่กันเพียงไม่กี่คน ด้วยข้อเสนอเงินกู้จนคิดค่าผ่อนแต่ละเดือนแล้วแทบชักหน้าไม่ถึงหลัง บางคนต้องการลบปมด้อยของตนเองที่เคยยากจนมาก่อน จึงสร้างบ้านหลังใหญ่เพื่อให้คนรอบข้าง เพื่อนฝูงชื่นชมว่า เอ็งทำได้ ทั้งที่เบื้องหลังอาจต้องรัดเข็มขัดจนเอวกิ่วเพื่อหาเงินมาผ่อนให้หมด เหล่านี้เป็นตัวอย่างมาตรฐานความเป็นที่สุดของ
บางคน แล้วคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นเช่นนี้บ้างหรือไม่?
มุมมองทางสังคม : ทำไมต้องเป็นที่สุด...? 
ในบรรดากิจกรรมความเป็นที่สุดต่างๆ ทำไมต้องทำเช่นนั้น? คำตอบส่วนใหญ่อ้างว่าเขาทำเพื่อสังคมส่วนรวม แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปลึกๆ แล้วก็จะพบว่าเขาทำเพื่อตัวเองต่างหาก ตัวอย่างเช่นในบางงานเทศกาลที่ยกเอาเรื่องอาหารการกินมาทำให้ยิ่งใหญ่อลังการเพื่อเรียกร้องความสนใจเอาไปลงข่าว ทั้งที่เราต่างทราบว่าการทำของแบบนี้ในปริมาณมากเกินไปคงยากต่อการควบคุมคุณภาพรสชาติและความสะอาด มีการเสนอข่าวอย่างน่าภาคภูมิใจว่าใช้ส่วนผสมมากมายมหาศาลจนบางทีฟังแล้วอดใจหายไม่ได้ นึกถึงมูลค่าเงินมหาศาลที่ใช้จ่ายไป กับการรับประทานอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ แทบรับประทานไม่ลง อย่างนี้คงต้องเรียกว่าสิ้นเปลืองมากกว่าคุ้มค่า หรือแม้แต่เรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิที่เริ่มต้นประชาสัมพันธ์ถึงความเป็นที่สุดในภูมิภาค พอเอาเข้าจริงก็แทบจะล้มไม่เป็นท่าในความไม่พร้อมอีกมากมาย จะเห็นว่า
ความอยากเป็น ที่สุด เหล่านี้มักจะเกิดจากความคิดของคนบางกลุ่มที่ต้องการการยอมรับจากส่วนรวมที่มีต่อตนเอง ทั้งที่ความจริงแล้วการชื่นชมและยอมรับจากผู้อื่นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเขาได้เห็นการกระทำที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงฟังคำคุยโวโอ้อวดแต่ทำไม่ได้จริง แบบนี้มีแต่ติดลบไปอีกนาน
ทำไมต้องเป็นที่สุด? : มุมมองทางจิตวิทยา
ถ้าใครเคยชมภาพยนตร์เรื่องไททานิก คงจำประโยคคำถามของโรสว่าทำไมเจ้าของเรือไททานิกต้องสร้างเรือให้ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น ด้วยเหตุผลว่าเขามีปมด้อยบางอย่างจึงต้องการทดแทนปมด้อยด้วยการทำสิ่งที่ใหญ่โตอลังการทดแทน (compensation) ครับ แต่ในที่สุดเรือก็ไปไม่รอด ดังนั้น บางทีสิ่งที่ใหญ่โตอลังการมากๆ อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าเพราะยากแก่การควบคุมก็ได้ ถึงจะได้รับการกล่าวขวัญอย่างภาคภูมิในตอนแรกแต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้าอยู่ ผมคิดว่าความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนที่สุดนั้นอยู่ใกล้เราเพียงนิดเดียว นั่นคือ ความพอเพียง ที่อยู่ในใจของเรานั่นเอง ต่อให้เราทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าได้ทำอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และเกิดประโยชน์ที่คุ้มค่าต่อตัวเองและสังคม คุณก็จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และเป็นความรู้สึกดีๆ ที่คงอยู่อย่างถาวรไปจนวันตาย ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีทรัพยากรในใจที่ไม่มีใครด้อยไปกว่ากัน และใช้ได้ไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่าเราจะรู้จักเลือกใช้ให้เป็นหรือไม่และมีความเพียรพยายามมากน้อยขนาดไหนครับ
ความพอเพียง...ที่สุดของชีวิต
ใครๆ ก็กล่าวขวัญถึงความพอเพียงในยุคนี้ ด้วยเดชะบุญของประเทศไทยที่เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และบุญคุณของท่านผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่พยายามสืบทอดปณิธานของพระองค์ท่าน ผมจึงมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวของเศรษฐกิจพอเพียงซ้ำๆ หลายครั้งโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย เป็นการเรียกสติของตนเองกลับมาและทบทวนตนเองมากขึ้น จนได้คำตอบว่าจริงๆ แล้วเรามีสิ่งที่เป็นที่สุดอยู่ในตัวแล้ว แต่เราอาจจะลืมมองหรือลืมคิดไปชั่วขณะ และเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาได้จุดประกายความคิดอีกครั้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราคือบุคคลที่เป็นที่สุดอย่างแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในโลกและในใจของคนไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์มิได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์เองเลย ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำรัสที่น่านำมาขบคิดให้ดีๆ หรือแนวพระราชดำริเป็นร้อยพันโครงการเพื่อคนไทยส่วนรวมทั้งสิ้น ทำให้เราต้องลองย้อนกลับมามองที่ตัวเราเองว่า เราได้ทำอะไรที่เป็นที่สุดเพื่อคนอื่นๆ บ้างหรือไม่? สำหรับตัวผมเองนับว่ายังโชคดีที่ได้ทบทวนแล้วพบว่าตนเองยังใช้ชีวิตอยู่ในความพอเพียงพอสมควรในด้านต่างๆ รวมถึงอาชีพที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกว่าชีวิตโดยรวมแล้วมีความสุข เป็นความสุขในใจไม่ใช่จากวัตถุใดๆ ผมมีความเห็นว่าคนเราถ้ามีความเป็นที่สุดในวัตถุภายนอกมากเท่าไร ก็ย่อมจะทุกข์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะต้องคอยแข่งขัน ดิ้นรนเพื่อให้ได้วัตถุเหล่านั้นมา หรือรอคอยการยอมรับจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ความสุขนั้นอยู่ใกล้แค่เพียงการรู้จักเลือกมุมมองในแง่ดีของชีวิต แม้จะมีเรื่องราวที่เป็นทุกข์ผ่านเข้ามาบ้าง แต่การปรับใจให้คิดไปในทางบวกอยู่เสมอก็จะช่วยทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ครับ
ความเป็นที่สุด...ในแต่ละช่วงชีวิต
ถ้าเราลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในสังคมของเราล้วนแล้วแต่มีกิจกรรมที่ตอบสนองความเป็นที่สุดมากมาย เพียงเพื่อให้เรา สุขที่สุด การคิดและปฏิบัติแบบนี้อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราก็ได้ เพราะธรรมชาติมนุษย์เรามักไม่ชอบค้นหาหรือใช้เวลากับอะไรนานๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นที่สุดของชีวิตมา และถ้ามีทางลัดนำมาซึ่งความเป็นที่สุดได้ก็จะทำ ผมมีตัวอย่างต่อไปนี้ที่ให้ลองพิจารณาดู
• เริ่มต้นจากเด็กน้อยผู้เยาว์วัยอยากมีความสุขจากการได้โน่นได้นี่ โดยเฉพาะของเล่น ของใช้ และวัตถุปรนเปรอความสุขต่างๆ หากพ่อแม่พยายาม ประเคน ให้ด้วยความรัก เด็กบางคนก็อาจเกิดพฤติกรรม ไม่รู้จักพอ และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะร้องไห้ งอน โกรธ จนในที่สุดพ่อแม่ก็ต้องยอม ดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ ฝึกให้เด็กอดทนกับความไม่ได้บ้าง มิใช่ให้ตลอดเวลา จนเด็กไม่ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือที่สุดของความพึงพอใจกันแน่
• เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก็จะเริ่มหาหนทางที่จะทำให้ตนเองมีความสุขที่สุด ณ ตอนนี้มิใช่มุ่งอยู่ที่พ่อแม่เป็นหลักแล้ว แต่มุ่งให้เพื่อนยอมรับซึ่งเป็นธรรมชาติของพัฒนาการของวัยนี้ แต่บางรายก็มากเกินธรรมชาติ โดยการทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และยังคง ทำซ้ำๆ จนนำไปสู่การขาด ยางอาย กลายเป็นพฤติกรรมติดตัวไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือเรื่อง sex ยาเสพติด ติดพนัน ติดอินเตอร์เน็ต ที่เด็กมักคิดว่าเป็นช่องทางลัดในการหาความสุข จึงพยายามหาทางให้ได้รับการตอบสนองมากที่สุด หลายครั้งที่ต้องลงเอยด้วยความผิดพลาดและนำความเสียใจมาสู่ตัวเองและคนรอบข้าง
• เมื่อมาถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (ซึ่งหลายคนยังคิดว่าตนเองเป็นวัยรุ่นอยู่) ความอยากเป็นที่สุดของชีวิตก็คือการทำอย่างไรที่จะยังคงเป็นเด็กได้ แต่มีอิสระเสรีมากกว่าเดิม จึงใช้เวลาหมดไปกับการแสวงหาความสุขในชีวิตที่เคยทำมาตั้งแต่เด็กจนโตไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวเตร่ ติดอินเตอร์เน็ต ติดเกมคอมพิวเตอร์ ติด sex รวมถึงติดสารเสพติดทั้งหลาย นำไปสู่การครองแชมป์อันดับต้นๆ ในการดื่มแอลกอฮอล์ และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาสังคมและบั่นทอนพัฒนาการของสมองเสียมากกว่า ทั้งที่เป็นวัยคุณภาพที่น่าจะใช้ความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาประเทศชาติได้ สิ่งที่ควรปลูกฝังเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ตั้งแต่ในวัยเยาว์คือ การฝึกให้มีระเบียบวินัย (self discipline) รวมถึงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของคนทำงาน
• วัยทำงาน หลายคนอยากประสบความสำเร็จ ที่สุด ในชีวิตการทำงาน มีตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนดีๆ ทำงานสบายๆ จึงแทนที่จะใช้ความพยายามฝึกฝนตัวเองให้เก่ง กลับได้แต่นั่งรอความหวังไปเรื่อยๆ บางคนที่มีพื้นฐานเดิมไม่ดีอยู่แล้วก็อาจหวังความสำเร็จทางลัดด้วยการโกงกินหรือคอรัปชัน แสดงถึงการขาดการพัฒนาทางด้านคุณธรรม (moral development) และจริยธรรมในวิชาชีพ (ethics)
• วัยชรา เป็นช่วงแห่งความเสื่อมถอยของร่างกายหลังจากที่เพียรพยายามเป็นที่สุดในด้านต่างๆ ซึ่งมักจะเป็น เปลือกนอก เสียมากกว่า แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับความเสื่อมถอยในจิตใจที่สั่งสมมานานจากอดีตจนถึงปั้นปลายชีวิต หลายคนเมื่อมองย้อนทบทวนกลับไปไม่พบความภาคภูมิใจที่แท้จริงเลย เพราะทั้งชีวิตมัวทำแต่สิ่งที่ไม่ประเทืองปัญญาเสียมาก แม้จะเป็นข้ออ้างว่าทำเพื่อความสำเร็จแต่ลึกๆ แล้วก็เป็นแค่เพียงการตอบสนองความปรารถนาในใจ (yearnings) เท่านั้นเอง
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงมุมมองที่ผมต้องการนำเสนอให้คุณผู้อ่านได้ลองขบคิดกันดูว่า คุณกำลังเข้าใจอะไรผิดๆ เกี่ยวกับความเป็นที่สุดของชีวิต บ้างหรือไม่? สำหรับผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็น the best หรอกครับ เพียงแค่ทำอะไรให้เป็น the better หรือ ดีกว่า ที่เป็นอยู่ แม้เพียงน้อยนิดเราก็มีความสุขได้แล้ว นอกจากนี้เราต้องยอมรับตัวตนของเราเองว่า สิ่งที่เราคิดไม่จำเป็นที่ต้อง perfect (ครบถ้วนสมบูรณ์) หรือสิ่งที่ทำต้อง magnificent (เลอเลิศ) ทั้งหมด แต่ถ้าเราพัฒนาด้วยใจ สติ ความเพียรพยายาม และยึดมั่นในความ พอเพียง ที่ พ่อของเรา เคยสอนไว้ เพื่อให้เกิด สิ่งที่ดีกว่า...จากสิ่งเดิมที่ดีอยู่แล้ว ไปเรื่อยๆ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่มันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงของความสุข ความภาคภูมิใจของตัวคุณ และจะเป็นความสุขที่ยั่งยืนในอนาคตครับ
|
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|