ธรรมะคลายร้อน
พระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร

     อุณหภูมิความร้อนของเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีนี้ได้ทวีความรุนแรงและร้อนระอุขึ้นทุกวัน แสงแดดแผดกล้า ความร้อนกระจาย
ไปทั่ว ไม่เฉพาะอุณหภูมิของสภาพดินฟ้าอากาศเท่านั้นที่เร่าร้อน แม้แต่สภาพเศรษฐกิจสังคม และการบ้านการเมืองในขณะนี้ก็ร้อนแรง
ไม่แพ้กัน สภาพอากาศที่ร้อนๆ อย่างนี้นอกจากทำให้เกิดความอบอ้าว ความแห้งแล้งต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแล้วยังทำให้หลายคนพลอยรู้อึดอัด ขัดเคือง หงุดหงิด หรือแทบเป็นบ้า แต่นั่นเป็นเพียงความร้อนที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งไม่นานก็จะแปรเป็นความเย็นชุ่มฉ่ำ
เมื่อฤดูฝนเยื้องกรายมาแทนที่ สายฝนโปรยปรายลงมาให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้และแผ่นดิน


     ร้อนกายยังพอทนได้ แต่ร้อนใจยากที่จะคลายร้อน ร้อนใจ ซึ่งไม่มีความร้อนใดเสมอเหมือน ความร้อนใจเมื่อเกิดขึ้น เราไม่อาจ
ดับได้ด้วยน้ำ หรือด้วยอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นเหล่านั้น แม้จะมีสาเหตุมาจากสิ่งภายนอก สาเหตุที่แท้จริงของความร้อนใจนั้นเกิดจากข้างในใจของเราเอง สิ่งนั้น คือ กิเลส ที่หมักดองสะสมอยู่ในใจของเรามาช้านาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เผาลนจิตใจคนเราให้เร่าร้อนกระวนกระวาย เกิดความทุกข์ใจ ความร้อนใจในทุกวันนี้ มี 3 กอง คือ

     ไฟคือราคะ ได้แก่ ความติดใจ กระสัน อยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น อยากเด่น อยากดัง
     ไฟคือโทสะ ได้แก่ ความขัดเคือง ไม่พอใจ โกรธ โมโห คิดประทุษร้าย ทำลายล้าง
     ไฟคือโมหะ ได้แก่ ความหลง งมงาย ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะความจริงของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

     เจ้าไฟสามกองที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ทำลายความสุข ความสงบเย็นของคนเราเป็นอย่างมาก เช่น เมื่อเราโกรธ หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้น
การหายใจก็เร็วขึ้น เกิดอาการหน้าแดง คิ้วขมวด กล้ามเนื้อเกร็ง ร่างกายส่วนสมองจะหลั่งสารพิษอะดรีนาลีนฉีดเข้าไปตามเส้นเลือด อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้น ทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ก่อเกิดโรคภัยต่างๆ ได้ หากเราดับไฟสามกองนี้ได้ ความร้อนอกร้อนใจและความทุกข์ใจก็จะไม่มีอีกเลย ต่อให้อากาศจะร้อนระอุหรือบรรยากาศรอบข้างจะร้อนแรงเพียงใดก็ตามก็ไม่อาจทำให้ใจเราเร่าร้อนไปได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้เต็มไปด้วยเพลิงทุกข์นานาประการ โหมให้ร้อนอยู่โดยทั่ว สัตว์ทั้งหลายยังวิ่งอยู่ในกองแห่งสังสารวัฏ ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน อุปมาเหมือนบุรุษสตรีผู้รวมกันอยู่ในลานกว้างแห่งหนึ่ง และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่อันลุกโพลงอยู่ ต่างคนก็ต่างวิ่งวนกันอยู่และปากก็ร้องตะโกนว่าร้อนๆๆ ครานั้นมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุกๆ คนทิ้งดุ้นไฟในมือตนเสีย ผู้ที่ยอมเชื่อทิ้งดุ้นไฟก็ได้ประสบความเย็น ส่วนผู้ไม่เชื่อก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมร้องตะโกนว่า ร้อนๆๆๆๆ อยู่นั่นเอง

     ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้วและร้องบอกให้เธอทั้งหลาย
ทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้ คือกิเลสทั้งมวลอันเป็นสิ่งเผาลนสัตว์ให้
้เร่าร้อน กระวนกระวาย มิจบสิ้น”
     ไฟไหม้บ้านให้รีบดับไฟนั้นก่อน เมื่อสภาวะอารมณ์อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น จะพอใจหรือไม่พอใจ ให้มีสติรู้ทันอารมณ์เหล่านั้นก่อน หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ไม่ต้องคิดหรือปรุงแต่งไปตามอารมณ์นั้นๆ ให้ดับไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนที่เพลิงจะโหมไหม้จนหมดเนื้อประดาตัว เมื่อดับไฟได้แล้ว จึงมาคิดหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เช่นเดียวกันเมื่อเกิดอารมณ์ไม่ชอบใจขึ้น ไม่ต้องคิดหาเหตุว่าใครผิด ใครถูก แต่ให้ระงับความร้อนใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน โดยการหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เมื่อใจสงบแล้วจึงค่อยตรึกตรองด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุด้วยผล หาเหตุให้เจอแล้วดับที่เหตุนั้น มีสติระลึกรู้สึกตัวเสมอ เปรียบเสมือนได้ติดตั้งเครื่องตัดไฟในใจ อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้าไม่ประมาท คือมีสตินั่นเอง

     เราจะดับไฟ 3 กองนั้นได้อย่างไร? พระพุทธองค์ทรงแนะนำไว้ดังนี้
     ดับไฟราคะ ยินดีพอใจในสิ่งต่างๆ มี รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส อยู่เสมอ ดิ้นรนที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาบำรุงบำเรอตนมิรู้หยุดหย่อน ต้องดับด้วยธรรมะคือ สันโดษ คือพอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ความยินดีในของที่ตนมีอยู่ ไม่ต้องการของที่ตนไม่มี เช่น คนที่มีสามีภรรยาแล้ว ก็ยินดีในเฉพาะภรรยาสามีของตนเท่านั้น ไม่ยินดีพอใจในชายหญิงที่มิใช่ภรรยาหรือสามีของตน เพียงทุกคนประพฤติตนอยู่ในสันโดษ ไม่ล่วงศีลข้อ 3 เพียงข้อเดียว ปัญหาเรื่องการคบชู้ หรือผิดลูก เมีย สามีผู้อื่น ตลอดจนการฉุดคร่า ข่มขืน ก็คงไม่มี คนที่อยากได้ โน่นได้นี่ไม่รู้จบสิ้น หรือไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนได้มา ถ้าใช้ธรรมะข้อนี้ ก็คงเหลือกินเหลือใช้ ไม่ต้องเป็นหนี้สิน หรือไม่ต้องลักขโมย ฉ้อโกง ทุจริต คอรัปชั่น เบียดบังทรัพย์สินของผู้อื่น นั่นคือ ความพอใจเท่าที่ตนมี เท่าที่ตนหามาได้โดยชอบธรรม ถึงถูกกฎหมายแต่ต้องไม่ผิดจริยธรรม หรือพอใจเท่าที่ฐานะของตนจะอำนวยให้ ไม่อยากได้ให้เกินกำลัง เกินฐานะของตนจนออกหน้าออกตา ให้ดำเนินชีวิตตามเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ขาดสันโดษจึงเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะต้องเที่ยวเสาะแสวงหาสิ่งต่างๆ บำรุงบำเรอความอยากของตน เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้ต่อไปอีก ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เศร้าโศกเสียใจอยู่ร่ำไป
     ดับไฟโมหะ คือ ความโง่ งมงาย หลงใหล ไร้สาระนั้น ไม่สามารถแก้ได้ด้วยธรรมอื่น นอกจากเจริญปัญญา ความรอบรู้ พิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยการเข้าไปคบหาสมาคมกับท่านผู้รู้บ้าง ฟังคำสั่งสอนของท่านบ้าง คิดไตร่ตรองตามธรรมที่ท่านสอนและปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมตามโอกาสเวลาที่มี คนเราถ้าเพียงเข้าไปคบหาบัณฑิตท่านผู้รู้แต่ไม่ฟังธรรมของท่าน ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด แม้ฟังแล้วสักแต่ว่าฟัง ไม่เอาใจใส่หรือไตร่ตรองให้เข้าใจ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด หรือแม้ไตร่ตรองแล้วเข้าใจแล้ว ไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน เพราะฉะนั้นคนเราที่จะพ้นจากความโง่ความหลงใหลได้
     ดับไฟโทสะ คือความ ขี้โกรธ ริษยา อาฆาต พยาบาท เห็นใครดีกว่าไม่ได้นั้น ต้องใช้พรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นเครื่องแก้ การปลูกเมตตาความรักลงในบุคคลทั่วไป ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ในลักษณะที่ว่า เราเกลียดทุกข์รักสุขอย่างไร คนอื่นเขาก็เกลียดทุกข์รักสุขอย่างนั้น ความรักด้วยเมตตานั้นเป็นความปรารถนาให้คนและสัตว์ทั่วไปทุกหมู่เหล่าทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก มีความสุข ปราศจากทุกข์เวรภัยทั้งปวง โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เมื่อเห็นเขาได้ดีมีสุข พ้นจากความทุกข์เดือดร้อนก็มี ดับไฟคือความโกรธได้อยู่เป็นสุข
     สมัยพุทธกาลมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ อักโกสะ มีความโกรธแค้นพระพุทธเจ้ามาก ที่แสดงธรรมจนเพื่อนพราหมณ์ของเขาเลื่อมใสแล้วพากันออกบวชจนหมด เขาผูกใจเจ็บเก็บความแค้นมานาน วันหนึ่งเขากลั้นความโกรธไม่ไหว จึงตามมาด่าพระพุทธเจ้าด้วยคำด่าที่หยาบคาย ต่างๆ นานา พระพุทธองค์ก็ทรงเฉย ไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว ฝ่ายอักโกสะก็ด่าจนเหนื่อยหอบหมดแรงจึงหยุดพัก พระพุทธองค์จึงถามว่า “อักโกสะ ถ้ามีญาติพี่น้องมาที่บ้านท่าน ท่านยกอาหารอย่างดีมารับรอง แต่ญาติพี่น้องนั้นไม่บริโภคอาหารของท่านเลย ท่านจะเอาอาหารนั้นไปให้ใคร” “ผมก็บริโภคเองสิ จะเอาไปให้ใครที่ไหน” เขาตอบห้วนๆ พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “เรื่องนี้ก็เช่นกัน ท่านด่าเราผู้ไม่โต้ตอบ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่รับคำด่าและความโกรธที่ท่านให้เรา สิ่งนั้นก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียว” อักโกสะได้ฟังก็เกิดความเลื่อมใส หายโกรธเป็นปลิดทิ้งแล้วทูลขอบวชทันที ทำให้นึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า
     “โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก พระอริยเจ้าสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก” เพราะความโกรธนั้นเกิดขึ้น เพราะได้กระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว ผู้นั้นย่อมลืมตัว ลงมือทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้ ความโกรธปิดบังปัญญาเสียสิ้น ขาดการพินิจพิจารณาว่า อะไรถูก อะไรควร หากความโกรธนั้นรุนแรง ก็อาจฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำร้ายผู้มีพระคุณ ย่อมฆ่าและทำร้ายได้แม้แต่ตนเอง ตลอดจนทำอะไรที่ร้ายแรงเป็นบาปอกุศลได้ทั้งสิ้น โทสะนั้น มิได้หมายความเฉพาะความโกรธเท่านั้น แม้ความที่จิตใจไม่ปลอดโปร่ง ไม่แช่มชื่นขุ่นมัว ก็ชื่อว่าโทสะ แต่เป็นโทสะที่ไม่รุนแรง ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ก็ทำให้ตนเองเดือดร้อน ไม่สบายใจ แม้ความริษยาไม่อยากเห็นใครได้ดีหรือดีกว่าก็อาศัยความไม่ชอบใจเช่นกัน
     “ความร้อนที่เกิดจากไฟ ย่อมเผาไหม้สิ่งทั้งหลายให้เป็นเถ้าถ่านไป ตราบที่ยังไม่สิ้นเชื้อ ฉันใด
     ความร้อนที่เกิดจากกิเลส ก็ย่อมเผาไหม้จิตใจของผู้ที่มีกิเลส ให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิจ
     ตราบเท่าที่ยังทำลายกิเลสให้หมดไปสิ้นเชิงไม่ได้ ฉันนั้น”
     เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงนิทานอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับประเด็นที่พูดถึงนี้ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว
     ในสมัยโบราณมีซามูไรรูปงามนามว่า เซนไก เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขุนนางท่านหนึ่ง เนื่องจากเซนไกเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของภรรยาขุนนาง เธอทอดสะพานให้จนเซนไกหน้ามืดตามัวลืมตัวลืมหน้าที่ด้วยถูกไฟราคะเผาลน จึงลักลอบเป็นชู้กับภรรยาขุนนาง ต่อมาขุนนางผู้เป็นสามีจับได้ว่าถูกสวมเขา เซนไกจึงฆ่าปิดปากขุนนาง ผู้นั้นเสีย แล้วพาภรรยาของเขาหนีไป เมื่ออยู่ด้วยกันจนความรักความใคร่เริ่มจืดจางเป็นเหตุให้นางแหนงหน่ายและแยกทางกัน
     เซนไกจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายและเริ่มมองเห็นความผิดของตนเอง สำนึกได้ รำพึงว่าทำอย่างไรหนอจึงจะลบล้างบาปกรรมนี้ได้ วันหนึ่งเซนไกผ่านมาที่ภูเขาสูงชันลูกหนึ่ง ประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรผ่านภูเขาลูกนี้ต้องเสี่ยงอันตรายปีนป่ายข้ามไป เขาจึงตกลงใจเจาะภูเขาเพื่อเป็นทางสัญจร เขาทำด้วยความเหนื่อยยาก ทำเพียงลำพังผู้เดียวแต่จิตใจเต็มไปด้วยความสุขเพราะเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำแม้ยากลำบากแต่ผลที่ได้คือประโยชน์ของคนจำนวนมาก เขาทำเช่นนี้ทุกวันเป็นเวลา 30 กว่าปี โดยไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำได้
     เหมือนกรรมติดจรวด บุตรของขุนนางที่ถูกฆ่า บัดนี้โตเป็นหนุ่มใหญ่และเป็นซามูไร เที่ยวตามหาเซนไกเพื่อล้างหนี้แค้นแทนบิดา เมื่อมาพบเขาที่นี่จึงจะลงมือแก้แค้น เซนไกขอร้องวิงวอนว่า อย่าเพิ่งทำลายทางแห่งบุญโดยการเอาชีวิตของเขาตอนนี้เลย ขอเวลาอีก 2 ปี เมื่อเจาะภูเขาเสร็จแล้วก็จะชดใช้ด้วยชีวิต ซามูไรหนุ่มเห็นว่าคำขอร้องมีเหตุผล และเห็นว่าเซนไกไม่มีทางหนีรอดไปได้จึงตกลงรอคอย ขณะที่รอดูการทำงานเจาะภูเขาของเซนไก จึงเกิดความเห็นใจ และในบางครั้งซามูไรหนุ่มก็ลงมือช่วยทำงานด้วย เมื่องานเจาะภูเขาลุล่วง ต่อไปก็เหลือแต่งานแก้แค้น
     เซนไกนั่งขัดสมาธิก้มหน้าก้มคอลงเพื่อให้ซามูไรหนุ่มใช้ดาบฟัน แต่แล้วซามูไรหนุ่มก็กลับเก็บดาบเข้าฝัก ทรุดตัวลงเบื้องหน้าเซนไก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะฆ่าครูของข้าพเจ้าได้อย่างไร” เพราะในช่วง 2 ปีที่เฝ้าดู ซามูไรหนุ่มได้บทเรียนแห่งการใช้ชีวิตว่า คนที่เคยชั่วเมื่อเขาสำนึกแล้ว มิใช่ว่าจะกลับมาเป็นคนดีไม่ได้ ควรให้โอกาสแก่ผู้ซึ่งกลับตัวเป็นคนดี ความร้อนด้วยไฟพยาบาทที่อยู่ในจิตใจของซามูไรหนุ่มมานานจึงดับมอดลง ใจของเขาเกิดสะอาดสว่างสงบเย็นและเป็นสุขเมื่อรู้จักให้อภัย และเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
     แม้สภาพอากาศจะร้อนแรงแค่ไหน สภาวะรอบกายจะร้อนระอุปานใด หรือไม่ว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นจะมากมายขนาดไหน ขอเพียงเรามี “รอยยิ้มเล็กๆ ในดวงใจ” บ่มเพาะสติ เจริญปัญญา เมตตา และอภัยไว้ ไม่ช้าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขก็จะเจริญงอกงาม และเชื้อเชิญให้เมล็ดฝนแห่งความสงบเย็นหลั่งมารดรินโปรยปรายดับคลายความร้อนในดวงใจของเราได้

      “เย็นไว้โยม” สาธุ





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.