ไปบริจาคเลือดกันดีกว่า
14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก HealthToday ฉบับนี้เราจึงขอชวนคุณผู้อ่านทำบุญด้วยการไปบริจาคโลหิตกันดีกว่าค่ะ เป็นการทำบุญที่ใช้ทรัพท์ที่อยู่ในตัวเรา อุทิศให้ด้วยใจ เพื่อต่อชีวิตให้กับผู้อื่นได้อีกหลายคน สำหรับผู้ที่สนใจจะไปบริจาคโลหิตแต่ยังไม่เคย เรามีข้อแนะนำและข้อมูลควรรู้มาฝากกัน ซึ่งเมื่อคุณอ่านแล้วอาจรู้สึกว่าข้อจำกัดมากมาย นั่นก็เพราะเป็นข้อกำหนดมาตรฐานสากลเพื่อให้ได้เลือดที่ปลอดภัยสมบูรณ์ที่สุดที่จะมอบให้กับชีวิตผู้อื่นต่อไป
ผู้ที่จะสามารถบริจาคโลหิตได้ตามมาตรฐานของสภากาชาดไทยต้องมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป อายุ
ระหว่าง 17 - 60 ปี ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี) ไม่มีโรคประจำตัว และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และความปลอดภัยของผู้ที่จะรับโลหิตของคุณต่อไป ต้องไม่ติดเชื้อซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เอดส์ ไขมันในเลือดสูง และมาลาเรีย ซึ่งหากไม่มั่นใจว่าโลหิตของตัวเองปลอดเชื้อ กรุณางดบริจาคนอกจากนี้คุณต้องพิจารณาข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้ด้วยได้แก่

1. อยู่ระหว่างตั้งครรภ์
2. อยู่ในระยะให้นมบุตร
3. คลอดบุตร หรือแท้งบุตร ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
4. ท้องเสีย ท้องร่วง ภายใน 7 วัน ที่ผ่านมา
5. น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนและรักษารากฟันภายใน 3 วันที่ผ่านมา
7. ได้รับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 6 เดือน หรือผ่าตัดเล็กภายใน 7 วันที่ผ่านมา
8. มีอาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรืออื่นๆ
9. เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี
10. เคยเจ็บป่วยต้องรับโลหิตของผู้อื่นในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
11. เข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุมในระยะ 1 ปี หรือป่วยเป็นมาลาเรียในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
12. พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
* มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของคุณ
* มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน (เฉพาะเพศชาย)
* คู่ของคุณมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น
* คู่ของคุณมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน (เฉพาะเพศหญิงที่มีคู่เป็นชาย)
13. เคยเจ็บป่วยต้องรับโลหิตของผู้อื่นที่ประเทศอังกฤษ ในระหว่างปี พ.ศ.2523-2539
14. เคยพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ในระหว่างปี พ.ศ.2523-2539 เป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป
15. อยู่ในระหว่างมีรอบเดือน (เฉพาะสตรี)
16. เพิ่งรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ภายใน 6 ชั่วโมง
17. รับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดข้อหรือยาอื่นๆ
18. รับประทานยาแก้อักเสบ หรือยาอื่นๆ
19. เคยเป็นโรคตับอักเสบหรือมีคนในครอบครัวเป็น
20. เป็นโรคหอบหืด ลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง ไอเรื้อรัง วัณโรค ภูมิแพ้ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ไทรอยด์ มะเร็ง โรคโลหิตออกง่าย-หยุดยาก หรือโรคอื่นๆ
21. เจาหะหูหรืออวัยวะอื่น สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม
22. เคยรับวัคซีน เพื่อป้องกันโรคภายใน 2 เดือน
23. เคยรับเซรุ่มภายใน 1 ปี
24. วัดความดันโลหิตพบว่าต่ำกว่าปกติก่อนการบริจาค
หากคุณมั่นใจว่าอยู่ในข้อกำหนดที่สามารถบริจาคโลหิตได้ คือมีสุขภาพสมบูรณ์ พร้อมที่จะบริจาค เรามีข้อแนะนำดังนี้
การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
* นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
* รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
* รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
* ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
* งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
* งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี
หลังบริจาคโลหิตควรปฏิบัติดังนี้
* ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
* หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
* ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
* ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
* ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
* รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
คุณทราบไหมว่าเลือดที่เราได้บริจาคไปนั้นเป็นเลือดเพียง 8-10% ของปริมาณเลือดที่มีอยู่ในร่างกาย ถูกเก็บบรรจุในถุงพลาสติก (BLOOD BAG) ตั้งแต่ 350-450 มิลลิลิตร (ซี.ซี.) ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ทำให้ร่างกายมีอาการใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามควรปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นหลังการบริจาค ร่างกายจะสร้างเลือดใหม่ขึ้นทดแทนอย่างรวดเร็ว ใกล้เคียงกับระดับปกติภายในเวลาประมาณ 1 เดือนเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องวิตกกังวลว่าบริจาคแล้วร่างกายไม่สามารถจะสร้างเลือดทดแทนได้อย่างเพียงพอ โดยทั่วไปเราจะสามารถบริจาคเลือดได้ซ้ำทุก 3 เดือน อย่างไรก็ตามควรจะรับประทานยาบำรุงเลือดที่ทางสภากาชาดหรือศูนย์รับบริจาคเลือดให้มาเวลาที่เราไปบริจาคเลือด เพราะธาตุเหล็กที่มีอยู่ในยาบำรุงเลือด ร่างกายจะนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดใหม่ที่สมบูรณ์ต่อไป
เลือดที่เราบริจาคไปนั้นทางศูนย์บริการโลหิตจะนำไปแยกเป็นส่วนๆ ถึง 4 ส่วน เพื่อนำไปให้คนไข้ในลักษณะที่แตกต่างกัน คือ
* ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่ในการนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
* ส่วนที่เป็นน้ำเลือด ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ร่างกายมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือกรณีที่เป็นโรคตับ หรือมีภาวะการขาดโปรตีน
* ส่วนที่เป็นเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการห้ามเลือดไม่ให้ไหลเวลาที่เกิดบาดแผล
* ส่วนที่เป็นตะกอนเลือด เรียกว่า ไครโอพรีซิบปิเตท (cryoprecipitate) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด จากการที่ขาดสารบางอย่าง เช่น แฟคเตอร์ VIII, และ fibrinogen
ดังนั้นนอกจากบริจาคโลหิตแล้ว คุณอาจยังสามารถเลือกบริจาคบางส่วนของเลือดได้ด้วย ได้แก่ พาสมา เกล็ดเลือด หรือเม็ดเลือดแดง จะเห็นว่าเลือดที่บริจาคไปเพียง 1 ถุง ถูกนำไปแยกและใช้ประโยชน์อย่างมากมาย โดยนำไปช่วยคนได้มากถึง 4 คน เลือดของเราสามารถช่วยชีวิตคนได้หลายชีวิต คุ้มค่ากับเวลาที่สละไปในการไปบริจาคเป็นอย่างยิ่ง อย่าลังเลที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นการช่วยที่เกือบจะไม่ต้องลงทุนเลย
เลือกอาหารที่เสริมสร้างธาตุเหล็กเพื่อบำรุงเลือด
การขาดธาตุเหล็กมีผลต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย เพราะจะทำให้ปริมาณการสร้างโลหิตของร่างกายน้อยลง โดยธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินที่เป็นสีของเม็ดโลหิตแดง ซึ่ง 58 % ของธาตุเหล็กในร่างกายจะอยู่ในกระแสโลหิต ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ตามกล้ามเนื้อ น้ำย่อยต่างๆ ในเซลล์ทั่วร่างกาย และบางส่วนถูกเก็บสะสมไว้ในกระดูก ตับและม้าม ทั้งนี้แต่ละคนต้องการธาตุเหล็กในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ขนาดร่างกาย และภาวะโภชนาการของแต่ละคน
ธาตุเหล็กมีมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อ ไก่ หมู ตับ เป็นต้น ธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าธาตุเหล็กที่มีอยู่ในพืช ซึ่งมีมากในผักใบเขียวและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ขณะเดียวกันผักและผลไม้ ที่มีวิตามินสูงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายให้ดีขึ้น พร้อมกันนั้นควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 และกรดโฟลิคร่วมด้วย เนื่องจากขบวนการสร้างเม็ดโลหิตแดงจากธาตุเหล็กจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารเหล่านั้น
ส่วนคนที่รับประทานมังสวิรัติ จำเป็นต้องรับประทานถั่วเหลือง เต้าหู้ และพืชผักให้มาก จึงจะได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ
สนใจไปบริจาคโลหิต ...ที่ไหนได้บ้าง
* ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
เปิดรับบริจาคโลหิตทุกวัน ยกเว้นวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี
วันจันทร์,พุธ,ศุกร์ 08.00-16.30 น.
วันอังคาร,พฤหัสบดี 07.30-19.30 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 08.30-15.30 น.
ศูนย์บริการ โลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ : 0-2263-9600-99 ต่อ 1752,1753
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า โทร.0-2468-1116-20
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ สถาบันพยาธิกรมแพทย์ทหารบก รพ.พระมงกุฎเกล้า โทร.0-2245-8154
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.ตำรวจ โทร. 0-2252-8111 ต่อ 4146
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.รามาธิบดี โทร. 0-2246-1057-87
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช โทร.0-2531-1970-99 ต่อ 27109-10
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล โทร. 0-2243-0151-6
* สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ (ในวันและเวลาราชการ)
* เวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
งานบริการทางเวชศาสตร์การธนาคารเลือด
ห้องรับบริจาคเลือด (ขึ้นลิฟท์ด้านตึก 72 ปี ชั้น 3) โทร.02-419-7492 ต่อ123
ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-18.30 น.
เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น.
(พักเที่ยงในวันหยุดนักขัตฤกต์)
อ้างอิง : - http://www.blooddonationthai.com/index.asp?&title=Home+Page
- นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล. ต่อชีวิตผู้อื่นด้วยเลือดของคุณ : HealthToday ฉบับ 4 กรกฏาคม 2544
|