3

รู้จัก...โรคอุบัติใหม-อุบัติซ้ำ-ไข้หวัดใหญ่2009


        คุณสังเกตหรือไม่ว่าในช่วงสองทศวรรษหลังมานี้มีโรคมากมายที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนระบาดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงคร่าชีวิตพลโลกได้ง่ายดาย ในขณะที่โรคเดิมๆ ที่เคยรู้จักมานานและคิดว่าสาบสูญหรือสยบรักษาได้ในอดีต กลับคืนชีพมาระบาดใหญ่อีกครั้ง แถมการกลับมาครั้งใหม่นี้ก็ทวีความรุนแรงกว่าเก่า รักษายากขึ้น และดื้อยามากขึ้น จนนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เคยคิดว่าสามารถเอาชนะโรคเหล่านั้นได้แล้วต้องกุมขมับเร่งคิดค้นยาใหม่ๆ มารักษาอย่างไม่หยุดยั้ง เราเรียกโรคเหล่านี้ว่า “โรคติดต่ออุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ” ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือเป็นโรคที่ติดต่อครอบคลุมในวงกว้าง แพร่ข้ามสายพันธุ์ในสัตว์ต่างๆ หรือแพร่ระบาดมายังคนได้ และกลายเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ระหว่างคนสู่คน ก่อความรุนแรงและผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิตและระบบเศรษฐกิจ
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization :WHO) ให้ความหมายของสองคำนิยามนี้ไว้ดังนี้

        *  โรคติดต่ออุบัติใหม่ (Emerging infectious disease :EID ) ได้แก่ โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่ (New
infectious disease :NID) รวมถึงโรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ (New geographical areas) ที่เกิดกับคนเพิ่มขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้
        โรคที่เราคุ้นเคยกันในเอเชียและบ้านเรา เช่น โรคทางเดินหายใจรุนแรง หรือ SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตระกูลโคโรนาไวรัส เมื่อติดเชื้อจะทำให้มีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะมาก หนาวสั่น เจ็บคอและไอแห้งๆ โรคนี้มีจุดกำเนิดอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน แพร่ระบาดไป 29 ประเทศ มีผู้ป่วยเกือบ 9,000 ราย เสียชีวิต 700 กว่าราย ไข้หวัดนก (H5N1) แพร่มาจากสัตว์ปีกสู่คน มีการระบาดใหญ่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-ปัจจุบัน ใน 15 ประเทศ พบผู้ป่วยเกือบ 400 ราย เสียชีวิต 245 ราย ซึ่ง 3 ประเทศที่ระบาดมากที่สุดในโลก คือ เวียดนาม ไทยและอียิปต์ ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย จะเห็นว่าเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก
        ล่าสุดที่เราทุกคนยังต้องระวังตัวเองให้ดี เพราะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 (Influenza A(H1N1)) หรือที่เรียกทั่วไปว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจากเม็กซิโกไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 6,000 ราย เสียชีวิตกว่า 60 คน ภายในระยะเวลาเฝ้าระวังเพียง 2 เดือน (เมษายน-พฤษภาคม-รวมทั้งไทยที่พบผู้ติดเชื้อด้วย แต่กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่ารักษาหายแล้ว) ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้เป็นการผสมผสานข้ามสายพันธุ์กันระหว่างไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหมู ไวรัสไข้หวัดนก และไวรัสไข้หวัดใหญ่ในคน จนได้เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา สามารถแพร่กระจายการติดเชื้อได้ระหว่างคนสู่คน ผู้ติดเชื้อจะมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่จากภาวะปอดบวมหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
        * โรคอุบัติซ้ำ (Re-emerging infectious disease) หมายถึงโรคที่รู้จักกันอยู่แล้ว เคยแพร่ระบาดในอดีต แต่กลับมา
ระบาดใหม่หลังจากที่เคยสงบลงไปนานแล้ว เช่น เอดส์ มาลาเรีย วัณโรค ถือเป็นสามโรคอุบัติซ้ำหรือ Big Three ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปีเลยทีเดียว จนบัดนี้ก็ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของทั่วโลก
        ทั้งนี้ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีหลายโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำที่เคยแพร่ระบาดในพื้นที่ห่างไกลหรือทวีปอื่น ปัจจุบันได้แพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย เช่น โรคชิกุนกุนยา เป็นโรคติดต่อนำโดยยุงลายบ้าน ผู้ติดเชื้อจะมีไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อาการปวดข้ออย่างรุนแรง บวม อักเสบ พบการระบาดครั้งแรกในทวีปแอฟริกา เมื่อปี พ.ศ.2495 แต่ปัจจุบันแพร่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ในไทยพบมากที่ภาคใต้ โรคนี้ทำให้มีผู้ติดเชื้อนับล้านคน โรคมือเท้าปาก เกิดจากเชื้อเอนเทรอโรไวรัส 71 ทำให้มีอาการไข้ต่ำๆ ปาก มือ และเท้าเปื่อย สั่น กระตุก พัฒนาเป็นโรคก้านสมองอักเสบ แขน ขาอ่อนแรง อัมพาต และน้ำท่วมปอด มีผู้ติดเชื้อกว่าแสนคนในเอเชียรวมทั้งไทย ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก ความรุนแรงของโรคทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน โรคไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบและโลหิตเป็นพิษ ระบาดในแอฟริกาและเอเชีย ผู้ป่วยเกือบแสนคน ส่วนในประเทศไทย ระบาดในปี 2550-ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเกือบ 50 ราย เสียชีวิต 21 ราย มีระยะการระบาดตลอดทั้งปี ไข้เลือดออกเด่งกี่ เกิดจากเชื้อไวรัสเด่งกี่ ที่มียุงเป็นพาหะ ทำให้มีไข้สูง มีเลือดอก ตับโต และช็อกได้ ส่วนใหญ่เป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีการแพร่ระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และอเมริกาเหนือ จากอดีต-ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการคิดวัคซีนป้องกันมานานแต่ยังไม่สำเร็จ โรคฉี่หนู จากเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปโรสิซ พบเชื้อตามดินโคลน แหล่งน้ำ สัตว์ที่เป็นรังโรค ได้แก่ หนู หมู วัว ควาย สุนัข สัตว์กัดแทะ อาการจากการติดเชื้อทำให้มีไข้สูง ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตาเหลือง ปอดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิตได้ โรคนี้ระบาดมากในฤดูฝน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
        นอกจากนี้ยังมีโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำอีกมากมายในหลายภูมิภาคของโลกที่ยังระบาดไม่หยุด เช่น ไข้เลือดออกอิโบลา ที่ระบาดในแอฟริกามีอัตราเสียชีวิตถึง 50% โรคติดเชื้อนิปาห์และเฮนดรา มีแหล่งรังโรคคือค้างคาวกินผล เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเฮนดราเป็นไวรัสที่ค้นพบใหม่ ครั้งแรกที่เกิดจากโรคปอดในม้าในประเทศออสเตรเลีย ส่วนนิปาห์ระบาดมากในมาเลเซียและบังคลาเทศ อัตราเสียชีวิตจากโรคสูงถึง 54.5% โรคเวสต์ ไนล์ เป็นโรคที่แพร่จากยุงกว่า 20 ชนิด ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ระบาดอย่างรุนแรงในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2542-ปัจจุบัน มีผู้ป่วยกว่า 1,000 รายต่อปี โรคไข้เลือดออกในเกาหลี เกิดจากเชื้อฮันตาไวรัส มีหนูเป็นแหล่งรังโรค ผู้ติดเชื้อจะมีอาการรุนแรงทางระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ก็ยังมีโรคระบาดอื่นๆ อีกหลายโรคที่ยังระบาดในหลายพื้นที่ของโลก
        โรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำเกิดขึ้นมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง 60.3% ของจำนวนโรคอุบัติใหม่ทั้งหมดเป็นโรคที่ติดต่อมาจากสัตว์สู่คน มักมีต้นเหตุมาจากสัตว์ป่า ทั้งนี้ U.S. Institute of Medicine (National Academic Press,Washington,D.C.,1992) รายงานการแยกสาเหตุของโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำว่ามาจาก
        * การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร และพฤติกรรมของมนุษย์
        * ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
        * การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ดิน
        * การเดินทางท่องเที่ยวและการค้าที่เข้าถึงกันทั่วโลก
        * การเปลี่ยนแปลงและการกลายพันธุ์ของเชื้อจุลินทรีย์
        * ความล้มเหลวของมาตรฐานสาธารณสุข

        แน่นอนที่สุดองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงและส่งเสริมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของโลก นับแต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกที่แออัดนำมาสู่ขยะล้นเมือง กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค การพัฒนาทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมมีผลต่อทรัพยากรและธรรมชาติ การขยายถิ่นฐานรุกล้ำผืนป่ามากขึ้น ก็ทำให้มนุษย์ได้รู้จักับโรคจากสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนติดต่อมายังคน สิ่งเหล่านี้เกี่ยวโยงกับภาวะโลกร้อนที่ก่อผลกระทบซับซ้อนต่อระบบนิเวศน์ ทั้งความแห้งแล้ง ภัยธรรมชาติ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และการแพร่ระบาดของสัตว์พาหะนำโรค นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสจากปัจจุบันเมื่อถึงปี 2020 จะทำให้โรคมาลาเรียแพร่ระบาดไปได้ทั่วทั้งโลกไม่มีพื้นที่ใดอีกแล้วที่จะปลอดจากเชื้อมาลาเรีย เนื่องจากภาวะโลกร้อนมีผลโดยตรงต่อโรคที่มาจากการขยายพันธุ์ของยุงไปสู่พื้นที่ที่ไม่เคยมียุงมาก่อน ผนวกกับการเดินทางถึงกันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการค้าก็เป็นช่องทางการพาเชื้อโรคติดตัวไปยังแหล่งใหม่ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นตัวอย่าง
        การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตสร้างโรคที่ชัดเจนคือ ความเบี่ยงเบนทางเพศมากขึ้น รักร่วมเพศ การเปลี่ยนคู่สูงขึ้นในสังคมสมัยใหม่ ไม่เพียงโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ต่างๆ ก็แพร่ระบาดมากขึ้นรวดเร็วด้วย เช่น เอดส์ ไวรัสตับอักเสบ C และไวรัสตับอักเสบ B
ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับการกลับมาของโรคอุบัติซ้ำเห็นจะเป็นการใช้ยาต้านแบคทีเรียและยาต้านไวรัสอย่างไม่ระวัง ยาต้านแบคทีเรียและต้านไวรัสถือเป็นก้าวใหญ่ของการพัฒนาของอุตสาหกรรมยาในศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน นำไปสู่การใช้อย่างแพร่หลายตลอดจนการใช้เกินจำเป็น ในที่สุดเกิดการดื้อยาของเชื้อโรค เช่น วัณโรค ไม่เพียงแต่โรคที่เกิดในคนเท่านั้น ยังรวมไปถึงการควบคุมโรคในปศุศัตว์ ซึ่งก็ทำให้โรคในสัตว์ดื้อยาในระยะยาวเช่นกัน
นอกจากนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องเผชิญกับภัยของโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำคือ การกลายพันธุ์ของไวรัส ที่มนุษย์ดูจะเอาชนะยากที่สุด เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดที่อาจเคยสนองตอบต่อวัคซีนป้องกัน ก็สามารถพัฒนาสายพันธุ์ตัวเองให้แข็งแรงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม และมีการผสมผสานข้ามสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลา แม้แต่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasoning Influenza) เมื่อเป็นแล้วยังต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เหมือนที่บางท่านกล่าวว่า
        “ จุลินทรีย์และสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ว่ายผ่านกระแสธารแห่งวิวัฒนาการได้เร็วกว่ามนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร แบคทีเรียแพร่ขยายเพิ่มจำนวนขึ้นทุกๆ 30 นาที กว่าหนึ่งพันปีมาแล้วที่พวกมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าเราเสมอ การวิจัยแต่ละก้าวของเรายังต้องคอยไล่ให้ทันวิวัฒนาการของพวกมัน จุลินทรีย์อยู่บนโลกนี้มาแล้วสองพันล้านปีก่อนมนุษย์ก่อเกิด มันเรียนรู้กลวิธีที่จะมีชีวิตรอดทุกรูปแบบ และดูเหมือนว่ามันก็จะยังคงอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสองพันล้านปีหลังจากพวกเราจากไป” (Richard S. Krause, M.D. 1998)
ดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะปฏิเสธยากยิ่ง สิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุดเห็นจะเป็นการดูแลโลกใบนี้ด้วยการคืนสมดุลให้กับธรรมชาติอย่างเร็วที่สุด ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน และรู้จักป้องกันตนเองให้แข็งแรงมากที่สุดด้วยภูมิต้านทานในร่างกายตนเองนั่นเอง

รับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1
        เชื้อชนิดนี้ติดต่อได้โดยละอองฝอย สิ่งคัดหลั่งที่ไอจามออกมาจากผู้ป่วย ที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า จากสัมผัสเชื้อที่ติดอยู่ที่สิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ผ้าเช็ดมือที่ใช้ร่วมกัน เมื่อใช้มือไปจับถูกเชื้อแล้วมาแคะจมูกหรือขยี้ตา เชื้อก็จะเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ ร่างกายจะต่อต้านการติดเชื้อโดยแสดงอาการของไข้ หากเชื้อกระจายไปในเนื้อปอด จะทำให้เกิดปอดบวม ไอถี่ขึ้นและเหนื่อยง่าย หากรักษาโดยการกำจัดเชื้อไม่ทันและการรักษาแบบประคับประคองไม่ดีพอจะทำให้เสียชีวิตได้
การดูแลตัวเองและรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง
        * ควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์
        * สร้างสุขนิสัยป้องกันโรค โดยเน้นการกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง (เชื้อนี้ตายง่ายที่อุณหภูมิ 75 ?c นาน 5 นาที หรือ 100  ?c นาน 1-3 นาที)
        * หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก็สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างง่ายดาย
        * คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ควรเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนหากไม่มีเหตุจำเป็น โดยเฉพาะในประเทศที่มีการระบาด
        * หากหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้หรือต้องอยู่ในที่แออัด เช่น สถานที่ประชุมเป็นเวลานาน มีระบบถ่ายเทอากาศเป็นระบบปิด แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของสาธารณะที่คนอื่นใช้ร่วมกัน (ให้เตรียมของใช้ส่วนตัวไปด้วย)
        * ผู้ที่เป็นไข้หวัด ควรใช้หน้ากากอนามัยชนิด N95 โดยผู้ป่วยต้องใช้เป็นอันดับแรก ผู้ดูแลเป็นอันดับต่อมา
        * ข้อแนะนำในการไอและจามไม่ควรใช้มือปิดปาก จมูก เพราะในที่สุดเชื้อจะอยู่ที่มือ เมื่อมือไปจับสิ่งต่างๆ ทำให้เชื้อแพร่กระจายง่าย ซึ่งหากเป็นผ้าเช็ดหน้า เมื่อจามแล้วเก็บใส่กระเป๋า เชื้อก็จะสะสมอยู่ในผ้าเช็ดหน้านั้น วิธีการไออย่างมีมารยาท ต้องไอใส่ทิชชู่ แล้วทิ้ง จากนั้นต้องล้างมือ ด้วยแอลกอฮอล์หรือสบู่ ในกรณีที่ไม่มีทิชชู ให้ไอหรือจามโดยหันหน้าเข้าหาแขนเสื้อตัวเอง
        * ถ้าเป็นไข้หวัด แนะนำให้กินยาลดไข้ ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการ และพักผ่อนอยู่ในบ้าน และไม่ควรเข้าใกล้เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจำตัว เช่น ถุงลมโป่งพอง ไตพิการ เบาหวาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
        * และถ้าเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการเป็นไข้ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อุจจาระร่วง หากมีอาการไข้หนาวสั่นบ่อยๆ ไอถี่มาก หรือหอบเหนื่อย ภายใน 2-4 วันหลังมีไข้ ให้รีบไปพบแพทย์
        * ส่วนคนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศหากมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ ไอและเริ่มหอบเหนื่อย ร่วมกับอาการอื่นๆ ภายใน 1-4 วันหลังมีไข้ ให้ไปพบแพทย์และแจ้งให้ทราบว่าเดินทางกลับมาจากต่างประเทศใด รวมถึงระยะเวลาที่อยู่ในประเทศนั้น
        * การกินยาต้านไวรัส แนะนำให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้หากไม่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้กินยาในกรณีที่ป่วยรุนแรงเพราะจะเกิดประโยชน์ชัดเจนเท่านั้น ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ปอดบวม การทำงานล้มเหลวของหัวใจ หรือในผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดหัวใตตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคไตพิการ และผู้ที่มีอาการหอบเหนื่อยซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในเวลา 1-2 วันหลังจากมีไข้ และมีอาการกำเริบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  

 

อ้างอิง :
* http://www.ph.ucla.edu/epi/faculty/detels/PH150/EmerDis_Oxford_2006.pdf
* http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17451292?ordinalpos=1&itool=EntrezSystem2.PEntrez.Pubmed.Pubmed_ResultsPanel.Pubmed_
DiscoveryPanel.Pubmed_Discovery_RA&linkpos=1&log$=relatedarticles&logdbfrom=pubmed
* http://www.germstop.net/articles/emerging_disease/21st-century-plague.html
* http://beid.ddc.moph.go.th/th/
* http://www.who.int/csr/don/2009_04_29/en/index.html






For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.