>>More Article...
เมื่อคุณย่ากลายเป็นคุณแม่
นพ.ประทีป หาญอิทธิกุล
ในช่วงชีวิตของผู้หญิงทุกคนย่อมอยากมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น พบเจอคู่ชีวิตที่พึ่งพาได้และมีบุตรสืบสกุล สำหรับผู้หญิงการได้ตั้งครรภ์และเลี้ยงลูกถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่และท้าทายอย่างหนึ่งของชีวิต ทั้งนี้โชคชะตาหรือเวลาที่จะมีครอบครัวของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ถ้าแต่งงานเมื่ออายุน้อย ก็มีลูกได้หลายคนโตทันใช้ แต่ถ้าแต่งงานเมื่ออายุมาก อยากมีลูกต้องคิดถี่ถ้วน เพราะความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ก็จะเพิ่มตาม ยิ่งอายุเข้าสู่วัยทองอายุ 50-60 ปี โอกาสตั้งครรภ์ตามปกติคงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามล่าสุดหญิงชาวอังกฤษทำให้คนทั่วโลกตะลึงเพราะเธอสามารถมีและคลอดลูกเมื่ออายุ 62 ปีได้อย่างสบาย แถมสุขภาพแม่และเด็กยังแข็งแรงอีกด้วย!
สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษรายงานว่า นางแพทริเซีย เรชบรูค นักจิตวิทยาเด็กวัย 62 ปี เพิ่งให้กำเนิดลูกชายชื่อว่า เจเจ โดยการผ่าคลอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และทั้ง 2 แม่ลูกมีสภาพร่างกายแข็งแรงดี นางแพทริเซียจึงกลายเป็นคุณแม่ชาวอังกฤษที่อายุมากที่สุด ทั้งนี้เจเจไม่ใช่ลูกคนแรกของนาง
แพทริเซีย เพราะเธอมีลูกกับสามีเก่าถึง 3 คนซึ่งก็โตเป็นผู้ใหญ่หมดแล้ว เจเจเป็นลูกชายคนแรกที่เกิดกับนายจอห์น เฟอร์แรน สามีใหม่วัย 60 ปี ทั้ง 2 คนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดลีเมลว่าการได้เห็นหน้าเจเจทำให้ทั้งสามีและตัวเธอปลาบปลื้มและดีใจจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ อย่างไรก็ตามแพทรเซียไม่ใช่แม่ที่มีอายุมากที่สุดเพียงคนเดียว เพราะก่อนหน้านั้นในปี 1997 หญิงคนหนึ่งที่อาศัยในเวลส์เพิ่งคลอดบุตรตอนอายุ 60 ปี ส่วนแม่ที่อายุมากที่สุดในโลกเป็นชาวโรมาเนีย เธอให้กำเนิดลูกสาวในปี 2005 ขณะมีอายุ 66 ปี
จากข่าวนี้อาจทำให้หลายคนอยากรู้ว่าทำไมผู้หญิงอายุมากถึงสามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้ แถมยังมีจำนวนคุณแม่ที่อายุมากถึง 3 ราย แน่นอนว่าโอกาสการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติของหญิงวัยทองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะโดยทั่วไปอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองมีอายุประมาณ 50 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่รังไข่หยุดการทำงานแล้ว ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมน ไม่มีการตกไข่ นอกจากนี้เยื่อบุโพรงมดลูกก็บางและแห้ง ดังนั้นวิธีเดียวที่ทำให้วัยคุณย่ากลายเป็นคุณแม่ได้อีกครั้งคือ การพึ่งพาเทคนิคทางการแพทย์เพื่อช่วยการเจริญพันธุ์ โดยใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว
สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยได้ยินรายงานข่าวว่ามีคุณแม่เพิ่งคลอดลูกและเลี้ยงดูเมื่ออายุเลย 60 ปี ในกรณีที่หญิงสูงวัยที่ต้องการเป็นคุณแม่อีกครั้ง
ต้องได้รับการรับรองและยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถึงความพร้อมทางสุขภาพและจิตใจต่อการตั้งครรภ์ ซึ่งเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เพื่อช่วยให้เยื่อบุมดลูกที่บาง หนาตัวและชุ่มชื้นขึ้น เพื่อให้ไข่หรือตัวอ่อนฝังตัวได้ แต่สำหรับไข่หรือตัวอ่อนได้มาจากไหน? กรณีที่คุณย่าคุณยายมีเหตุผลในการตั้งครรภ์แทนลูกสาวที่มดลูกมีความผิดปกติหรือไม่มีมดลูก แต่ยังมีรังไข่ ก็จะใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว โดยการให้ยากระตุ้นรังไข่ให้ไข่เจริญเติบโตหลายๆ ฟอง โดยการควบคุมยาและจำนวนของไข่ เมื่อได้ไข่โตได้ขนาดและมีจำนวนมากพอ จะทำการเจาะไข่ออกมานอกร่างกาย ซึ่งจะเตรียมเชื้ออสุจิของฝ่ายสามีไปผสมกับไข่ที่จะเจาะออกมา เพื่อให้มีการปฏิสนธิ เมื่อได้ตัวอ่อนจะเลี้ยงตัวอ่อน 3-5 วัน หลังจากนั้นจะเคลื่อนย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ที่มีความหนาพอ หลังจากนั้นจะให้ฮอร์โมนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตั้งครรภ์ถึงอายุ 12 สัปดาห์ ซึ่งตอนนี้รกสามารถสร้างฮอร์โมนเองได้เพียงพอสำหรับตั้งครรภ์ ในกรณีที่ไม่มีญาติพี่น้องหรือลูกผู้หญิงที่จะสามารถบริจาคไข่ก็สามารถใช้ไข่บริจาคจากคู่สมรสอื่นๆ ที่ทำเด็กหลอดแก้วแล้วมีไข่เหลือ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หญิง 62 ปี ตามที่เป็นข่าวตัดสินใจทำเด็กหลอดแก้วอาจมาจากการพบเนื้อคู่เมื่ออายุมาก หรือเพิ่งมีความพร้อมด้านฐานะและการงาน หรือต้องการมีบุตรเพื่อสืบสกุลหรือมรดกต่อไป
เนื่องจากการตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุมากมีความเสี่ยงต่อโรคมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อแม่และทารกในครรภ์
ดังนั้นจึงต้องได้รับการดูแลและติดตามใกล้ชิดจากแพทย์ในขณะตั้งครรภ์
และอีกคำถามที่น่ากังขาสำหรับการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากคือ ช่องว่างระหว่างอายุแม่และเด็กห่างกันมาก หากพ่อแม่เสียชีวิตก่อนเด็กจะอยู่กับใคร? ลองคิดคร่าวๆ ว่าหากเด็กถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนอายุ
6 ขวบ คุณแม่ก็ปาไปเกือบ 70! ดังนั้นวันที่คุณพ่อคุณแม่จะเห็นลูกจบการศึกษา ทำงานเลี้ยงดูตนเองได้คงมีไม่มากนัก
และยังไม่นับปัญหาใกล้ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาจูงลูกไปโรงเรียน ตัวลูกและเพื่อนๆ ลูกจะคิดอย่างไร? เด็กอาจจะโดนล้อเลียนหรือถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ ทำให้รู้สึกแปลกกว่าคนอื่น อาจเกิดความรู้สึกอาย ไม่อยากไปไหนมาไหนกับพ่อแม่ที่อายุดูเหมือนคุณปู่คุณย่า
สรุปสั้นๆ ว่าถ้าจะคิดมีลูกเมื่อตอนอายุมากต้องคิดถึงปัญหาที่จะเกิดกับลูกในอนาคต ทั้งการศึกษา ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ รวมถึงคนดูแล ฯลฯ
ทัศนะจากจิตแพทย์
จากกรณีของนายจอห์นกับนางแพทริเซียที่เพิ่งมีลูกชายคนใหม่ ทั้ง 2 คนน่าจะวางแผน เตรียมการณ์หาทางออกและเตรียมใจกับปัญหาเลี้ยงดูบุตรในอนาคต แต่สำหรับสามีภรรยาอื่นๆ ที่อยากมีบุตรเมื่ออายุมาก นพ.กัมปนาถ ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์แห่งสถาบันกัลยาราชนครินทร์ ได้แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับครอบครัวในอนาคตดังนี้
ผลกระทบด้านสุขภาพ
แม้ว่าเด็กจะไม่มีปัญหาสุขภาพทางกายหรือสติปัญญา แต่ปัญหาจะตกอยู่ที่พ่อแม่ เพราะรับภาระหนักในการเลี้ยงดู ทั้งนี้การเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อายุมากๆ มักจะทนต่อความเครียดได้ไม่ดีเท่าพ่อแม่วัยหนุ่มสาว อาจเกิดความเครียดหรือเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งโรคนี้ผู้สูงอายุมักเป็น
กันมาก นอกจากนี้พิจารณาตามอายุขัย หากแม่เกิดเจ็บป่วยหรือมีปัญหา ด้านสุขภาพจิตอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กในระยะยาว เช่น หากแม่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว ซึ่งเมื่อโตขึ้นอาจจะมีนิสัยก้าวร้าวได้ อาจหาทางออกโดยการหาบุคคลอื่นช่วยเลี้ยงดูควบคู่กัน
ความมั่นคงในชีวิต
หน้าที่การงานของทั้ง 2 ถือว่าดี น่าจะมีความมั่นคงด้านการเงินพอสมควร อย่างไรก็ตามเนื่องจากเพิ่งมีลูกเล็กเมื่ออายุมาก ต้องมีบ้างที่จะคิดว่าไม่สามารถเลี้ยงลูกไปตลอดรอดฝั่งได้ ชีวิตจึงผูกติดอยู่กับความวิตกกังวล ซึ่งคิดบ่อยๆ นานเข้าๆ ก็เกิดปัญหาสุขภาพจิต
สายตาจากสังคมรอบข้าง
คาดว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และคิดว่าพ่อแม่เห็นแก่ตัว อยากมีลูกเพื่อสนองความสุขของตนเอง ไม่สนว่าชีวิตลูกจะเป็นอย่างไรในอนาคต ประเด็นนี้ก็จะนำมาซึ่งความเครียดในครอบครัวได้ แต่ถ้าพ่อแม่มั่นคง ไม่หวั่นไหว ก็คงไม่มีปัญหา
การเข้าสังคมของลูก
เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน อาจจะถูกเพื่อนล้อว่ามีพ่อแม่แก่หรือคิดว่าเป็นปู่ย่าตายายแทน เด็กอาจจะรู้สึกอายหรือมีปมด้อยได้ เช่น หากมีงานกิจกรรมของโรงเรียน หรือกีฬาสีที่เชิญผู้ปกครองเข้าร่วม เด็กจะไม่อยากให้พ่อแม่รู้ เพราะกลัวและอายว่าพ่อแม่ตนเองจะทำได้ดีไม่เท่าพ่อแม่คนอื่นๆ ทำให้
มีผลต่อจิตใจเด็ก
จากข่าวแม่เด็กเป็นนักจิตวิทยาเด็ก เป็นข้อยืนยันว่าจะเลี้ยงลูกได้ด
ี
การมีพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาอาจมีส่วนได้เปรียบต่อการเลี้ยงลูก แต่ก็ไม่เสมอไป นักจิตวิทยาหลายคนเลี้ยงลูกไม่ประสบความสำเร็จก็มี การเลี้ยงลูกไม่สามารถอาศัยทฤษฎีอย่างเดียว แต่อาศัยปัจจัยทางสังคมด้วย หากแม่อายุ 62 ปีที่เป็นข่าวคิดรอบคอบจริง ก็ไม่ควรมีลูกเมื่ออายุมากขนาดนี้ เธออาจจะคิดถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่ได้เห็นหน้าลูกโดยไม่ได้มองการณ์ไกล
สำหรับคนที่อยากมีลูกแต่มีอุปสรรคบางอย่าง เทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันเป็นทางเลือกที่ตอบสนองได้ แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่ช่วยหรือรับรองได้ว่าพ่อแม่จะเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่และสมบูรณ์แบบโดยไม่มีปัญหา การตัดสินใจวางแผนครอบครัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่ออนาคตครอบครัวที่มีความสุขค่ะ
For comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.