บททดสอบโคเลสเตอรอล I.Q.
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
เป็นที่รู้กันมานานแล้วจากการศึกษาวิจัยมากมายว่า สารไขมันที่เรียกว่า โคเลสเตอรอลในเลือด ถ้ามีอยู่มากจะมีผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือด โคเลสเตอรอลในเลือดที่สูงจะไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบลงจนตัน เมื่อมันตีบหรือตันเลือดที่ไหลผ่านก็จะลดน้อยลง ทำให้อวัยวะที่หลอดเลือดนั้นนำเลือดไปเลี้ยงขาดเลือดเกิดเป็นโรคขึ้น เช่นที่หัวใจจะทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน
มีอาการเจ็บหน้าอก สมองขาดเลือดเกิดอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ฯลฯ
ความรู้เรื่องโคเลสเตอรอลกับโรคหัวใจและหลอดเลือดนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุขภาพเนื่องจากหลักสำคัญของสุขภาพขึ้นกับ
ความปกติของหลอดเลือด แต่การที่คุณมีความรู้เรื่องโคเลสเตอรอลมากแค่ไหนจะมีความสำคัญต่อสุขภาพของคุณ ลองตอบคำถามต่อไปนี้ดู
ถาม : ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดยิ่งต่ำยิ่งเป็นโรคหัวใจน้อยลง จริงหรือไม่?
คำตอบข้อนี้คือ : จริง หรือ ไม่จริง ก็ได้ เนื่องจากถ้าดูกันเฉพาะระดับโคเลสเตอรอลทั้งหมด ไม่แยกชนิด (Total Cholesterol) และชนิด LDL (low density lipoprotein cholesterol) ถ้าระดับ 2 ตัวนี้สูงขึ้นมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น แต่ถ้าระดับโคเลสเตอรอลชนิดดีที่เรียกว่า HDL (high density lipoprotein cholesterol) สูง จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดลดน้อยลงเนื่องจาก HDL โคเลสเตอรอลนี้เป็นตัวป้องกันหลอดเลือดตีบตัน
ถาม: ถ้าฉลากอาหารเขียนว่า โคเลสเตอรอลต่ำ หมายความว่าไขมันต่ำจริงหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จริง อาหารหลายอย่างที่เขียนฉลากว่าโคเลสเตอรอลต่ำอาจจะมีไขมันสูง เช่นไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fats) ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้โคเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น เวลาจะซื้ออาหารโคเลสเตอรอลต่ำควรดูด้วยว่าต้องมีไขมันต่ำและแคลอรีต่ำด้วย อย่าสับสนไขมันกับโคเลสเตอรอล
คุณควรกินโคเลสเตอรอลวันละไม่เกิน 300 มก. จำกัดไขมันอิ่มตัวไว้แค่ 8-10%ของแคลอรีทั้งหมดที่กินต่อวัน และวันหนึ่งๆ ไม่ควรกินไขมันมากกว่า 30% ของอาหารทั้งหมด
ถาม : อายุที่ควรจะเริ่มเจาะเลือดตรวจหาระดับโคเลสเตอรอล คือ 50 ปี เพราะนั่นเป็นช่วงอายุที่มีอุบัติการณ์โรคหัวใจขาดเลือดมากที่สุด จริงหรือไม่?
คำตอบคือ : ไม่จริง เนื่องจากโรคหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นช้าๆ ตั้งแต่วัยเด็ก เขาแนะนำให้เริ่มการตรวจวัดระดับโคเลสเตอรอลที่อายุ 20 ปี ถ้าระดับปกติและไม่มีความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจก็อาจจะตรวจวัดครั้งต่อไปทุกๆ 5 ปีได้ ถ้าระดับผิดปกติควรจะปรึกษาแพทย์ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและอาจจะต้องกินยาช่วยด้วย

ถาม: โคเลสเตอรอลเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอย่างเดียวที่คุณควรระวัง จริงหรือไม่?
คำตอบคือ : ไม่จริง ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งส่วนมากสามารถควบคุมได้โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การสูบบุหรี่ เมื่อเลิกบุหรี่แล้วความเสี่ยงต่อโรคหัวใจจะลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ก็มีโรคอ้วน เบาหวาน การไม่ออกกำลังกาย การกินอาหารผิดๆ ส่วนปัจจัยอื่นที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือ เพศ (เพศชายเป็นโรคนี้มากกว่า) อายุมาก และพันธุกรรม
ถาม : ผู้หญิงไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องระวังเรื่องโคเลสเตอรอล จริงหรือไม่?
คำตอบคือ : ไม่จริง ผู้หญิงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้เหมือนกัน ที่จริงแล้วโรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุตายอันดับต้นๆ ของทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในหญิงมักจะมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นเสริมเข้ามามากกว่าชาย คือ ความอ้วน ความดันโลหิตสูง ระดับโคเลสเตอรอลสูง ดังนั้นผู้หญิงจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องโคเลสเตอรอลเหมือนกัน
ถาม : ไม่มีโคเลสเตอรอลใน peanut butter (ถั่วลิสงบดคลุกเนย) จริงหรือไม่?
คำตอบคือ : จริง ปกติโคเลสเตอรอลพบในอาหารที่มาจากสัตว์หรือน้ำนมสัตว์เท่านั้น ถั่วลิสงบดคลุกเนยจากพืชไม่มีโคเลสเตอรอล แต่ในพีนัทบัตเตอร์ที่เอลวิส เพรสลี เคยชอบกินมีไขมันเยอะแต่เป็นไขมันชนิด monosaturated fat ซึ่งไม่ทำให้เกิดโรคหัวใจ แต่มันมีแคลอรีมากซึ่งทำให้คนที่กินบ่อยๆ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จึงควรลดการกินไขมันให้เหลือน้อยกว่า 30% ของแคลอรีที่กินในอาหาร
ถาม : เขาว่ากินอาหารประเภทปลาแล้วจะช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดจริงไหม?
คำตอบคือ : จริง เพราะว่าปลามีไขมันน้อยกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และแม้ปลาที่มีไขมันมาก(เช่น ปลาแมคเคอเรล และแซลมอน) น้ำมันปลาเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อหัวใจเพราะมีสารกรดไขมันโอเมกา-3 (omega-3 fatty acids) ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด อาหารทะเลประเภท กุ้งและหอยมีโคเลสเตอรอลมากกว่าแต่โดยทั่วไปมีจำนวนไขมันน้อยกว่า
ถาม : น้ำมันพืชทุกชนิดกินแล้วลดโคเลสเตอรอลได้จริงไหม?
คำตอบคือ : ไม่จริง ทั้งนี้เพราะน้ำมันพืชแต่ละอย่างมีไขมันชนิดต่างๆ ไม่เหมือนกัน บางชนิดมีน้ำมันดี (unsaturated fats) บางชนิดมีน้ำมันเลว (saturated fats) ต่อหัวใจ น้ำมันเลวเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะไปเปลี่ยนเป็นโคเลสเตอรอลได้มากกว่า
น้ำมันแต่ละชนิดที่มีในท้องตลาดมีไขมันเลว คือ ไขมันอิ่มตัวเป็นเปอร์เซ็นต์ต่างๆ ดังนี้
น้ำมันมะพร้าว 92 % เนยเหลว 64 %
น้ำมันในเนื้อสัตว์ 52 % น้ำมันปาล์ม 51 %
น้ำมันหมู 41 % น้ำมันไก่ 31 %
น้ำมันถั่วลิสง 18 % น้ำมันถั่วเหลือง 15 %
น้ำมันมะกอก 14 % น้ำมันข้าวโพด 13 %
น้ำมันดอกทานตะวัน 9 % น้ำมันดอกคำฝอย 9 %
น้ำมันแคโนลา 6 %
จากตัวเลขเหล่านี้จะเห็นได้ว่าน้ำมันมะพร้าวเลวที่สุด ใครชอบกินแกงกะทิควรระวัง น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารตามร้านอาหารทั่วไป คือ น้ำมันปาล์ม ก็มีพิษมีภัยใช่ย่อย พึงระวังให้ดี
ถาม : กินไข่แดงแล้วโคเลสเตอรอลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นจริงหรือ?
คำตอบคือ : ไม่จริง ปกติโคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ผลิตโดยตับและได้จากสารอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารที่กินเข้าไปที่จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นนั้นมีทั้งไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลเอง มีการศึกษาทางคลินิกมากมายที่รายงานว่า เมื่อคนเรากินไข่แดง (ซึ่งมีโคเลสเตอรอลราว 200 กว่ามิลลิกรัมต่อฟอง) ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะสูงขึ้น เขาทดลองพบว่าถ้าเพิ่มไข่แดง 2 ฟองลงในอาหารที่มีโคเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำ จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลสูงขึ้น 10% และอันนี้สัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
ขาดเลือด 20%
ในการศึกษาหนึ่งในลิงที่เขาให้กินไข่แดงทุกมื้อ พบว่าใช้เวลาเพียง 17 เดือนเท่านั้นที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 60% และเมื่อให้งดอาหารไข่แดงเด็ดขาดต้องใช้เวลาถึง 3 ปีจึงจะทำให้การตีบตันลดลงเหลือ 20%
จากผลการวิจัยในคนไข้มากกว่า 30,000 คนใน 3 ทวีปได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าการลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ว่าจะโดยวิธีใดสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้แน่ และถ้าลดระดับโคเลสเตอรอลลงก็จะสามารถลดอัตราตายจากโรคหัวใจลง 24-40%
จากบททดสอบ 9 ข้อดังกล่าวข้างต้น คงจะพอทำให้คุณทราบว่าคุณฉลาดรอบรู้มี Cholesterol I.Q. อยู่ในระดับไหนได้บ้างนะครับ
|