เทคโนโลยีเพื่อความงามกับสาวไทย

     สมัยนี้คนไทยกระตือรือร้นรักษาสุขภาพกันมากขึ้น สังเกตได้จากพฤติกรรมดำเนินชีวิตหรือกิจกรรมใดๆ ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งหลายคน
ลองทำและนิยมบอกต่อๆ กัน เช่น อาหารชนิดใดรับประทานแล้วดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายแบบใดดีต่อระบบหัวใจ กระดูกและข้อ
แม้กระทั่งคนมีชื่อเสียงหรือดาราหลายคนที่มีบุคลิกหรือสุขภาพดี ต่างเขียนพอคเก็ตบุ๊คแนะนำเคล็ดลับดูแลร่างกาย จนทำให้ยอดขาย
พุ่งกระฉูดพิมพ์ซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง แต่หนึ่งในเรื่องที่ได้รับความนิยมมากอันดับต้นๆ หนีไม่พ้นเรื่องความสวยงาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่สนใจ และนับวันจะยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเกินพอดี เช่น ค่านิยมชื่นชมและดำเนินชีวิตตามดาราหรือนักแสดง
หน้าตาสวย รูปร่างผอมแห้ง มากกว่าคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยทุ่มทุนรักษาดูแลผิวพรรณหรือคิดทำศัลยกรรมตกแต่งตามกระแสแฟชั่น โดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นหรือความเหมาะสมกับตนเอง



     ดังนั้นเพื่อประโยชน์แก่คุณทั้งหลาย เราได้สืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีความงามที่กำลังนิยมอย่างมากในขณะนี้ ได้แก่ เทคโนโลยีด้านโรคผิวหนังและการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เข้ามาสนองความต้องการของสาวไทย รวมไปถึงข้อดี-ข้อเสีย และสุดท้ายข้อคิด ตลอดจนคำเตือนในการใช้บริการ
     อันดับแรกเริ่มจากเทคโนโลยีการรักษาด้านโรคผิวหนัง ที่มีหลายรูปแบบ แต่การรักษาที่ได้รับความนิยม เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ เนื่องจากมีการพิสูจน์และศึกษาอย่างชัดเจนคือ เลเซอร์ ซึ่งแต่ละชนิดให้กำเนิดคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นจำเพาะและมีผลเฉพาะต่อเนื้อเยื่อที่ตอบสนองต่อคลื่นแสงนั้นๆ ต่างกัน เลเซอร์แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามข้อชี้บ่งในการรักษา ซึ่งบางเครื่องหลังการรักษาทำให้เกิดแผล หรือแค่เกิดรอยแดง สามารถล้างหน้า ทาครีมได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าคุณสมบัติหรือเทคนิคจะต่างกัน แต่หลักการทำงานของเลเซอร์ทั่วไปคือ การใช้คลื่นแสงยิงผ่านผิวหนัง และจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เพื่อทำลายเซลล์ที่ไม่ต้องการ หรือช่วยกระตุ้นให้สร้างผิวหนังขึ้นใหม่
     • กำจัดตุ่มเนื้องอกผิวหนัง ใช้รักษากระเนื้อ สิวหิน ไฝธรรมดา และตุ่มไขมัน ก่อนการรักษาจะได้รับการทายาชาไว้ประมาณ
45 นาที หลังการฉายเลเซอร์ บริเวณที่ฉายจะมีรอยไหม้ แดง เป็นแผล ผู้รับการรักษาต้องดูแลแผล โดยทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างแผล และทายาป้องกันการอักเสบประมาณ 3-7 วัน และควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัดประมาณ 2 อาทิตย์
     • รักษากระ ฝ้า ปานดำ ลบรอยสัก ฝ้าและกระ จัดว่าเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของหญิงไทย เริ่มจากฝ้า มีลักษณะเป็นผื่นสีดำหรือน้ำตาล เกิดจากเซลล์สร้างสีทำงานมากผิดปกติ มักเกี่ยวข้องกับแสงแดด ส่วนกระ เป็นผื่นขนาดเล็กสีน้ำตาล เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างสี มักเป็นตั้งแต่เด็กและเป็นในคนที่มีผิวค่อนข้างขาว ซึ่งแตกต่างจากตกกระ ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังและเซลล์สร้างสีที่เปลี่ยนแปลงตามอายุ วิธีป้องกันไม่ให้เป็นเยอะขึ้นคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้เลเซอร์คลื่นแสงจำเพาะ ทำลายเฉพาะเม็ดสีที่ผิดปกติให้เกิดการแตกสลาย จากนั้นเม็ดเลือดขาวจะค่อยๆ เข้ามาเก็บกินเม็ดสีที่ถูกทำลายทำให้รอยดำค่อยๆจางลง โดยระหว่างการรักษาอาจต้องฉายเลเซอร์หลายครั้ง ผลข้างเคียงที่อาจพบคือ รอยคล้ำ รอยด่าง แผลเป็นนูน แต่พบได้น้อย
     • รักษาริ้วรอย ริ้วรอยของความชราของผิวหนังมี 2 ชนิด คือเกิดจากแสงแดด (Photoaging)และเกิดตามธรรมชาติ (Intrinsic-aging) ซึ่งประมาณ 80% ที่เป็นปัญหาเกิดจากแสงแดด การรักษาริ้วรอยด้วยเลเซอร์นี้จะใช้วิธีฉายแสงทะลุผ่านผิวหนัง ทำให้อุณหภูมิชั้นหนังแท้สูงขึ้นอย่างพอเหมาะ มีผลกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นตื้นขึ้น ผิวพรรณดูสดใส แต่จำเป็นต้องรักษาหลายครั้งจึงเห็นผล และมักได้ผลดีกับริ้วรอยตื้นๆ
     • กำจัดขน เป็นอีกวิธีที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในหมู่ดาราและนักแสดงต่างๆ หลักการทำงานคือ เมื่อยิงแสงเลเซอร์ตามบริเวณที่ต้องการกำจัดขน แสงเลเซอร์จะถูกดูดซับด้วยโมเลกุลของเม็ดสีที่อยู่ในเส้นขน จากนั้นพลังงานแสงจะเปลี่ยนเป็นพลังงาน
ความร้อน ซึ่งจะทำลายเส้นขนและบางส่วนของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดในการสร้างขน ควรทำซ้ำประมาณ 4-8 ครั้ง ผลข้างเคียงที่อาจพบได้แก่ รอยแดง รอยคล้ำ ซึ่งจะค่อยๆ จางลง
     • รักษาปานแดง เป็นการฉายเลเซอร์ที่มีคลื่นแสงจำเพาะต่อเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะดูดซับพลังงานเลเซอร์มีผลทำให้เส้นเลือดที่ผิดปกติ ในบริเวณนั้น ถูกทำลาย ปานแดงจึงค่อยๆจางลง ใช้ระยะการรักษาประมาณ 5-7 ครั้ง หลังการรักษาอาจเกิดรอยคล้ำจางๆ แต่จะหายไปใน 2 สัปดาห์
     • รักษาเส้นเลือดขอด เมื่อยิงแสงเลเซอร์ผ่านบริเวณที่มีปัญหา แสงเลเซอร์จะถูกดูดซับด้วยเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในบริเวณ
เส้นเลือดขอด พลังงานแสงจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนทำลายเส้นเลือดขอด หลังการรักษาอาจมีรอยคล้ำจางๆ แต่จะค่อยๆ
หายไปเอง
     นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หัวหน้าศูนย์เลเซอร์สถาบันโรคผิวหนัง ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านโรคผิวหนังเพื่อความงามที่ได้รับความนิยมของผู้เข้ารับการรักษาที่สถาบันฯ คือ IPL (Intense Pulsed Light) เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหา
ผิวพรรณของคนอายุน้อยถึงสูงวัยได้ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาจากฝ้า กระ
รอยคล้ำจากสิว โดยคุณสมบัติทางเทคนิคเครื่องมือนี้ไม่ใช่เลเซอร์
แต่หลักการทำงานและจุดประสงค์คล้ายกัน คือให้กำเนิดพลังงานแสง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านชั้นผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และสามารถลดรอยคล้ำในผิวหนัง ตอบรับกระแสค่านิยมผิวหน้าขาวใสได้ถูกใจนัก
     ส่วนเทคโนโลยีด้านปัญหาผิวพรรณเพื่อความงามล่าสุดที่เข้ามาในประเทศไทยคือ Fractional Resurfacing Laser มีคุณสมบัติในการรักษาแผลหลุม แผลเป็นจากสิว แผลเป็นจากการผ่าตัด ฝ้าและริ้วรอย ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขล่าสุดสถานบริการบางแห่งก็นำเข้ามาใช้แล้ว การรักษาที่ได้ผลต้องทำ 2-4 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละ 4-8 สัปดาห์ แล้วแต่ข้อบ่งชี้ของปัญหาผิวพรรณ หลักการทำงานคือ การใช้แสงเลเซอร์ลำเล็กๆ มีขนาดลำแสงเป็นไมครอน ยิงทะลุผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปทำลายเม็ดสีส่วนเกิน หรือเพื่อแก้ไขรอยแผลเป็น โดยไปกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ มีผลทำให้ผิวเรียบขึ้นกว่าเดิม หากทว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
     อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีทุกชนิดย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของเทคโนโลยีด้านเลเซอร์คือผู้เข้ารับการรักษาไม่ต้องรับการดมยาสลบเหมือนการผ่าตัด ลดโอกาสการติดเชื้อหรือมีแผล ฟื้นตัวได้เร็ว สามารถดูแลตนเองสะดวกและง่าย ส่วนข้อเสียคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนมากต้องนำเครื่องมือเข้ามาจากประเทศตะวันตก ผลการรักษาของชาวตะวันตกจึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับผิวคนไทย ซึ่งมีลักษณะผิวมัน-ผิวผสม มีเม็ดสี (pigment) มากกว่า ฯลฯ ดังนั้นผลข้างเคียงในการรักษาอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น หลังการรักษาสีผิวอาจไม่สม่ำเสมอกัน กลายเป็นรอยคล้ำหรือไหม้ ฯลฯ ทั้งนี้ก่อนทำการรักษาจึงต้องปรึกษาแพทย์ สอบถามถึงผลดี-ผลเสีย ให้แน่ชัดเสียก่อนการตัดสินใจรับการรักษา
     ในทางการแพทย์ แม้ว่าช่วงอายุที่เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 40-60 ปี เพราะผิวพรรณเริ่มมีปัญหาตามวัย
ที่เพิ่มมากขึ้น แต่วัยรุ่นวัยเรียนสมัยนี้ก็ตอบรับค่านิยมการรักษาได้รวดเร็วไม่แพ้กัน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาสิวเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน บวกกับสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ หรือพันธุกรรม แม้ว่าเรื่องสิวจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจ โดยเฉพาะในยุคที่นิยมผิวเนียน ขาวใสอมชมพู ในทางกลับกันคนที่สภาพผิวดีอยู่แล้วก็ยังไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ กลับอยากได้ผิวสวยใสเหนือธรรมชาติยิ่งขึ้น จึงสนใจไปทำ AHA (Alphahydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดผลไม้เพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าออก รักษาจุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ เพื่อให้หน้าขาวใสมากขึ้น แม้หลังการรักษาจะเห็นผลดีเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังเป็นที่นิยมมาก เพราะราคาไม่แพง ไม่มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยและมักไม่รุนแรง
     อย่างไรก็ตามช่วงอายุที่มีสุขภาพผิวดีที่สุดคือ วัยรุ่น ดังนั้นค่านิยมผิวหน้าขาว ใส เหมือนดารานักแสดงชาวเกาหลี หรือญี่ปุ่น ซึ่งมี
พันธุกรรม ภูมิอากาศและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่างกัน จึงไม่ควรนำมาเป็นประเด็นวิ่งปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อแก้ไขให้สุขภาพผิวตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ แต่ควรให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลผิวขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้อง เช่น คอยดูแลทำความสะอาดผิวสกปรก ไม่เป็นเชื้อรา ผื่นแพ้ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งอาจใช้ครีมบำรุง ครีมกันแดดตามความเหมาะสม ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และสำหรับวัยอื่นๆ ก่อนตัดสินใจใช้บริการก็ต้องศึกษา ทำความเข้าใจต่อเทคโนโลยีนั้นๆ แพทย์ที่ทำการรักษาต้องเชี่ยวชาญต่ออุปกรณ์นั้นๆ และแน่ใจว่าสถานที่ที่รับบริการต้องได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีข้อจำกัดในการรักษา จำเป็นต้องใช้ให้ถูกตามข้อชี้บ่ง และเป็นการแก้ปัญหาเพียงส่วนหนึ่ง ไม่สามารถป้องกันการเกิดใหม่ของปัญหาได้
     และเทคโนโลยีเพื่อความงามอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้การทำเลเซอร์คือ การทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความสวยงาม
ที่ได้เผยแพร่สู่ประเทศไทยครั้งแรกเมื่อราวๆ 60 ปีก่อน วัตถุประสงค์ของศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงามก็คือ ช่วยแก้ไขหรือเสริมสร้างบุคลิกให้ดูดี ได้สมดุล สวยงาม ซึ่งไม่ว่าเพศใด วัยใดก็อยากครอบครอง แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้รับบริการจะไม่เคยเปลี่ยน แต่การศัลยกรรมตกแต่งระหว่างอดีตกับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งเทคนิค ทักษะในการผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรม ความคิดและค่านิยมของคนที่นับวันจะไม่พอดีมากขึ้นเรื่อยๆ
     พญ.สกุณา สัจจอิสริยวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตกแต่งศัลยกรรมให้ความเห็นว่า เทคโนโลยีของการตกแต่งศัลยกรรมมีการพัฒนาทั้งทักษะของแพทย์และเครื่องมือต่างๆ ที่เข้ามาช่วยให้การผ่าตัดฯ ปลอดภัยมากขึ้น พยายามเลียนแบบธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อนี้อาจมีส่วนส่งผลให้คนสนใจทำมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสสังคมที่นิยมทำศัลยกรรมตกแต่งอย่างกว้างขวาง
     และผลก็คือไม่ว่าหญิงหรือชาย อาชีพใด วัยใดต่างนิยมรับการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งมากขึ้นกว่าเดิมและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
     ศัลยกรรมตกแต่งยอดนิยมในแถบเอเชียและประเทศไทย ได้แก่ การทำตา 2 ชั้น เสริมจมูก เสริมคาง ทางการแพทย์การรักษาใดๆ ก็ตามย่อมมีผลดีและผลเสีย การทำศัลยกรรมตกแต่งก็เช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดเสริมสวยไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น หรือ
เร่งรีบ เพราะไม่ใช่โรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
     ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำต้องมีความรอบคอบและเข้าใจความต้องการของตนเอง รู้จักเลือกวิธีที่เหมาะกับปัญหาของตน เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่จะใช้ต้องมีมาตรฐาน ต้องปรึกษาแพทย์ถึงแนวทางที่จะเกิดผลเสียน้อยที่สุด ปัจจัยที่จะทำให้ทุกอย่างสมดุลมีผลเสียน้อยที่สุดคือ แพทย์ ผู้รับบริการ และเทคโนโลยี ต้องรู้จักหน้าที่และความพอดีของตนเอง นั้นคือ แพทย์ที่ต้องศึกษาเทคโนโลยีนั้นๆ และถ่ายทอดให้คนไข้เข้าใจ ด้านผู้ผลิตเทคโนโลยีก็ควรเผยแพร่ให้ถูกต้องและพอดี สุดท้ายผู้รับบริการควรศึกษาหาข้อมูลและไตร่ตรองบนพื้นฐานของเหตุและผล หากมีข้อสงสัยควรสอบถามจากแพทย์โดยตรง มากกว่าเลือกทำตามคำชักจูง หรือตามคำโฆษณา นอกจากนี้การปรึกษาขอคำแนะนำจากทางครอบครัว หรือผู้ใหญ่จะช่วยเพิ่มความรอบคอบในการไตร่ตรองข้อมูลมากขึ้น
     ในบรรดาผู้ที่ทำศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวย กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ วัยรุ่น โดยเฉพาะในช่วงอายุ 16-20 ปี เพราะปัจจุบันมีความสนใจเรื่องการทำศัลยกรรมเสริมสวยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้รับอิทธิพลจากภาพลักษณ์ของดาราที่ตนชื่นชอบ จากการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อต่างๆ จากการหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งหลายข้อมูลไม่ได้ผ่านการตีความที่ถูกต้อง ดังนั้นการรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องย่อมมีโอกาสเกิดผลผลที่ไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เพราะการทำศัลยกรรมตกแต่งไม่ใช่แฟชั่นนิยม ที่จะเลียนแบบทำตามกัน เหมือนเสื้อผ้า ซึ่งหากไม่พอใจก็รื้อ แก้ไขเปลี่ยนแบบหรือโยนทิ้งแล้วหาซื้อใหม่ การผ่าตัดย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อผิวหนังเนื้อเยื่อ ถึงแม้จะแก้ไขได้บ้าง แต่รูปทรงและคุณภาพของเนื้อเยื่อย่อมไม่เหมือนเดิมและมีโอกาสที่จะเสี่ยงกับปัญหาได้เพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่ผ่าตัด
     นอกจากนี้วัยรุ่นไทยไม่ควรเปรียบเทียบกับค่านิยมของวัยรุ่นอื่นๆ ในต่างประเทศที่เห็นว่า การทำศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงามเป็นปัจจัยที่ 6 ในการดำรงชีวิต ซึ่งมีวัยรุ่นไทยหลายคนเข้าใจผิด หนีผู้ปกครองไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำศัลยกรรมหรือพยายามปกปิดไม่ให้รู้ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากเกิดปัญหาหรือผลเสียใดๆ คนที่จะเสียใจที่สุดคงหนีไม่พ้นพ่อแม่
     ดังนั้นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การพูดคุยปรึกษากับพ่อแม่ ผู้เป็นครูที่แนะแนวดีที่สุด เพราะสิ่งที่พ่อแม่เตือนก็คือความหวังดีทั้งสิ้น วัยรุ่นกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ยังไม่มีรายได้มากนัก บางทีการหมกมุ่นกังวลเกี่ยวกับความสวยงามของใบหน้าหรือรูปร่างมากเกินไป อาจก่อให้เกิดความทุกข์ให้ตัวเอง หรือทำความเดือดร้อนให้กับครอบครัว ทำความลำบากใจให้กับพ่อแม่ได้
     ยกตัวอย่างการปฏิบัติง่ายๆ ที่แก้ไขปัญหาให้ตรงกับสาเหตุ มีโอกาสได้ผลดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งการทำศัลยกรรมเสริมสวย ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียง เช่น ผู้ที่มีรูปร่างอ้วน ควรรู้จักที่จะควบคุมอาหาร ไม่ใช่งดอาหาร คือเลือกทานอาหารที่มีคุณค่ามากกว่าตามใจตัวเอง เน้นการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดความอ้วน เพราะส่วนใหญ่การใช้ยาเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แถมเสี่ยงผลข้างเคียงของยาที่ตามมา เมื่อไม่แก้ไขพฤติกรรมส่วนตัวย่อมมีโอกาสกลับมาอ้วนเหมือนเดิมได้ง่าย เป็นต้น แต่ทุกการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้เวลา
หากใช้แต่ความเร่งด่วน ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
      เรื่องความสวยงามมีหลายมุมมอง ทุกคนเกิดมามีเอกลักษณ์ของตนเอง บ่อยครั้งที่ตัวเองมองข้ามความงามในตัวเองไป แต่ไปฝักใฝ่ความสวยของคนอื่นตามกระแสสังคมจนมากเกินความพอดี โอกาสเกิดความทุกข์กับตัวเองก็มีมากตามกัน อย่างไรก็ตามในรายที่มีความบกพร่องบนใบหน้า ศัลยกรรมตกแต่งสามารถช่วยปรับแก้ไขเพื่อเติมเต็มส่วนต่างๆให้มีสมดุลที่ดีมากขึ้นได้ โดยที่ยังคงความเป็นตัวเองไว้ได้ คือสวยในแบบของแต่ละคน ดังนั้นก่อนตัดสินใจทุกครั้งต้องถามใจตนเองว่าต้องการอะไรสอบถามจากแพทย์ว่ามีความเหมาะสมที่จะทำได้จริงหรือไม่ ศึกษาผลข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้น เพื่อป้องกันและตั้งความคาดหวังให้ใกล้เคียงกับผลที่จะได้จริง

     สรุปสั้นๆ ว่า ความสวยความงาม รูปร่างผอมแบบนางแบบ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต
เป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือตัวเสริมบุคลิกภาพมากกว่า การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและปราศจากโรคภัยต่างหากที่สำคัญ
หากร่างกายแข็งแรงก็สามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามการหมกมุ่นดูแลความงามมากไปจนร่างกายขาดสมดุลเจ็บป่วยง่ายก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำให้คิดไตร่ตรองให้ดีนะคะ เพราะร่างกายจะอยู่กับเรา
ไปอีกนานค่ะ






For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.