อีโคไล แบคทีเรียมรณะ ที่มากับอาหาร
ศ.นพ.วิโรจน์ ไววานิชกิจ อายุรแพทย์ด้านเวชศาสตร์เขตร้อน
แบคทีเรียที่มีคนจดจำชื่อได้ดีที่สุดตอนนี้เห็นจะนี้ไม่พ้น อีโคไล หลังเกิดการแพร่ระบาดของอีโคไลสายพันธุ์โอ 104 ในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้องค์การอนามัยโลกและองค์การด้านสาธารณสุขในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มารู้จักและเรียนรู้วิธีการรับมือแบคทีเรียอีโคไลกัน
อีโคไล (E.coli) มีชื่อเต็มๆ ว่า Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล) เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม ซึ่งมีอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ และส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง รวมถึงยังเป็นจุลชีพท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์ ดังนั้นการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต จึงมักจะเกิดจากอีโคไลสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง เช่น อีโคไลโอ 157:H7 หรืออีโคไลโอ 104 ที่ระบาดในเยอรมนีและยุโรปในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ โดยการระบาดของอีโคไลในคนจะเกิดจากการที่เชื้ออีโคไลมีการปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำ และคนก็กินอาหารหรือดื่มน้ำนั้นเข้าไป โดยเชื้ออีโคไลที่ถูกขับออกจากร่างกายของผู้ป่วยทางอุจจาระก็อาจจะทำให้เกิดวงจรการแพร่กระจายของเชื้อต่อไปได้
กลุ่มเสี่ยงและอาการ
ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่จะได้รับเชื้ออีโคไลได้ง่าย โดยแบคทีเรียอีโคไลสามารถก่อให้เกิดความผิดปกติกับร่างกายของคนได้หลายอย่าง เช่น
- ท้องร่วง
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ส่วนวิธีการก่อโรคนั้นจะมีได้หลายแบบ เช่น
- การสร้างสารพิษต่อลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องร่วง
- การทำลายเนื้อเยื่อลำไส้โดยตรง ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดท้อง
- ทำให้มีเลือดออก ถ่ายเป็นเลือด ซึ่งอาจส่งผลต่อไปรุนแรงจนทำให้เกิดปัญหาไตวายได้ (โดยเฉพาะอีโคไลสายพันธุ์โอ 157:H7 จะก่อปัญหาลักษณะนี้ได้มาก ขณะที่อีโคไลสายพันธุ์โอ 104 ทำให้เกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย อันเป็นเหตุให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเสียชีวิตเช่นกัน)
หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว แบคทีเรียอีโคไลจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-8 วัน โดยผู้ที่แข็งแรงอาจจะมีอาการไม่มาก เช่น ท้องเสียเล็กน้อย ส่วนผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงจะมีอาการไม่สบายมาก เช่น มีอาการอาเจียนรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด มีอาการติดเชื้อนอกลำไส้ และหากมีอาการรุนแรงมากๆ ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดี การเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากเชื้อโดยตรง แต่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ถ่ายไม่หยุด อาเจียนบ่อย ทำให้ไตทำงานหนักจึงช็อก และเสียชีวิต
การรักษาและป้องกัน
ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากอีโคไลมักจะเป็นการรักษาตามอาการ เพราะยังไม่มียาปฏิชีวนะที่ได้ผลดีในการรักษา รวมถึงยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นหัวใจสำคัญในการรับมือกับแบคทีเรียอีโคไลที่ดีก็คือ การป้องกันตัวเองด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- ใช้ห้องสุขาอย่างถูกสุขลักษณะ
- ล้างมือทุกครั้งหลังการขับถ่าย
- ล้างมือก่อนประกอบอาหาร
- ล้างมือก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก
- ระมัดระวังการรับประทานอาหารดิบๆ โดยเฉพาะผักดิบ
- ประกอบอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ เช่น เลือกเครื่องปรุงไม่ว่าจะเป็นผัก หรือเนื้อสัตว์ที่สด สะอาด ปลอดภัย
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
- ดื่มน้ำที่สะอาดผ่านการต้มสุก
- ถ้าดื่มน้ำบรรจุขวดต้องเลือกตราที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และสังเกตดูว่าน้ำในขวดไม่ขุ่นและไม่มีตะกอน
- รับประทานเฉพาะน้ำแข็งอนามัยเท่านั้น
- เมื่อมีอาการท้องเสียขั้นรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน และอย่ารับประทานยาระงับถ่ายอุจจาระ
้
|