“หมู่เลือด” มีอะไรบ้าง
รศ.พ.อ.นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล


     “เลือด” ทำหน้าที่นำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ เลี้ยงทุกอวัยวะของเราโดยแทรกซึมไปทั่วทุกอณูของร่างกาย หากไม่มีออกซิเจนร่างกายก็ไม่สามารถเผาผลาญสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรท โปรตีน หรือไขมัน ให้กลายมาเป็นพลังงาน ดังนั้นหากขาดเลือดก็จะทำให้เราขาดพลังงาน เซลล์ก็จะมีชีวิตไม่ได้ ต้องตายไปในที่สุด จะเห็นว่า “เลือด” หมายถึงการมีชีวิตอยู่ของคนเราเลยทีเดียวเชียวนะครับ

แล้วกลุ่มเลือดหรือกรุ๊ปเลือดคืออะไร?
     กำเนิดของการแยกกรุ๊ปเลือดเริ่มต้นมาจากความจำเป็นในการเอาเลือดของคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง ในช่วงแรกๆ ที่มีการเอาเลือดไปให้กันจริงๆ ปรากฎว่าบางคนได้รับเลือดแล้วไม่เกิดปัญหาอะไร แต่บางคนเกิดความดันตก เสียชีวิต จึงมีการศึกษาในกาลต่อๆ มา ก็พบว่าที่เป็นอย่างนั้นเนื่องจากเลือดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงทำการศึกษาจริงจังจนสามารถจำแนกออกเป็นหมู่เลือดต่างๆ ซึ่งหมู่เลือดมีความจำเป็นต้องเหมือนกันและต้องไม่มีปฏิกิริยาต่อกันหากมีการให้เลือด ระหว่างกัน เรียกว่า “หมู่เลือดระบบเอ บี โอ (ABO)” ระบบนี้เป็นระบบเลือดที่ใหญ่ที่สุด ที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะมีการให้เลือดหรือส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดแก่คนที่รอรับเลือด

     น่าแปลกนะครับมนุษย์เราพอเกิดมาจะมีหมู่เลือดติดตัวกันมาเลย หมู่เลือดนี่แยกแยะจากอะไร ? แยกจากลักษณะของโปรตีน(antigen) ที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือด หากโปรตีนนั้นมีชนิด เอ (A) หมายถึงคนนั้นมีกรุ๊ปเลือดเอ แต่หากมีโปรตีนชนิดบี (B) แปลว่าคนนั้นมีกรุ๊ปเลือดบี หากไม่มีทั้งโปรตีนเอและบี แปลว่าคนนั้นมีกรุ๊ปเลือดโอ (O)

     คุณทราบไหม...ร่างกายของมนุษย์เรายังซับซ้อนมากกว่านี้อีก ที่ทำให้มีเหตุผลว่าทำไมต้องให้เลือดกรุ๊ปเดียวกัน เพราะคนที่มีกรุ๊ปเลือดเอ จะมีภูมิต้านทาน(antibody) ต่อโปรตีนบีบนผิวเลือด คนที่มีเลือดกรุ๊ปบีจะมีภูมิต้านทานต่อโปรตีนเอบนผิวเลือด คนที่มีกรุ๊ปเลือดโอจะมีภูมิต้านทานต่อทั้งโปรตีนเอและบี จึงรับเลือดกรุ๊ปใดไม่ได้ยกเว้นเลือดกรุ๊ปโอเท่านั้น แต่กลับให้เลือดคนอื่นได้ทุกกรุ๊ป ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรใช่ไหมครับ

ภูมิต้านทานที่ว่านี้สำคัญแค่ไหน ?
     สำคัญมากครับ.... เพราะถ้าเกิดการให้เลือดผิดกรุ๊ปเข้าไปใน
ร่างกายเมื่อภูมิต้านทานไปจับกับ โปรตีนที่อยู่บนเม็ดเลือด เช่น คนเลือดกรุ๊ปเอ ได้รับเลือดกรุ๊ปบี ภูมิต้านทานในพลาสม่าของคนเลือดเอจะจับกับโปรตีนบนเม็ดเลือดแดงของเลือดกรุ๊ปบีที่เข้ามาใหม่ สิ่งที่จะเกิดตามมา
คือ เม็ดเลือดแดงจะแตกพร้อมๆ กันทันทีและเป็นจำนวนมากๆ เกิดปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลัน หลอดลมในปอดตีบแคบ (เกิดอาการหอบเหมือนคนที่เป็นหอบหืด) ปัสสาวะเป็นสีโค๊ก ตามมาด้วยปัสสาวะไม่ออกและไตวาย เลือดมีความเป็นกรดสูงขึ้น ความดันโลหิตตก และอาจจะเสียชีวิตในที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นี่ละครับที่ว่าหมู่เลือดมีความสำคัญขนาดไหน?

     เอบีโอ เป็นเพียงระบบของหมู่เลือดเพียงอย่างเดียวที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ความจริงแล้วยังมีอีกระบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเวลาตรวจหมู่เลือดทุกครั้งก็จะถูกตรวจร่วมด้วยเสมอ คือ ระบบหมู่เลือดแบบ “Rh” หมายถึงโปรตีนชนิดหนึ่ง มี 2 ลักษณะได้แก่ คนที่มี Rh- (คือไม่มีโปรตีน Rh) จะมีภูมิต้านทานต่อ Rh และคนที่มี Rh+ (คือมีโปรตีน Rh) จะไม่มีภูมิต้านทานต่อ Rh

     คนทั่วไปมากกว่า 95% จะมี Rh+ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรกับคนกลุ่มนี้

     แต่หากคุณมีเลือดเป็น Rh- ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อใดที่คุณเจ็บไข้ไม่สบายแล้วต้องการเลือด อาจจะหาเลือดกรุ๊ปนี้ได้ยากสักหน่อย ซึ่งหากได้รับเลือดผิด เป็นเลือดที่มี Rh+ ภูมิต้านทานในตัวคุณจะไม่จับกับโปรตีน Rh ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกอย่างรุนแรงตามที่เล่ามาแล้วก็อันตรายทีเดียวครับ

     ระบบกลุ่มเลือดABO จะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นตั้งแต่แรกคลอดเลยครับ แต่ระบบ Rh จะต่างกับ ABO ตรงที่ Rh ไม่มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จะต้องเคยได้รับเลือด Rh+ มาก่อน จึงจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นมา

     ความซับซ้อนของเลือดยังไม่หมดแค่นี้นะครับสำหรับกรุ๊ปเลือดแบบ Rh ปัญหาจะเกิดอีกในกรณีที่ผู้หญิงที่มี Rh- แล้วตั้งครรภ์ โดยที่สามีมีกรุ๊ปเลือด Rh+ ถ้าลูกในครรภ์มีพันธุกรรมเหมือนพ่อ คือ มี Rh+ เช่นเดียวกับพ่อ (หากเหมือนแม่คือ Rh- ก็จะไม่มีปัญหาอะไร) ตามธรรมชาติแล้วจะมีเลือดของลูกหลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ในปริมาณน้อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งสามารถไปกระตุ้นให้แม่สร้างภูมิต้านทานต่อ Rh ขึ้นมาได้ หากได้รับเลือด Rh+ หรือตั้งครรภ์ในครั้งต่อไปอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้นในทางการแพทย์ก็จะมีขบวนการในการทำลายเม็ดเลือดที่มี Rh+ ที่หลุดเข้าไปในกระแสเลือดแม่ เพื่อเป็นการป้องกันแม่ไม่ให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาครับ

     นอกจากหมู่เลือดสองระบบนี้แล้ว (ABO และ Rh) ยังมีระบบอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่มีความสำคัญน้อยกว่า และไม่ได้มีการตรวจโดยทั่วๆ ไป ยกเว้นเมื่อแพทย์สงสัยเท่านั้น ผมไม่ขอเล่าแล้วกันนะครับเพราะซับซ้อนเกินไป อย่างไรก็ตามผมแค่ต้องการย้ำว่าการได้รับเลือดของคนอื่นเป็นอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงหากทำได้ เนื่องจากเลือดนั้นไม่ใช่ของเราเอง แม้ว่าจะเป็นหมู่เลือดที่เข้ากันได้ก็ตาม เพราะยังอาจมีปัญหาจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมากับเลือด เช่น เชื้อมาเลเรีย เชื้อเอดส์ เชื้อไวรัสต่างๆ แม้ว่าทางการแพทย์พยายามที่จะคัดกรองเลือดที่มีปัญหาออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซนต์ ได้ยินแบบนี้แล้วอย่าถึงกับกลัวจนไม่ยอมรับเลือดนะครับ คุณหมอเขาจะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของการให้เลือดก่อนที่จะสั่งให้อยู่แล้วแน่นอน ว่าน่าจะคุ้มค่าแก่การให้ หากจำเป็นต้องรับเลือด ก็ต้องรับนะครับ ไม่อย่างนั้นอาจถึงจุดสุดวิสัยแก้ไขอะไรไม่ได้

     หน่วยงานที่รับบริจาคเลือด (เช่น สภากาชาด กาชาดจังหวัด โรงพยาบาลต่าง ๆ) ก็ได้พยายามคัดกรองเลือดที่ได้รับบริจาคอย่างดีที่สุดเพื่อให้เกิดปัญหาเกิดน้อยที่สุดอยู่แล้วครับ แต่ก็คงไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์ เหมือนกับเราทำทางม้าลายไว้ให้คนเดินข้าม เพื่อลดปัญหาของอุบัติเหตุ แต่มันก็ยังคงมีอุบัติเหตุให้เห็นอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้นล่ะครับคุณ...




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.