การศึกษาพาให้สุขภาพดี
พ.ต.ท.นพ.นริศ เจนวิริยะ


     เคยมีการศึกษาวิจัยกันมามากเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและความยืนยาวของชีวิต เคยมีนักวิจัยตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอายุของคนเรายืนยาวเพราะฐานะการเงินดีบ้าง มีความเครียดน้อยบ้าง มีครอบครัวรักใคร่กันดีบ้าง มีเพื่อนฝูงมากบ้าง หรือบางคนก็ว่าเพราะหลายอย่างเหล่านั้นร่วมกันทำให้อายุยืนสุขภาพดี แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการวิจัยออกมาว่า การศึกษาเป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญที่ทำให้คนเราอายุยืนยาว

     เจมส์ สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ด้านสุขภาพ แห่งแรนด์คอปอเรชั่น เป็นบุคคลแรกๆ ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และได้ทำการวิจัยในหลายประเทศแล้วคิดว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีสุขภาพดีและอายุยืน แต่เขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการศึกษากับสุขภาพมันเป็นเหตุเป็นผลโดยตรงต่อกันจนกระทั้งมีนักศึกษาหลังปริญญาแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียชื่อ Andriana Lleras-Muney ได้ทำการวิจัยเรื่องนี้โดยได้แนวคิดเริ่มต้นจากนักเศรษฐศาสตร์แต่ตอนแรกยังมืดมนไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าการศึกษาเป็นเหตุของสุขภาพดีและความยืนยาวของอายุขัย จนกระทั่งมาได้ความคิดจากรายงานในวารสารทางเศรษฐศาสตร์ว่าเมื่อ100 กว่าปีก่อนมลรัฐหลายแห่งของสหรัฐฯ เริ่มมีการออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนเพิ่มชั่วโมงเรียนในโรงเรียน ทำให้ผู้ทำวิจัยเกิดอาการปิ๊ง ได้ความคิดที่จะพิสูจน์เหตุและผล เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าติดตามผู้คนมากมายย้อนหลังไปเพื่อเปรียบเทียบสุขภาพและอายุขัยของคนในสมัยที่ยังมีชั่วโมงเรียนน้อยกับคนในสมัยที่มีชั่วโมงเรียนถูกบังคับให้มากขึ้น ผลปรากฎออกมาน่าทึ่งว่าการศึกษาภาคบังคับที่เพิ่มขึ้นมามีผลทำให้สุขภาพของคนดีขึ้นและอายุขัยเพิ่มขึ้น การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Review of Economics Studies และได้รับรางวัลดีเด่น เป็นผลให้ผู้วิจัยได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน จากข้อมูลนี้นักเศรษฐศาสตร์เขาจึงแนะนำให้รัฐบาลลงทุนทางด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพของพลเมือง มากว่าที่จะลงทุนในเรื่องการรักษาพยาบาลที่ทั้งลดแลกแจกแถมเช่นจาก 30 บาทลดลงไปเหลือศูนย์บาทรักษาทุกโรคอย่างในบ้านเรา
      ทุกวันนี้มีการพัฒนาทางการแพทย์มากขึ้น เป็นผลให้อัตราตายจากโรคภัยต่างๆ ดีขึ้น ตัวอย่างเช่นโรคมะเร็ง

     เมื่อไม่นานมานี้ หมอ Harmon Eyre หัวหน้าแพทย์ในสมาคมระเร็งอเมริกันให้สัมภาษณ์ว่าอัตราตายจากโรคมะเร็งในสหรัฐ ฯ ลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน คือลดลงในปี 2003 และ 2004 แต่การลดลงในปี 2004 ชัดกว่า อัตราตายที่ลดลงเกิดขึ้นในโรคมะเร็งที่พบบ่อยๆ คือ มะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอดในชาย โรคมะเร็งยังคงเป็นโรคที่ทำให้คนตายมากที่สุดอันดับ 2 ในสหรัฐฯ และมะเร็งปอดเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากมาย

     หมอ อายร์ เชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มของการลดลงของอัตราตาย แต่เนื่องจากในระยะหลังนี้คนเรามีอายุขัยมากขึ้นทำให้มีพลเมืองมากขึ้นจึงทำให้อัตราที่ลดลงแลดูไม่ชัดแต่เนื่องจากอัตราการลดลงมันสูงมากจึงทำให้
แลเห็นได้
     มะเร็งปอดในผู้ชายลดลงเนื่องจากคนมีความรู้สูบบุหรี่ลดลง สำหรับในหญิงก็เริ่มมีการลดลงของการสูบบุหรี่และอัตราตายจากมะเร็งปอดด้วย
     สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่มีการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และตัดติ่งเนื้องอกออก ร่วมกับการกินอาหารที่ถูกต้องและการออกกำลังกายทำให้อัตราตายจากมะเร็งชนิดนี้ลดลง
     เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีรายงานการลดลงของโรคมะเร็งเต้านมหลังจากที่มีการแนะนำให้เลิกกินฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน ต่อไปคงจะมีแนวโน้มลดลงมากกว่านี้
     การลดลงของมะเร็งทั้งหลายที่ว่ามานี้เกิดจาก การป้องกัน การวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มแรก และการรักษาที่ดีขึ้น ไม่ใช่อย่างใด
อย่างหนึ่ง
     ในยุค 1970 ถ้าใครเป็นมะเร็ง 50% มักอยู่รอดไม่ถึง 5 ปี แต่ปัจจุบันนี้อัตราอยู่รอด 5 ปี มีถึง 60%
     ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของประเทศพัฒนาที่ประชาชนมีการศึกษาที่พาให้มีความตื่นตัว รู้จักป้องกันโรค รู้จักเข้าหาการตรวจรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากขึ้น
     แม้ว่าคนที่เข้าถึงการแพทย์ได้ยากมีอัตราตายสูงกว่าคนที่เอาประกันสุขภาพ สำหรับคนไทยเราทุกวันนี้มีระบบประกันสังคมและระบบศูนย์บาทรักษาทุกโรคเกิดขึ้นแล้ว การเข้าถึงการรักษาพยาบาลของคนไทยก็ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้มีผลดีต่อสุขภาพแน่

     นอกจากบทสัมภาษณ์ของหมออายร์ซึ่งกล่าวถึงโรคมะเร็งอย่างเดียว ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเช่นโรคเอดส์พบว่าแม้คนทางตะวันตกจะมีการส่ำส่อนทางเพศมากกว่าคนในเอเซีย อาฟริกา และลาตินอเมริกา แต่อัตราการแพร่เชื้อเอดส์ทางเพศสัมพันธ์มีน้อยกว่า ทั้งนี้เพราะเขามีความรู้ สามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้ดี เช่นมีการใช้ถุงยางอนามัยมากกว่า และผู้หญิงของเขามีความรู้ยืนกรานที่จะให้ผู้ชายใช้ถุงยางอนามัยมากกว่าหญิงบ้านเราซึ่งมักจะถูกสามีซึ่งไม่ค่อยมีความรู้ไปเที่ยวซุกซนแล้วทำเอาตามใจชอบ

     ในบ้านเราเท่าที่ผมเห็นจากการดูแลรักษาไข้หนุ่มสาวโรงงาน ก็ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำที่คนเหล่านี้ตรวจเลือดพบเชื้อเอชไอวี คนกลุ่มนี้มีอยู่มากที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพร่เชื้อโรค หรือคิดว่าคนที่เขารักเป็นคนเปอร์เฟคหรือหรือคิดว่ากิ๊กของเขาทั้งหล่อทั้งสวยไม่ใช่กิ๊กก๊อกคงจะไม่มีโรคร้ายติดตัว หรือบางคนมีตัณหาอวิชชาเต็มที่ออกเดทดื่มเหล้าเมายาสนุกสนานบานใจทำให้ติดโรคร้ายตอนเมา ทุกวันนี้คนไทยติดเชื้อเอดส์เป็นล้าน และมีอาการโรคเอดส์เต็มขั้นหลายแสน ทั้งนี้เพราะขาดการศึกษานั่นเอง น่าเป็นห่วงมากๆ

     สำหรับวัณโรคและโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดบีก็เหมือนกัน ในเมืองไทยมีเป็นกันมากมายในหมู่คนด้อยการศึกษา สาวบางคนสวยพริ้งแต่ในปอดมีเชื้อวัณโรคเต็มไปหมด

     การศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในโลกนี้ที่ดำเนินไปทุกขณะ ทำให้เกิดความเจริญพัฒนาทางการรักษาป้องกันโรคมากขึ้นๆ อย่างโรคมะเร็งปากมดลูก เคยมีการศึกษาแล้วพบว่าการทำแป๊ปเสมียร์(pap smear) ง่ายๆ โดยเอาเซลล์ปากมดลูกไปตรวจหามะเร็ง สามารถตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ทำให้รักษาโรคนี้ได้แต่เนิ่นๆ ทำให้อัตราตายลดลง ปัจจุบันนี้ยิ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือ มีการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาใช้ฉีดป้องกันโรคมะเร็งนี้ได้แล้ว เริ่มจะมีออกขายในต่างประเทศแล้ว พ่อแม่ที่มีการศึกษาจะมีความรู้สามารถทำการป้องกันลูกสาวของตนได้ตั้งแต่วัยแรกรุ่นก่อนที่จะไปเปิดบริสุทธิ์รับเชื้อไวรัสก่อโรคมะเร็งปากมดลูก


     การเรียนกับการศึกษามีความแตกต่างกัน การเรียนทำให้มีความรู้สอบผ่านได้ แต่การศึกษาทำให้คนเราเปลี่ยนไปสามารถคิดเองทำเองปรับปรุงตัวเองได้ ตามหลักแล้วผลลัพธ์สุดท้ายของการศึกษาคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในทางดีขึ้น เริ่มแรกจากพฤติกรรมของปัจเจกชน แล้วขยายไปสู่ชุมชนและประเทศ เมื่อถึงจุดนั้นพฤติกรรมของคนทั้งประเทศก็เจริญพัฒนาขึ้น มีผลให้การป้องกัน ตรวจพบและรักษาโรคดีขึ้น อายุขัยของประชาชนก็ยาวนานขึ้น คำกล่าวที่ว่า “การศึกษาปลูกปั้นเสร็ จแล้วแสนงาม” จึงน่าจะใช้ได้กับเรื่องสุขภาพด้วย




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.