ผู้ชายวัยทอง
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
ผู้ชายวัยทอง หรือชายหมดระดูก็คล้ายกับหญิงหมดระดู ที่เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเพศลดน้อยลง คำว่าชายวัยทองหรือหมดระดูภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า male menopause (หมดระดู) วัยทองของชายนี้ส่วนมากเกิดในช่วงอายุประมาณ 40 ถึง 55 ปี (อาจจะเกิดที่อายุน้อยที่สุด 35 ปี สูงสุดที่ 65 ปี)
เหตุการณ์หรือสิ่งที่บ่งบอกว่ากำลังเข้าสู่วัยทองของชายคือ 1. ความรักแรงแข็งขันทางเพศลดลง 2. ความว่องไว แข็งแรงและอดทนทางร่างกายทั่วไปลดลง 3. ลูกๆ เริ่มโตพ้นหัวอกทยอยออกจากบ้านไป 4. พ่อ แม่ มักค่อยๆ ล้มหายตายจากไป 5. หางานใหม่ยากขึ้น 6. ชีวิตสมรสเริ่มจะโรยรา มีการหย่าร้างเกิดขึ้น 7. เพื่อนๆ เริ่มเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น 8. ความคาดหวังและความใฝ่ฝันในชีวิตเริ่มจะลดลง
ภาวะชายวัยทองมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ มองในแง่หนึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนกับธรรมชาติได้ออกแบบมาให้ผู้ชายเปลี่ยนจากความเป็นผู้ใหญ่ระยะแรกไปสู่ความความเป็นผู้ใหญ่ในระยะที่สอง
ถ้าเปรียบว่าชีวิตคนเราเหมือนการปีนเขา ในสมัยโบราณส่วนใหญ่ผู้ชายอายุประมาณ 40 และ 55 ปีกำลังปีนไปถึงยอดเขา หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นขาลงอย่าง
รวดเร็วแล้วตาย แต่ปัจจุบันนี้วงการแพทย์เจริญขึ้นคนเราอายุยืนขึ้น หลังจากปีนไปถึงยอดเขาแล้วเรายังไม่ตาย เราสามารถจะมีประสบการณ์การเป็นผู้ใหญ่ในครั้งที่สองได้โดยการลงจากเขาของความเป็นผู้ใหญ่ครั้งที่หนึ่ง ลงไปสู่หุบเขาข้างล่างก่อนจะปีนขึ้นมาใหม่ และเพื่อให้การเดินทางเป็นไปได้ ผู้ชายต้องทิ้งสัมภาระบางอย่างของวัยแรกเพื่อให้เบาตัวในการเดินทาง การย่างเข้าสู่วัยทองจึงไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่
บางคนเชื่อว่าวัยทองเป็นวัยสิ้นสุดของชีวิตทางเพศ แต่ที่จริงแล้วสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวดี รักษาสุขภาพ มีทัศนคติที่ถูกต้อง วัยทองยังมีความหมาย เป็นวันที่รู้
ผ่อนหนักเบามีจังหวะจะโคน มีประสบการณ์และเทคนิคใต้สะดือที่สามารถทำให้ชีวิตมีรสมีชาติ
ผู้ชายวัยทองก็คล้ายกับหญิงวัยทอง คือ ฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรน(testosterone) ถูกผลิตโดยร่างกายน้อยลง แต่น้อยลงช้ากว่าในหญิง สำหรับในหญิงวัยทองระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า เอสโตรเจน (estrogen) เริ่มลดน้อยลงที่อายุประมาณ 50 ปีและภายใน 5 ปีจะลดลงเร็วมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจมาก เช่น รอบเดือนเริ่มหมดไป เลือดออกน้อยลงๆ ซึ่งเห็นได้ง่าย ส่วนผู้ชายจะเห็นไม่ชัดอย่างนั้น การลดของฮอร์โมนเพศชายเป็นไปอย่างช้าๆ ระดับเทสโทสเตอโรนในชายอาจเริ่มลดลงได้ตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ แต่แทนที่จะลดลงฮวบฮาบภายในเวลาไม่กี่ปีแบบผู้หญิง กลับลดลงทีละน้อย ประมาณ 1% ต่อปีตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปช้ามากจนหลายคนอาจไม่ทันสังเกตเห็น จนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปเป็นสิบปี เมื่อถึงอายุประมาณ 50 ปีผู้ชายประมาณ 10% จะมีระดับเทสโทสเตอโรนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ พอถึงอายุ 70 ปี มากกว่าครึ่งหนึ่งมีระดับต่ำ
คำถามที่ว่าระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ต่ำนั้นสามารถทำให้เกิดอาการเหมือนระดับเอสโตรเจนที่ต่ำในหญิงวัยทองได้หรือไม่
คำตอบคือได้แน่ แต่จะเห็นได้ยากกว่า ตัวอย่างเช่นในคนไข้ชายซึ่งมีสภาวะบางอย่าง(พบน้อยมาก)ที่มีระดับเทสโทสเตอโรนต่ำมาก มีผลทำให้กล้ามเนื้อลีบ กระดูกกรอบ ไขมันเพิ่มขึ้น พลังน้อยลง ความรู้สึกทางเพศลดลง การแข็งตัวของอวัยวะเพศเสียไป มีอารมณ์หงุดหงิดและซึมเศร้า ในคนที่มีภาวะอย่างนี้เมื่อให้เทสโทสเตอโรนเข้าไปทดแทนแล้วอาการต่างๆ ดีขึ้น ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดๆ ว่าการขาดเทสโทสเตอโรนทำให้เกิดอาการวัยทองแน่
แต่ในผู้ชายทั่วไปการให้ฮอร์โมนเพศชายดังกล่าวทดแทนฮอร์โมนเพศชายที่มีระดับต่ำอาจจะได้ผลไม่แน่นอน ทำนายผลที่เกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากหลายปัจจัย
ประการที่ 1 เนื่องจากมีหลายสถานการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดอาการอย่างเดียวกับที่เกิดจากระดับ เทสโทสเตอโรนที่ต่ำ เช่น โรคติดเหล้า โรคไทรอยด์ต่ำ ต่อมไร้ท่ออื่นทำงานน้อย โรคตับ โรคไต หัวใจวาย โรคปอดเรื้อรัง และโรคซึมเศร้า
ประการที่ 2 เทสโทสเตอโรนในเลือดบางส่วน ออกฤทธิ์ (active) บางส่วน ไม่ออกฤทธิ์ (inactive) แต่เวลาตรวจเลือดหาระดับเทสโทสเตอโรนเขาตรวจรวมหมด (total) จึงบอกไม่ได้ว่าตัว ออกฤทธิ์ ต่ำจนทำให้เกิดอาการหรือไม่
ประการที่ 3 ระดับ เทสโทสเตอโรนของชายในวัยเดียวกันอาจจะแตกต่างกันได้มาก รวมทั้งในคนที่ไม่มีอาการใดเลย
ประการที่ 4 ระดับเทสโทสเตอโรนเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ได้ในแต่ละเวลาของวัน ดังนั้นเวลาในการตรวจจึงมีบทบาทด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นการยากที่จะบอกว่าระดับเทสโทสเตอโรนปกตินั้นอยู่ที่ระดับใด และที่ทำให้ยุ่งยากมากขึ้นคือผู้ชายที่มีอาการของวัยทอง มีระดับเทสโทสเตอโรนประเภท ออกฤทธิ์ ที่แตกต่างกันไปเอาแน่ไม่ได้
อย่างไรก็ตามเมื่ออายุผู้ชายมากกว่า 50 ปี จะมีอาการขาดฮอร์โมนเพศชายเกิดขึ้นแน่ๆ
แล้วคนที่มีอาการของผู้ชายวัยทองจากการขาดฮอร์โมนเพศชายจะทำอย่างไรดี คำตอบคือถ้าคุณอายุ 50 ปีหรือมากกว่าแล้วมีอาการควรไปปรึกษาแพทย์ดู แพทย์ก็จะช่วยตรวจดูว่าอาการนั้นเกิดจากโรคใดกันแน่ หรือแพทย์จะสั่งให้ตรวจเลือดหาระดับ เทสโทสเตอโรน ถ้าระดับมากกว่า 400 นาโนกรัมต่อ 100 ลบ.ซม.หมายความว่าระดับยังไม่ต่ำ ถ้าผลออกมาระดับต่ำกว่า 200 ก็หมายความว่าระดับต่ำแน่ แต่ระดับระหว่าง 200-400 (ก้ำกึ่ง) อาจจะต่ำจนเกิดอาการก็ได้ เพื่อให้แน่นอนขึ้นควรตรวจระดับ เทสโทสเตอโรนที่เป็นตัว ออกฤทธิ์
ถ้าระดับต่ำการให้ฮอร์โมนทดแทนจะได้ผลแน่ แต่คนที่มีระดับก้ำกึ่งการให้ฮอร์โมนอาจจะไม่ได้ผล
การให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลเสียอะไรบ้างไหม?
ในคนไข้บางคนการให้ยานี้อาจจะทำให้เกิดการหยุดหายใจเวลาหลับ (มีผลเสียต่อสุขภาพได้มาก) บางคนมีเม็ดเลือดมากขึ้นทำให้เกิดเลือดเป็นลิ่ม หัวใจวาย อัมพาตได้ง่าย นอกจากนี้ที่สำคัญคืออาจจะมีผลเสียต่อต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากอาจจะโตขึ้นแบบไม่ใช่เนื้อร้าย หรือแบบเป็นมะเร็งก็ได้ ด้วยเหตุนี้ที่ระดับก้ำกึ่งความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนจึงไม่แน่นอน คนที่ได้รับฮอร์โมนเพศชายทดแทนจึงควรได้รับการตรวจติดตามโดยแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับคนที่ไม่มีอาการมากนักก็ไม่ควรใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรจะพิจารณายอมรับสภาพการณ์ตามความเป็นจริง หาความรู้แล้วปรับตัวเพื่อให้เกิดสิ่งที่น่าปรารถนาสำหรับคนวัยทองเช่น ยินดีต้อนรับความเป็นผู้ใหญ่ครั้งที่สอง รักษาสุขภาพทั่วไปให้ดี เปลี่ยนจากความรู้สึกกดดันเรื่องรักไม่แรงแข็งขัน กลายเป็นความรู้สึกชื่นชมทำให้คู่สมใจจากเทคนิคดีๆ มากขึ้น
รู้คุณค่าชื่นชมกับการมีชีวิต มีเวลาเชยชมดมกลิ่นดอกไม้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิญญาณ ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือแก่รุ่นน้องหรือในชุมชน เห็นคุณค่าของคู่ที่อยู่ครอง และ ทำตัวเป็นผู้นำไปสู่การมีชีวิตที่มีคุณภาพจนถึงวันถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ชีวิตวัยทองจะได้เป็นทองจริงๆ
|