คนไทยกับ สิทธิการตาย ในอนาคต
นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรณ
คำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มีมานับเป็นพันๆ ปี ยังคงเป็นสัจธรรมที่เราทุกคนหลีกหนีไม่พ้น จุดสุดท้ายปลายทางคือความตายที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากพานพบ แต่ในอีกบางมุมของสังคม มีคนบางกลุ่มอยากที่ไปสู่จุดนั้นเร็วๆ บ้างก็ทำถึงขั้นฆ่าตัวตาย บ้างก็อยากตายแต่ไม่กล้าฆ่าตัวตายแต่ร้องขอให้แพทย์ พยาบาล ญาติพี่น้อง ที่คอยดูแลเป็นผู้กระทำ ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีค่อยมีข่าวคราวแบบนี้ ต่างกับในต่างประเทศที่เราคงเคยได้ยินคำว่า การุณยฆาต หรือ Euthanasia
ความตายในอดีต
สมัยโบราณรุ่นปู่รุ่นย่าเรา ความเชื่อที่ว่าความตายคือการพ้นทุกข์ ยังเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ถึงคราวตายก็คงไม่ตาย คงเป็นเพราะความเจริญทางจิตใจและความผูกพันทางพุทธศาสนายังหยั่งรากลึกอยู่ หากยังมีชีวิตอยู่ก็ควรหมั่นทำความดีมากๆ เมื่อตายแล้วจะได้พบกับความสงบในโลกหน้า
แน่นอนว่าก่อนที่จะเสียชีวิต มีสิ่งหนึ่งที่แทบทุกคนไม่ต้องการให้เกิดแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเจ็บป่วยซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณบ่งบอกว่าความตายมีอยู่จริง ด้วยเหตุที่การแพทย์ในสมัยก่อนยังไม่เจริญก้าวหน้าไปมากเหมือนยุคปัจจุบัน เมื่อถึงคราวที่ความเจ็บป่วยหนักเข้ามาเยือน ความทุกข์ทรมานก็เกิดขึ้น แต่ความทรมานนั้นไม่อยู่กับเรานานเหมือนในปัจจุบัน เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ในสมัยนั้นไม่ดีพอที่จะยื้อยุดฉุดชีวิตได้นานยิ่งขึ้นเหมือนสมัยนี้ เวลาความทุกข์จากความเจ็บป่วยเข้ามา ญาติก็มักเอาทางธรรมเข้าข่ม หรืออาจนิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้าให้มาเทศน์ข้างเตียง หรือที่บ้านเพื่อให้ผู้ซึ่งเป็นที่รักได้มีที่ยึดเหนี่ยวก่อนจะสิ้นอายุขัย
ความตายในปัจจุบัน
ในปัจจุบันการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก เรียกได้ว่าเป็นก้าวกระโดด สมัยอดีตเวลาป่วยหนัก เช่น เป็นไตวายหรือหัวใจวาย จากเดิมที่ต้องทำใจยอมรับว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาและทำจิตให้สงบ กลับกลายเป็นว่าต้องรีบเร่งเสาะหาโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือทันสมัยเพื่อรับการฟอกไต หรือผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งในบางครั้งก็ได้ผลน่าพอใจ แต่มีไม่น้อยที่ลงเอยด้วยการยืดเวลาแห่งการทนทุกข์ทรมานออกไปอีกนับเดือนนับปี แทนที่จะเข้าวัดทำบุญ กลับต้องวนเวียนเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาที่แพทย์เองก็รู้ดีว่าได้แต่เพียงยืดระยะเวลาการทนทุกข์ออกไปอีก หลายครั้งที่เข้าโรงพยาบาลไปแล้วแต่ไม่สามารถกลับมาอยู่บ้านเพราะจำเป็นต้องใช้เครื่องมือยื้อยุดฉุดชีวิตที่มีแต่เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น
ภาพแบบนี้มีให้เห็นกันในทุกๆ โรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 30 บาทที่หลายคนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งสวนกระแสความเป็นจริงของโลกเศรษฐศาสตร์ ที่ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟรีด้วยแล้วยังดีเลิศอีกต่างหาก เราจะเห็นภาพผู้ป่วยที่ควรจะสิ้นทุกข์ไปแล้วอย่างสงบแต่กลับต้องมีชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน มากจนบางครั้งผู้ป่วยหรือญาติต้องร้องขอให้แพทย์ปลดเครื่องพยุงชีวิตออก ซึ่งในอดีตไม่ค่อยมีภาพแบบนี้ หรือหากมีแพทย์ก็มักอนุโลมให้ตามความต้องการญาติ แต่ปัจจุบันความกล้าตัดสินใจและกล้าปฏิบัติของแพทย์ที่จะช่วยผู้ป่วยให้พ้นทุกข์ตามความต้องการได้นั้นเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องโดยญาติ ด้วยภาวะการฟ้องร้องแพทย์ที่หนักหนาสาหัสในปัจจุบัน การปลดเครื่องพยุงชีวิตตามความต้องการของญาติหรือคนป่วยเอง อาจหมายถึงการทำผิดกฎหมายซึ่งในที่สุดแล้วแพทย์อาจตกเป็นจำเลยเสียเอง จนเป็นที่มาของคำถามว่าคนเรามีสิทธิการตายหรือไม่เพียงไร
ตายอย่างมีศักดิ์ศรี กับ สิทธิที่จะตาย
คำว่า ความตายอย่างมีศักดิ์ศรี หรือ Death with dignity เป็นสิ่งที่พูดกันมากในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเทศที่การแพทย์และกฎหมายก้าวหน้าไปกว่าเรา โดยจะเห็นได้จากแบบฟอร์มการรักษาพยาบาลซึ่งผู้ป่วยต้องกรอกไว้ เช่น เรื่องให้ความยินยอมรับการรักษาจากแพทย์ (Informed consent) อีกทั้งยังต้องมีใบแสดงเจตจำนงที่ไม่ยอมรับการรักษาในกรณีที่ตกอยู่ในสภาพที่ป่วยเป็นโรคซึ่งหมดหนทางเยียวยาแล้ว หรือที่แพทย์เรียกกันว่า ผู้ป่วยกรอกแบบฟอร์ม DNR (Do Not Resuscitate)ไว้ล่วงหน้า ในรายที่มีคำสั่ง DNRไว้นั้น แพทย์ต้องหยุดการกระทำที่จะเป็นการยื้อชีวิตทุกอย่าง มิฉะนั้นอาจตกเป็นจำเลยได้ เนื่องเพราะต้องเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยที่มีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยได้ทำพินัยกรรมก่อนตาย (Living will) ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าขอใช้ สิทธิการตาย ตามที่กฎหมายรับรอง ห้ามแพทย์ละเมิดสิทธินี้โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร
สำหรับในบ้านเราที่ผ่านมายังไม่ใคร่มีการพูดถึง สิทธิการตาย เท่าไร คงเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนจากโรงเรียนแพทย์ให้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์อย่างสุดความสามารถ ซึ่งมีที่มาจากรากฐานคำสอนแต่โบราณของบิดาแห่งการแพทย์ Hippocrates ที่ว่า Do no harm ประกอบนโยบายการรักษาพยาบาลที่ไม่ตรงไปตรงมาในบ้านเราคือการให้การรักษาฟรีโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้ผู้ป่วยหรือญาติไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย จึงเรียกร้องเอาแต่สิทธิที่จะได้รับการรักษาอย่างไม่สิ้นสุด จนในที่สุดสิทธินั้นเองกลับทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นจากโรคหรือสภาวะที่สิ้นหวังในการรักษาพยาบาลแล้ว ทำได้แต่เพียงต่อลมหายใจให้ต้องทนทุกข์ออกไปอีก
ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ กับสิทธิการตาย
ในขณะนี้มีร่างกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งผ่านสภาไปแล้วระดับหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่มาตราหนึ่งที่พูดถึง สิทธิการตาย อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
มาตรา ๑๐ บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไป
เพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
กำหนดในกฎกระทรวง
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่ง และเมื่อ
ได้ปฏิบัติตามเจตนาดังกล่าวแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
หากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการรับรองจากสภาอย่างสมบูรณ์ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่รับรองว่า สิทธิการตาย เป็นสิทธิที่มีอยู่จริง ซึ่งทั้งผู้ป่วยและแพทย์ต้องให้ความเคารพและปฏิบัติตาม
รายละเอียดตามร่างฉบับนี้จะกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิการตายเพื่อให้ผู้ป่วยและแพทย์ปฏิบัติดังนี้
1) ผู้ป่วยต้องตกอยู่ในสภาพที่ป่วยเป็นโรคที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต เท่านั้น และผู้ป่วยเองยังไม่ได้รับการรักษาใดๆ เพื่อยื้อชีวิตมาก่อนหน้านี้ เป็นต้นว่า ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่ยังไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ หากมีอาการหอบเหนื่อยขึ้นมา ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะแสดงเจตจำนงไม่รับการใส่ท่อช่วยหายใจได้
2) ผู้ป่วยตกอยู่ในสภาพที่ได้รับความทรมานจากความเจ็บป่วย มีสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาใดๆ ของแพทย์เพียงเพื่อให้ตนพ้นจากความเจ็บป่วย
3) ขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ นอกเหนือจากนี้คงต้องรอดูรายละเอียดที่จะออกตามมาโดยกระทรวงสาธารณสุข (กฎกระทรวง) อีกครั้ง
ใครได้ใครเสียกับสิทธิการตายนี้
สิทธิการตายที่กำลังจะมีเป็นทางการนี้ ผลดีที่น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คงตกแก่ทั้งสองฝ่ายคือต่อตัวผู้ป่วยเองและแพทย์ผู้ให้การรักษา เพราะแต่เดิมการกระทำใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกของมาตราดังกล่าว แพทย์ไม่อาจปฏิบัติได้โดยเปิดเผย เพราะไม่เคยมีแนวทางที่ชัดเจน อาศัยเพียงแต่ดูแนวทางที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา รวมทั้งมโนธรรมและจรรยาแพทย์ที่เป็นตัวกำกับ แต่หากมาตรานี้บังคับใช้ แพทย์ก็สามารถทำตามประสงค์ของผู้ป่วยได้โดยไม่เสี่ยงต่อการตกเป็นจำเลยทางแพ่งและอาญา
ฝ่ายผู้ป่วยเอง ที่ยังมีสติสัมปชัญญะหรือได้แสดงเจตจำนงนี้ไว้แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพเหมือน ตายทั้งเป็น หรือ Living dead ลูกหลานก็ไม่ต้องกังวลว่าตนเองจะถูกตำหนิจากญาติคนอื่นว่าไม่ให้การรักษาบุพการีของตนเองเต็มที่ (เรื่องนี้พบได้บ่อยในหมู่คนจีนที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้รักษาไม่น้อย เพราะไม่มีใครในครอบครัวกล้าตัดสินใจว่าควรให้การรักษาต่อหรือยุติการรักษาดี เพราะเกรงว่าจะเป็นการอกตัญญูต่อบุพการี ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง ในสังคมและวิถีความเชื่อของชาวจีน)
ภาพของผู้ป่วยที่นอนรอความตายด้วยความทุกข์ทรมานในโรงพยาบาลอย่างสิ้นหวังก็คงลดน้อยลง เพราะเป็นความยินยอมของผู้ป่วยเองที่ไม่ประสงค์จะให้ตนเองมีชีวิตต่อไปอย่างไร้ซึ่งคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของความเป็นคน อีกทั้งยังมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนถึงสิทธิอันนี้ โดยตัวผู้ป่วยเองเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตัดสินชีวิตตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
มุมมองในด้านกฎหมายของสิทธิการตาย
มาตรานี้ก่อให้เกิดสิทธิอย่างเป็นทางการขึ้นมา 2 อย่างคือ
1) สิทธิการตาย (Right to die) ซึ่งเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรง ที่ต้องการตายอย่างมีศักดิ์ศรี ในบางประเทศมีการออกกฎหมายมารองรับโดยเฉพาะ (Death with dignity ACTs) ซึ่งมักเป็นประเทศที่เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
2) สิทธิที่จะฆ่า (Right to kill) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้แพทย์สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย แม้ว่าแพทย์จะพิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉินก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สิทธิที่จะฆ่า ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย แต่เป็นการละเว้นการกระทำในการให้การพยาบาลผู้ป่วยที่สิ้นหวังแล้วเท่านั้น ดังนั้นหากไม่สามารถให้คำจำกัด ความของคำว่า วาระสุดท้ายของชีวิต ให้รัดกุมก็อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หรือที่เรียกกันว่า การุณยฆาต (Mercy killing, Euthanasia) กับการฆ่าผู้อื่นโดยประมาท
ในบางประเทศจึงต้องเสนอให้ออกกฎหมายเอาผิดอาญาในกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตายหรือเสนอให้ผู้ป่วยยอมรับการุณยฆาต (Australian Suicide Materials Offences Act 2006)
หากเรายังจำกันได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกามีคดีที่ครึกโครมคดีหนึ่งที่ขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมว่าด้วยสิทธิการตาย (Schiavo case) กล่าวคือ ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพเจ้าหญิงนิทรา (ไม่ตาย แต่ไม่ตื่น) จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยผู้อื่นทั้งเรื่องการขับถ่าย การให้ยา รวมไปถึงการให้อาหาร สิทธิในการดูแลผู้ป่วยรายนี้ตกอยู่กับสามีซึ่งเป็นญาติสายตรง รองลงมาคือบิดามารดาโดยสายเลือดซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสามีตัดสินใจว่าภรรยาตนเองทนทุกข์ทรมานมามากเกินไปแล้ว และแพทย์เองก็ยืนยันว่าหมดหวังที่ผู้ป่วยจะตื่นขึ้นมาอีก สามีจึงตัดสินใจว่าจะหยุดการให้อาหารทางสายยาง โดยปล่อยให้ภรรยาตนเองค่อยๆ สิ้นลมไปเองจากการขาดอาหาร เมื่อบิดามารดาโดยสายเลือดรวมไปถึงองค์กรคริสตศาสนจักรทราบจึงร้องต่อศาลให้หยุดการ(ละเว้นการ)กระทำของสามีและร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ตนเองมีสิทธิการดูแลบุตรแทนสามี คดีนี้เป็นข่าวดังอยู่พักใหญ่เพราะคาบเกี่ยวระหว่าง เจตนาฆ่า กับ การใช้สิทธิการตาย เพียงแต่ว่าคู่กรณีมิใช่แพทย์กับผู้ป่วยหรือญาติ หากแต่เป็นคดีพิพาทระหว่างญาติฝั่งบิดามารดา กับญาติฝั่งสามี สื่อมวลชนเล่นข่าวนี้อยู่พักใหญ่เพราะไม่เคยมีบรรทัดฐานของคำตัดสินศาลสูงในคดีลักษณะนี้มาก่อน จนเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิการตายอย่างหนักหน่วง
ท้ายที่สุดไม่ว่าคำตัดสินในคดีดังกล่าวจะออกมาเป็นอย่างไร คำกล่าวที่ว่า ยิ่งขีดความสามารถทางการแพทย์พัฒนาไปมากเท่าไร คำถามถึง สิทธิการตาย หรือ ความตายอย่างมีศักดิ์ศรี ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และสังคมไทยคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับสิทธิการตายที่จะมีออกมาในอนาคตอันใกล้ บุคลากรทั้งแพทย์พยาบาลคงมีช่องทางแก้ไขกรณีที่ผู้ป่วยหมดหวังต่อการรักษาและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปก็ต้องตระหนักให้ดีว่าสิทธิการตายนี้เป็นดาบสองคม หากใช้ให้ถูกทางก็จะส่งผลดีต่อวาระสุดท้ายของชีวิตตนเองหรือญาติ แต่หากไม่เข้าใจในสิทธินี้ดีพอ (เหมือนกับการเรียกร้องสิทธิบางอย่างที่ ไม่คำนึงว่าสิทธิตนเองนั้นไปกระทบสิทธิคนอื่นด้วย) ก็จะส่งผลเสียหายร้ายแรงตามมาได้ |