เทคโนโลยีความบันเทิง ภัยเสียงใกล้ตัว
ดร.รัฐพล อ้นแฉ่ง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม


     เสียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อความหมาย และการสื่อสารของมนุษย์ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร
และความบันเทิงในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามว่าเราได้ยินเสียงที่ดังเกินไปหรือเปล่า? เทคโนโลยีที่ให้ความบันเทิงด้านเสียงที่ใช้หูฟังขนาดเล็ก (earphones) ไม่ว่าจะเป็น iPods, เครื่องเล่น MP3 หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือที่มีฟังก์ชันสำหรับการฟังวิทยุได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กสะดวกต่อการพกพา และสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น จนอาจนับเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตไปแล้ว แม้เจ้าเครื่องเล็กๆ เหล่านี้จะสร้างความสุขให้เราได้มาก แต่ในขณะเดียวกันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหูจากเสียงที่ดังจนเกินไปได้เช่นกัน

ใช้หูฟัง(earphones) เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
      จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีสร้างความบันเทิงที่ใช้หูฟังขนาดเล็กเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แนวโน้มการสูญเสียการได้ยินในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากลำโพงที่อยู่ในหูฟังขนาดเล็กจะส่งพลังงานเสียงเข้าสู่หูโดยตรง การใช้อุปกรณ์ที่ปรับระดับความดังที่มากเกินไป บวกกับเสียงรบกวนรอบๆ ตัว เช่น เสียงจากการจราจร หรือเสียงพูดคุยของคนรอบข้าง พฤติกรรมเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อ
การสูญเสียการได้ยินโดยฉับพลัน แต่จะค่อยๆ ส่งผลอย่างช้าๆ กลุ่มวัยรุ่นที่บริโภคเทคโนโลยีอย่างผิดวิธีนี้มีโอกาสสูญเสียการได้ยิน
ก่อนเวลาอันควร ซึ่งหมายความว่าจะสูญเสียการได้ยินแบบถาวรเมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน แทนที่จะอยู่ในวัยชรา

ดังเท่าไรที่เรียกว่าดังมาก
     การได้ยินเสียงที่เกินกว่าระดับ 85 เดซิเบลเอ1 อย่างต่อเนื่องสามารถ
ทำให้เกิดอันตรายต่อหูได้ ระดับเสียงสูงสุดของ iPods และเครื่องเล่น MP3 จะสูงถึง 112-115 เดซิเบลเอ ซึ่งดังกว่าเสียงเลื่อยไฟฟ้า (ดังตารางที่ 1)

ตารางที่ 1
ระดับเสียงจากอุปกรณ์และกิจกรรมต่างๆ

หยดน้ำฝน                         40  dB(A)
การสนทนาปกติ                   60  dB(A)
การจราจรคับคั่ง                  85  dB(A)
เครื่องเป่าผม                      90  dB(A)
การแสดงดนตรีร็อค            105  dB(A)
ตู้เกมส์, เลื่อยไฟฟ้า             110  dB(A)
iPod ที่ระดับเสียงสูงสุด        115  dB(A)
เครื่องเจาะถนน                  120  dB(A)
เสียงยิงปืน, เสียงพลุ           140  dB(A)



 1 เดซิเบลเอ (Decibel (A), dB(A)) เป็นหน่วยแสดงระดับเสียงที่หูมนุษย์ได้ยิน โดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงความดันเสียงที่เกิดขึ้น

จากการสำรวจในประเทศออสเตรเลียพบว่าผู้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะปรับระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80 เดซิเบลเอ แต่บางคนสูงถึง 120 เดซิเบลเอ และพบว่ายิ่งผู้ฟังมีอายุน้อยยิ่งปรับระดับเสียงให้ดังมากขึ้น และจากการศึกษาในอเมริกาพบว่า ประมาณร้อยละ 12 ของประชากรที่มีอายุ 6 ถึง 19 ปี
มีแนวโน้มสูญเสียการได้ยิน ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่มีรายงานว่าร้อยละ 26 ของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะสูญเสียการได้ยิน
และพบว่ากว่าร้อยละ 13 ของประชากรไทยมีภาวะหูตึง ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการฟังเสียงเพลงจากเครื่องเสียงส่วนบุคคลที่ดังเกินไป และกิจกรรมสร้างความบันเทิงอื่นๆ ที่เป็นภัยต่อหู

กิจกรรมเพื่อความบันเทิงที่เป็นภัยต่อหู
      ในโรงภาพยนตร์ นอกจากภาพที่สวยงานสมจริงแล้ว เสียงที่ดังจะช่วยสร้างอรรถรสในการฟัง มีรายงานว่าภาพยนตร์เรื่อง “Batman and Robin” และ “Contact” ใช้ระดับเสียงสูงสุด (Peak level) ถึง112 เดซิเบลเอ และ 107 เดซิเบลเอ ตามลำดับ เพื่อกระตุ้นต่อม-บันเทิงของผู้ชม ระดับเสียงนี้ใกล้เคียงกับเสียงของเลื่อยไฟฟ้า ส่วน Home Theater ที่นิยมกันในบ้านนั้น เมื่อเปิดเสียงสูงสุดจะมีระดับเสียงมากกว่า 100 เดซิเบลเอ ทั้งนี้อันตรายต่อการได้ยินจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่รับเสียง สภาพแวดล้อม และตำแหน่งที่ตั้ง เช่น จะมีระดับอันตรายมากขึ้นเมื่อเปิดระดับเสียงที่ดังเกินไปอย่างต่อเนื่อง จะมีระดับอันตรายมากขึ้นเมื่อห้องที่ติดตั้ง Home Theater ไม่มีการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียง การชมในตำแหน่งที่ใกล้กับลำโพงมากเกินไป และการมีเสียงรบกวนจากภายนอกทำให้ต้องเพิ่มระดับเสียงให้ดัง
เพื่อกลบเสียงรบกวน เป็นต้น
      แม้กระทั่งการไปเดินในห้างสรรพสินค้าบางแห่ง คุณจะสังเกตว่ามีกิจกรรมเป็นแหล่งกำเนิดเสียงมากมายแข่งขันกัน เช่น
เสียงประชาสัมพันธ์ของห้าง เสียงโฆษณาสินค้าจากร้านค้าต่างๆ มุมเครื่องเล่นเด็ก เสียงจากแผนกจำหน่ายเครื่องเล่นเสียง และโทรทัศน์ เสียงเพลงจากร้านจำหน่ายซีดี การแสดงบนเวที เสียงจากตู้เกมส์ ไปจนกระทั่งเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่จัดระเบียบการจราจร
ในที่จอดรถ ฯลฯ เสียงเหล่านี้ดูเหมือนจะแข่งขันกันเพื่อทำให้เกิดอันตรายต่อหูของผู้มาเที่ยวโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก กลุ่มที่
เสี่ยงต่อผลกระทบของเสียงอีกกลุ่มหนึ่ง คือ พนักงานของห้างที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีเสียงดังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่
จัดระเบียบการจราจรในที่จอดรถของห้าง

แล้วเราหูหนวกรึยัง?
      การได้ยินเสียงดังมากๆ เพียงครั้งเดียว เช่น เสียงประทัดในระยะที่ใกล้ หรือเสียงกระแทกจากลำโพงขนาดใหญ่ อาจทำลายระบบ
การได้ยินประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ทำให้มีอาการหูหนวกชั่วคราว หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหูหนวกถาวรได้ และการได้ยินเสียงดังกว่าปกติในระยะเวลานาน (นานเกินกว่าที่กำหนดไว้ในตารางที่ 2) ก็มีผลทำให้สมรรถภาพการได้ยินลดลงได้ ทำให้เกิดอาการหูตึงหรือแม้แต่
หูหนวก

ตารางที่ 2
ระดับเสียง และระยะเวลาที่สามารถสัมผัสระดับเสียงอย่างต่อเนื่อง

85 dB(A)                          8    ชั่วโมง
88 dB(A)                          4    ชั่วโมง
91 dB(A)                          2    ชั่วโมง
94 dB(A)                          1     ชั่วโมง
97 dB(A)                          30   นาที
100 dB(A)                        15    นาที
103 dB(A)                         7.5  นาที
106 dB(A)           น้อยกว่า 4    นาที
109 dB(A)           น้อยกว่า 2    นาที
112 dB(A)           น้อยกว่า 1    นาที
115 dB(A)           น้อยกว่า 30  วินาที

     วิธีการประเมินเบื้องต้นเพื่อประเมินว่าการได้ยินมีปัญหาหรือไม่ สามารถทำได้โดยให้คุณอยู่ในสถานที่ที่เงียบไม่มีเสียงรบกวน
จากนั้นกำมือแล้วใช้นิ้วชี้ถูกับหัวแม่มือ ห่างจากหูประมาณ 1 เซนติเมตร และฟังเสียงโดยทดลองกับหูทีละข้าง ถ้าไม่ได้ยินเสียง แสดงว่าระบบการได้ยินมีปัญหา ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน

“1 ร. 2 ป. 3 ล.” สูตรในการแสดงความรักต่อหู
      1 ร. คือ
      เรียนรู้ “เสียเวลาสักนิดเพื่อเรียนรู้ ดีกว่าเสียหูไปตลอดกาล” มีสื่อมากมายทั้งเว็บไซต์ และเอกสารเผยแพร่ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าใจเกี่ยวกับภัยของเสียง และวิธีการในการป้องกันอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th/) และเว็บไซต์ของกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม (CEF) และมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย (TEF) (www.tei.or.th/cef/nonoise/) เป็นต้น

     2 ป. คือ
     ปรับปรุงการดำเนินชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงภัยเสียง ไม่มีใครบอกเราได้ว่าระดับเสียงที่เราได้รับในชีวิตประจำวันอยู่ในระดับอันตรายหรือไม่ เพราะกิจกรรมประจำวันย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละคน ตารางที่ 2 แนะนำระยะเวลาที่เราสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีระดับเสียงดังอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เราไม่ควรได้ยินเสียงดัง 100 เดซิเบลเอ อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 15 นาที
     ปรับลดระดับเสียงของ iPods และเครื่องเล่น MP3 ไม่ให้ดังเกินกว่า 85 เดซิเบลเอ หรืออาจใช้สูตร “60-30-10” คือ ปรับระดับเสียงให้อยู่ที่ระดับร้อยละ 60 ของระดับเสียงสูงสุด (คือ ณ ตำแหน่งประมาณเลข 6 ในกรณีที่เครื่องเล่นเสียงมีสเกล 1-10 หรือ ดังกว่าระดับ medium เล็กน้อย ในกรณีที่เครื่องเล่นเสียงมีสเกลแบบ low medium high) จากนั้นฟัง 30 นาที และพัก 10
     3 ล. คือ
     หลีกเลี่ยงเสียงดัง เช่น สถานบันเทิงที่มีเสียงเพลงดังๆ เกมคอมพิวเตอร์ที่ใช้เสียงที่ดังเกินไป การเรียนหรือการทำงานในห้องที่มีเสียงรบกวนจากภายนอก เทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ ที่ใช้เครื่องขยายเสียงและการจุดพลุ หรือประทัด เป็นต้น หากเราต้องตะโกนเพื่อที่จะให้ได้ยินซึ่งกันและกันในระยะประมาณ 1 เมตร ถือว่าเราอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเกินไปจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ในสถานที่ดังกล่าว หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ที่อุดหู (earplugs) หรือที่ครอบหู (earmuff)

     หลีกเลี่ยงการใช้ หูฟังเครื่องเสียงแบบพกพา เช่น iPods เครื่องเล่น MP3 เครื่องเล่น CD หรือวิทยุ เทปที่มีสายสั้นจนเกินไป
หรือหลวมเกินไป เพราะทำให้ต้องเพิ่มระดับความดังของเสียงเพื่อกลบเสียงรบกวนจากภายนอกที่สอดแทรกเข้ามา
     หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเล่นเสียงหรือ Home Theater ในบริเวณที่มีเสียงรบกวนจากภายนอกที่ดังจนเกินไป

     สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนทุกๆ ปี เป็นวันมลพิษทางเสียงสากล (International Noise Awareness Day) แม้จะล่วงเลยมาแล้วแต่ผมก็อยากชวนคุณผู้อ่านให้ตระหนักถึงภัยเสียงที่อยู่รอบตัวเรา และขยายออกไปสู่การเรียนรู้ร่วมกัน
ในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน เพื่อหาแนวทางปกป้องหูของเราจากภัยเสียงในทุกๆ วัน

เป็นที่ตระหนักกันดีในวงการแพทย์แล้วว่ามลพิษทางเสียงส่งผลร้ายต่อการได้ยิน สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ได้แก่

• การได้ยิน:
การสูญเสียการได้ยิน เสียงดังรบกวน เกิดเสียงหวีดก้องในหูหรือในสมอง
• สุขภาพกาย:
ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น การไหลเวียนกระแสโลหิตบกพร่องจนถึงโรคหัวใจ
• สุขภาพจิต:
การรบกวนการพักผ่อน เกิดความเครียด และสภาวะตื่นตระหนก ซึ่งพัฒนาไปสู่อาการเจ็บป่วยเศร้าซึมและโรคจิตประสาทได้
• สมาธิ ความคิด และการเรียนรู้:
การรบกวนสมาธิ การคิดค้น วิเคราะห์ข้อมูล และการลดประสิทธิภาพการเรียนรู้ และการตั้งใจรับฟัง
• ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทํางาน:
การรบกวนระบบและความต่อเนื่องของการทํางาน และทําให้งานล่าช้า ลดทั้งคุณภาพและปริมาณ
• การติดต่อสื่อสาร:
ขัดขวางการได้ยิน และทําให้ต้องตะโกนสื่อสารกัน ทําให้การสื่อสารบกพร่องเกิดความเพี้ยนในการได้ยิน ในเด็กเล็กที่กําลังเรียนพูด
จะถ่วงพัฒนาการในการฟัง การพูด และการออกเสียง ในผู้ใหญ่จะเป็นอุปสรรคต่อการรับฟังสัญญาณเตือนภัยอันอาจทําให้เกิดอุบัติเหตุและอันตราย
• การกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว:
เสียงดังเร้าอารมณ์ให้สร้างความรุนแรง ทําร้ายผู้อื่น
• การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม:
กระตุ้นให้เกิดค่านิยมในความรุนแรง ไม่เคารพสิทธิในความสงบสุขของผู้อื่นและสังคมโดยรวม และการขาดมารยาทสังคมที่ดีงาม


     คนทั่วไปจะไม่สามารถทราบได้ว่ากำลังฟังเสียงหรือปรับระดับเสียงของเครื่องเล่นเสียงอยู่ที่กี่เดซิเบล ทั้งนี้เนื่องจาก
การวัดเสียงจะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า “เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter)” ซึ่งมีหน่วยวัดเป็น เดซิเบลเอ อย่างไรก็ตามขณะนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้มีการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมวัดระดับเสียง “SOUNDmeter” ซึ่งสามารถนำไปใช้บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Personal Digital Assistant: PDA) โปรแกรมดังกล่าว
มีความแม่นยำใกล้เคียงกับเครื่องวัดระดับเสียงมาตรฐาน และใช้งานง่าย จึงเหมาะกับคนทั่วไปสำหรับใช้ในการตรวจวัดระดับเสียง
และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังมากเกินไป

ขอขอบคุณ: ศ.พญ.สุจิตรา ประสานสุข เอื้อเฟ้อข้อมูล
แหล่งอ้างอิง :
กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย. (2549). เอกสารประกอบการสัมมนา “รักหูสักนิด ใส่ใจมลพิษทางเสียง”. หน้า 9-51
กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย. (2548). รวมใจคุณพ่อคุณแม่ต้านภัยเสียง. หน้า 4-5
Andre Picard.(2006). Hear Today, Gone Tomorrow. Toronto Star.
สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ. (2549). โลกนี้เสียงดัง. หน้า 5-11
http://www.nonoise.org/quietnet/cqe/sound.htm
http://www.lhh.org/noise/facts/recreation.htm







For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.