10 สุดยอดการค้นพบทางการแพทย์แห่งทศวรรษ
การวิจัย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคและการใช้ยาไปสู่ยุคใหม่

การคิดค้นไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อ...ยืดชีวิตมนุษย์ให้อยู่ยืน อยู่ดีอย่างมีสุข ด้วยการเอาชนะสังขารและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทำให้มนุษย์พยายามคิดค้นวิทยาการใหม่ๆ ทางการแพทย์มากมาก มีทั้งที่สำเร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการทดลองวิจัย มาดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีวิทยาการใดบ้างที่ผ่านการคิดค้นวิจัยและนำมาใช้กันบ้างแล้ว...

สเต็มเซลล์ www.HealthtodayThailand.com
สเต็มเซลล์หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกชนิด ทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์กระดูก เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั่งเซลล์สมอง และสเต็มเซลล์ยังมีขีดความสามารถในการแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด

การวิจัยสเต็มเซลล์เป็นการก้าวย่างผ่านขอบเขตของความไม่จำกัด สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจเบาหวาน อัลไซเมอร์ กระดูกพรุน รวมทั้งโรคที่ต้องมีการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ ด้วยการใช้สเต็มเซลล์ของตัวผู้ป่วยเองมาเพาะเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนภายนอกแล้วนำกลับเข้าไปในร่างกาย

ในประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มา 6-7 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้หลายชนิด รวมทั้งเริ่มมีการนำมาใช้รักษาจริง เช่น ในกรณีเปลี่ยนกระจกตา โรคธาลัสซีเมีย และโรคหัวใจ

ฮอร์โมนทดแทนดีจริงหรือ ?
การใช้ฮอร์โมนทดแทนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการใช้แก้ปัญหาด้านสุขภาพในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง เช่น อาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง และป้องกันกระดูกพรุน แต่ผลการวิจัยของ Women’s Health Initiative (WHI) เมื่อปี ค.ศ.2000 ได้ลบล้างข้อดีของฮอร์โมนเพศทดแทนเมื่อศึกษาพบว่าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ การศึกษานี้ทำในสตรีวัยหมดประจำเดือนอายุระหว่าง 50-79 ปี จำนวน 16,608 ราย โดยพบว่าความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดดำอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนทดแทน ส่วนการเกิดกระดูกสะโพกหักและมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความเสี่ยงลดลง

แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนไม่ควรวิตกกังวลกับผลการวิจัยนี้มากเกินไปจนหยุดใช้ยา เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งในแง่ของระยะเวลา ชนิดของฮอร์โมนที่ใช้ และข้อดีข้อเสียที่จะได้รับจากการใช้ในระยะยาว ดังนั้นก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนสตรีที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนควรปรึกษาแพทย์ถึงประโยชน์และผลเสียที่อาจจะเกิดเพื่อหารูปแบบและระยะเวลาการใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เหมาะสมต่อไป

ก้าวสำคัญในการรักษาโรค Multiple sclerosis
โรค Multiple sclerosis หรือ MS เป็นโรคที่มีการอักเสบของแผ่นไขมันที่หุ้มเส้นประสาทในสมองและไขสันหลัง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจว่าเนื้อเยื่อเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้มีอาการเกิดได้หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายอัมพาต กล้ามเนื้อเกร็ง เป็นต้น

MS เป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นเวลานานมาแล้วที่แพทย์ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับโรคนี้ จนกระทั่งมีการค้นพบว่า interferon beta สามารถใช้ได้ผล ซึ่ง interferon beta เป็นสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในร่างกายเราเอง มีฤทธิ์ยับยั้งการโจมตีปลอกหุ้มเส้นประสาทของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมาก ผลจากการค้นพบนี้ทำให้ผู้ที่เป็นโรค MS จำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนปกติ

วัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์
อัลไซเมอร์เป็นโรคทางสมองที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง และพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาการเด่น คือ อาการหลงๆ ลืมๆ มีปัญหาด้านการพูด เป็นต้น เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ชื่อว่าเบตา อะมีลอยด์ (beta amyloid)ในเนื้อสมอง ทำให้เซลล์ประสาทได้รับความเสียหายและนำไปสู่อาการของโรคอัลไซเมอร์

เดือนธันวาคม ค.ศ. 2000 นักวิทยาศาสตร์จากประเทศแคนาดาได้พัฒนาวัคซีนที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาการสูญเสียความทรงจำ โดยใช้หลักการเดียวกันกับวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ คือ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารก่อโรค จะใช้วัคซีนที่ผลิตจากเบตา อะมีลอยด์นี้ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี ที่ทำหน้าที่คล้ายทหารในร่างกายขึ้นมาโจมตีเบตา อะมีลอยด์ จากการทดลองทางคลินิกพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์บางส่วนมีการตอบสนองต่อวัคซีน และมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ทำให้คราบเบตา อะมีลอยด์ที่สะสมในสมองลดลง ผู้ป่วยมีความจำที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการทดลองเพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และความปลอดภัยต่อไป

ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์
เป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้ล่วงรู้ถึงความลับอันยิ่งใหญ่ของรหัสพันธุกรรม ภายหลังสิ้นสุดการวิจัยจากความร่วมมือของนานาชาติเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990-2003 โครงการฮิวแมน จีโนม (Human Genome Project) นับเป็นการปฏิวัติทางวงการแพทย์ครั้งสำคัญที่สุด ส่งผลกระทบต่อวงการวิจัยพัฒนายา การวินิจฉัยโรค และเป็นความหวังในการป้องกันหรือการรักษาโรคที่ในปัจจุบันไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคมะเร็ง

โดยการใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องรหัสพันธุกรรมมาเป็นตัววิเคราะห์วินิจฉัยสาเหตุยีนที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งจะทำให้แนวทางการรักษาโรคต่างๆ เปลี่ยนไปเป็นการรักษาตรงไปยังยีนที่มีความผิดปกติหรือบกพร่องนั้นๆ รหัสพันธุกรรมยังจะทำให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ส่วนการวิจัยยา ก็จะเป็นยาที่ผลิตมาให้เหมาะกับพันธุกรรมของแต่ละคนโดยเฉพาะ หรืออาจจะก้าวกระโดดไปถึงการค้นหาวิธีการชะลอความชราของมนุษย์ด้วยก็เป็นได้

แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีและข้อมูลที่ได้จากโครงการฮิวแมน จีโนมยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการวิเคราะห์และนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ใช้ได้จริง และยังจะต้องคำนึงถึงปัญหาทางจริยธรรม และกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการค้นคว้าทดลองในอนาคต

ยาเพิ่ม HDL
เอชดีแอล (HDL: High density lipoprotein) เป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ในผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะพบว่ามีโคเลสเตอรอลชนิดร้าย คือ แอลดีแอล (LDL: Low density lipoprotein) สูงกว่าปกติและมักมีระดับเอชดีแอลต่ำอีกด้วย จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อต้นปี ค.ศ. 2004 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและมหาวิทยาลัยทัฟทส์ได้ค้นพบยาใหม่ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ ยานี้คือ torcetrapib ที่สามารถกระตุ้นให้ระดับเอชดีแอลเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า และยังช่วยลดระดับแอลดีแอลได้ด้วย การค้นพบยานี้ทำให้การรักษาผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มระดับเอชดีแอลให้มากขึ้นร่วมกับการลดแอลดีแอลโดยใช้ยา torcetrapib ร่วมกับยากลุ่ม statins ซึ่งขณะนี้ยาผสมระหว่าง torcetrapib และ atorvastatin อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก ในอีกไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้าเราคงจะได้เห็นยานี้ออกสู่ตลาด

ยาต้านมะเร็งอัจฉริยะ
ยามะเร็งแบบเดิมๆ จัดการกับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวอย่างไม่เลือกทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติของร่างกาย ทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงมาก เช่น ผมร่วง เม็ดเลือดขาวต่ำ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยามะเร็งตระกูลใหม่ที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะเจาะจงเปรียบเหมือนกับจรวดนำวิถีที่ล็อคเป้าหมายให้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาเหล่านี้ได้แก่ Imatinib และ gefitinib

Imatinib เป็นยาสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML (chronic myeloid leukemia) ส่วน gefitinib ใช้กับมะเร็งปอด ยาทั้งสองชนิดนี้อาจจะใช้ได้กับมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก ข้อดีของยาใหม่นี้คือมีผลข้างเคียงต่ำกว่ายาต้านมะเร็งแบบเดิม แทบไม่ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำลง แต่ข้อเสีย คือ ยามีราคาแพง และอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่เป็นมะเร็งทุกราย ในอนาคตวิทยาการของยาต้านมะเร็งชนิดออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งต่างๆ (Novel and targeted therapies) คงจะมีมากชนิดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ และในที่สุดนักวิทยาศาสตร์อาจค้นพบยารักษามะเร็งให้หายขาดก็เป็นได้

เปลี่ยนความคิดเป็นการกระทำ
คงไม่เคยมีใครคาดคิดว่าคนที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้างไม่สามารถขยับได้ จะสามารถเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เช็คอีเมล์ เปิดปิดไฟ หรือเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ด้วยตัวเอง แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการฝังชิปที่ผิวสมองของชายที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง ทำให้เขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยความคิดของเขาเอง

อุปกรณ์นี้เรียกว่า BrainGateTM พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Cyberkinetics เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ชิปมีขนาด 4 ตารางมิลลิเมตร ต่อกับอิเล็กโทรดเส้นเล็กบางกว่าเส้นผมจำนวนมากที่ทำหน้าที่รับสัญญาณประสาทจากสมอง และส่งต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผล ถึงแม้ว่าแขนขาจะไม่สามารถขยับได้แต่สมองก็ยังมีการส่งสัญญาณประสาทออกมา เมื่อผ่าน BrainGateTM จะแปลผลจากความคิดให้กลายเป็นการกระทำให้ลูกศรบนจอคอมพิวเตอร์ขยับได้ดังใจ ส่งผลให้ผู้เป็นอัมพาตสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก และมีการต่อยอดแนวความคิดนี้ออกไปอีกมาก เช่น รถเข็นผู้ป่วยที่ควบคุมด้วยความคิด และในอนาคตหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถทำให้ผู้ที่เป็นอัมพาตรุนแรงสามารถขยับแขนขาได้อีกครั้ง

หัวใจเทียมเสมือนจริง
ถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยนับแสนรายที่กำลังรอคอยผู้บริจาคหัวใจที่เข้ากันได้ แต่มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะโชคดี ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2004 เป็นครั้งแรกที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้มีการอนุมัติให้มีการทำการตลาดหัวใจเทียมชนิดสมบูรณ์สำหรับเปลี่ยนแทนหัวใจดวงเดิมได้ หัวใจเทียมนี้ คือ AbioCor โดยบริษัท Abiomed ออกแบบและวิจัยพัฒนามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหัวใจเทียมที่ผลิตจากไททาเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกับหัวใจจริง เลียนแบบจังหวะการเต้นของหัวใจ และเป็นหัวใจเทียมชนิดแรกที่สามารถผ่าตัดใส่ในร่างกายได้สมบูรณ์ ไม่ต้องเจาะผิวหนังเพื่อต่อท่อและปั๊มเหมือนกับหัวใจเทียมแบบเดิม จึงลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลงได้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพและเตือนได้เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ

AbioCor ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็กไร้สายที่อยู่ภายนอกร่างกาย และมีแบตเตอรี่ภายในซึ่งอยู่ได้นานกว่า 60 นาที ทำให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ภายนอก เช่น อาบน้ำ ว่ายน้ำ ปัจจุบันนี้มีคนเป็นโรคหัวใจล้มเหลวที่ได้รับการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม AbioCor แล้ว 14 ราย สามารถยืดอายุได้เฉลี่ยนาน 5.3 เดือน 6 รายสามารถมีชีวิตอยู่จนฉลองวันเกิดในปีต่อไปได้ ขณะนี้กำลังพัฒนา AbioCor II ซึ่งมีขนาดเล็กลงและพอดีกับสรีระได้มากกว่ารุ่นแรก

ยาต้านมะเร็งรุ่นใหม่
ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2004 ยา bevacizumab ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำไมยานี้จึงจัดเป็นสุดยอดการค้นพบทางการแพทย์ ต้องมาดูที่กลไกการออกฤทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของมัน bevacizumab ออกฤทธิ์โดยการปิดกั้นไม่ให้มีการสร้างหลอดเลือดมาเลี้ยงก้อนมะเร็ง

หลายทศวรรษมาแล้วที่แพทย์ทราบว่าเซลล์มะเร็งต้องสร้างระบบหลอดเลือดขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ซึ่งมีโปรตีนที่เป็นเหมือนพลังงานในกระบวนการสร้างหลอดเลือดคือ VEFG (vascular endothelial growth factor) ดังนั้นโปรตีนตัวนี้เองที่เป็นเป้าหมายของยา bevacizumab เนื่องจากหลอดเลือดจำเป็นในการนำอาหาร ออกซิเจน และสารจำเป็นอื่นๆ มายังเซลล์มะเร็ง การยับยั้ง VEGF จึงทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและแพร่กระจายได้ช้าลง และยานี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอีกด้วย

วิทยาการใหม่ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้นยังมีอีกมากมายนัก มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว และอยู่ระหว่างการทดลอง แต่ที่แน่ๆ เทคโนโลยีย่อมมีราคาเสมอ คนในโลกกำลังพัฒนาอย่างเราจึงควรอยู่อย่างพอเพียง และรักษาสุขภาพให้ดีเสมอต้นเสมอปลาย เพราะการรักษาโรคทุกชนิดในวันนี้ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลจริงๆ !!!





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2008 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.