ก่อนจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ
จากงานวิจัยที่ประมาณการไว้ว่า ในอีก 13 ปีข้างหน้า คือ ปี พ.ศ.2563 จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มจำนวนเป็น 11 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 6 ของประชาชนไทยในช่วงเวลานั้น
นึกง่ายๆ เป็นเพราะคนไทยยุคนี้แต่งงานช้าลง นิยมมีลูกน้อยลง ทำให้จำนวนเด็กที่เกิดใหม่มีน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนี้การแพทย์และสาธารณสุขต่างก็พัฒนาขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน คนหันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพร่างกาย ทำให้คนไทยเรามีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นมาเป็น 72 ปี (68 ปีสำหรับผู้ชาย และ 75 ปีสำหรับผู้หญิง)
เมื่อเด็กที่เกิดมามีจำนวนลดลง ส่วนผู้ใหญ่ก็มีอายุยืนยาวขึ้น จำนวนผู้สูงอายุจึงสะสมเพิ่มสูงขึ้น โดยปกติเรากำหนดไว้ว่าใครก็ตามที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจัดเป็น
ผู้สูงอายุ จึงมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าควรแล้วหรือยังที่เราจะเพิ่มเกณฑ์อายุสำหรับผู้สูงอายุ
ไปอีกสัก 5 ปี เป็น 65 ปีบริบูรณ์เช่นเดียวกับเกณฑ์สากลที่ใช้กันในประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าคนไทยในช่วงอายุ 60-64 ปียุคนี้ส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพดีอยู่ หลายๆ คนยังคงเป็นคนทำงาน เป็นมันสมองและฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้า อย่างที่เรียกว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข เท่านั้น
ลองนึกเล่นๆ ดูว่า ถ้าวัยเกษียณอายุของคนไทยเราเพิ่มจาก 60 ขึ้นไปเป็น 65 ปีจะเป็นอย่างไร?
| หลายๆ ท่านที่ดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดีตลอดตั้งแต่วัยหนุ่มสาว และมีสุขภาพแข็งแรงยังกระฉับกระเฉงทำงานไหวจะได้ยืดเวลาทำงานออกไปอีกอย่างน้อยๆ ก็ 5 ปี มีรายได้ มีเงินสะสมสำหรับใช้ในอนาคตเพิ่มขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน |
| อันที่จริง วัย 60-69 ปี หรือ วัยสูงอายุตอนต้น ถูกเรียกว่าเป็นวัยแห่ง พฤฒพลัง คือเป็นช่วงชีวิตที่คนๆ หนึ่งจะมีประสบการณ์ ภูมิปัญญา และการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับสูงสุด มีพลังกายและสติปัญญายังกระฉับกระเฉงอยู่ ถ้าสถานการณ์ต่างๆ เอื้ออำนวย ก็ย่อมจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้มากพอๆ กับคนหนุ่มคนสาว (หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ) |
| ผู้สูงอายุที่ยังคงมีไฟพร้อมจะทำงานอยู่ จะมีโอกาสได้ทำก็จะรู้สึกว่าชีวิตตนเองยังมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ลดภาวะอาการซึมเศร้าห่อเหี่ยว เมื่อสมองได้คิดได้ทำอะไรอยู่เสมอก็จะลดภาวะอาการสมองเสื่อมลง และยังเกิดแรงบันดาลใจในการดูแลตัวเองให้ดี |
| มีโอกาสมากขึ้นในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์อันมีค่าแก่คนรุ่นลูกหลาน |
นึกดูอย่างนี้แล้วก็น่าสนใจและเห็นข้อดีอยู่หลายข้อใช่ไหมคะ และเพราะแบบนี้เอง ในประเทศที่เจริญรุดหน้ากว่าเรา อย่างสิงคโปร์ เขาถึงขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี มาเป็น 62 ปี และมีแผนจะขยายเป็น 67 ปีในอนาคตอันใกล้นี้ ขณะเดียวกันที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี มาเป็น 65 ปีกันไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมออกระเบียบการจ้างงานที่มีหลากหลายรูปแบบ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุเป็น
ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดระเบียบที่กีดกันการจ้างงานสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ให้ประเทศไทยเราได้เรียนรู้แล้วนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ขณะเรายังคงรักษาระดับวัยเกษียณอายุสำหรับผู้สูงอายุไว้ที่ 60 ปี ท่านไหนที่เพิ่งเกษียณก็อาจต้องประสบปัญหาการปรับตัวให้ชินต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน หรือหากเป็นไปได้อาจลองขยับขยายนำประสบการณ์ในการทำงานมาพัฒนาเป็นธุรกิจของตัวเอง ก็จะช่วยให้ท่านยังมีโอกาสลับสมองประลองปัญญาของตัวเองอยู่เสมอ ถ้าไม่เช่นนั้น สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ท่านยังคงสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้ก็คือ การหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทำอย่างที่เรานำเสนอไว้บ่อยครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย (แบบไม่หักโหม) การใช้ชีวิตในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ก็เป็นทางเลือกที่สามารถเลือกทำได้ ร่วมกับการหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี เข้ารับการตรวจสุขภาพโดยแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ
ในระยะยาว เราก็หวังว่าทางภาครัฐจะจัดหาโครงการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้
ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ สถานที่ที่จะรองรับกิจกรรมต่างๆ นโยบายการให้บริการสาธารณสุข การรองรับในกรณีที่ลูกหลานไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ หรือกรณีที่ไม่มีลูกหลานดูแล เรื่องเหล่านี้คงต้องคิดต้องทำอย่างจริงจังกันเสียที เพราะเวลาเหล่านั้นใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว เราคงมีเวลาอีกไม่มากสักเท่าไหร่ คุณว่าจริงหรือไม่?...
ข้อมูลอ้างอิง: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สุขภาพคนไทย. 2550
|