ผู้ดูแล...คนสำคัญที่สุดในชีวิตผู้สูงอายุ
ธรรมชาติของโลกกำหนดให้เมื่อมีการเกิด การเติบโต ย่อมตามมาด้วยความเสื่อมเป็นวัฏจักรหมุนวนอยู่เช่นนี้ตลอดมา
คนเราก็เช่นกัน เมื่อวาระของความเสื่อมของสังขารเกิดขึ้น เรี่ยวแรงที่เคยมี กำลังวังชา ความสดใสที่มีอยู่เต็มปรี่ในวัยหนุ่มสาวก็ย่อมลดทอนลงเป็นธรรมดา หลายสิ่งที่เคยทำได้คล่องแคล่วว่องไวก็กลายเป็นขลุกขลักลง หลายครั้งจำเป็นต้องมีผู้ช่วยคอยเป็นหูเป็นตาแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาสุขภาพด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องการผู้ดูแลคอยเป็นแขนเป็นขาให้ในเวลาที่ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่เต็มที่อย่างเคย
ในสังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมาเป็นระบบสังคมที่อยู่กันเป็นครอบครัว เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ อย่างชาวตะวันตก ครอบครัวแบบไทยๆ เราถือว่าสนิทใกล้ชิดกว่ากันมาก พ่อแม่จะเอาใจใส่ดูแลลูกๆ ตั้งแต่แบเบาะจนถึงวัยที่แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ในทางกลับกันเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องแก่ชราลง คนที่ทำหน้าที่ดูแลท่านเหล่านั้นจึงมักหนีไม่พ้นคนในครอบครัว ถือเสมือนเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำเพื่อแสดงความกตัญญูตอบแทนบุญคุณที่มีต่อกันมา
ในบางกรณีหากใครไม่มีสามี-ภรรยา หรือลูกหลานให้พึ่งพา ผู้สูงอายุอาจจำเป็นต้องพึ่งพาคนใกล้ชิด อย่างเช่น เพื่อน เพื่อนบ้าน
ญาติพี่น้อง หรือว่าจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ เช่น พยาบาล คนที่ทำงานด้านดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงวัยโดยเฉพาะให้มารับบทบาทเป็นผู้ดูแล
คำว่า การดูแล ครอบคลุมถึงการเข้าถึงความรู้สึก ความสนใจเอาใจใส่ การประคับประคองด้านการฟัง พูด หรือสัมผัส การให้ข้อมูล และการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่จำเป็นแก่การดำเนินชีวิต ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการปฏิบัติกิจทดแทนในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่สามารถทำกิจการนั้นๆ ด้วยตนเอง ผู้ดูแลจึงนับเป็นบุคคลสำคัญสำหรับตัวผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก
ในมุมมองของคนที่ทำหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุเอง ส่วนใหญ่รับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจและยินดีที่จะช่วยเหลือบนพื้นฐานของความรักและความสนิทสนม หรือบางคนก็ทำเพราะเป็นงานที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำโดยอาศัยใจรักงานลักษณะนี้เป็นทุนเดิม อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้ที่ทำโดย รศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร และคณะ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุมีปัญหาอยู่บ้าง อันแบ่งออกเป็นปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุ และปัญหาที่มีต่อตัวผู้ดูแลเอง
ปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุ อย่างเช่น การที่ผู้ดูแลขาดความรู้เรื่องโรคและวิธีการดูแลที่ถูกต้อง ปัญหาทางด้านพฤติกรรมของผู้สูงอายุ เช่น การหลงลืม กระวนกระวายไม่อยู่นิ่งๆ ทำให้ผู้ดูแลเกิดความเครียด หรือการที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง ยิ่งน้อยเท่าไหร่ หรือมีระดับความเจ็บป่วยยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องการเวลาในการดูแลมากขึ้นทำให้ผู้ดูแลเกิดความเครียดได้ นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหา
จุกจิกอื่นๆ เช่น การต้องปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การจัดหาอุปกรณ์จำเป็น ยา ปัญหาด้านการเงิน ค่าใช้จ่ายในการรักษา รวมทั้งการต้องออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุทำให้ขาดรายได้ก็เป็นอีกปัญหาที่สำคัญที่สุด ขณะเดียวกันก็ขาดแคลนผู้ช่วย หรือการไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ เพราะทัศนคติที่ว่าการดูแลผู้สูงอายุเป็นหน้าที่ของคนในครอบครัวที่ต้องดูแลกันเอง
ความเชื่อว่าตนเองและผู้สูงอายุกำลังชดใช้กรรมร่วมกันต่างๆ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเครียดได้ทั้งนั้น
ปัญหาที่มีต่อตัวผู้แล เช่น การที่ผู้ดูแลรู้สึกขาดอิสระในการใช้ชีวิตในสังคม การจัดการกับเวลาทำงาน บางคนที่ต้องขาดรายได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าต้องคอยพึ่งคนอื่นด้านการเงิน การจำกัดของเวลา นอกจากนี้ยังมีเรื่องภาวะอารมณ์ซึมเศร้า โกรธ ฉุนเฉียวง่าย รู้สึก
โดดเดี่ยวไม่มีใครเข้าใจ ไม่ได้พบปะเพื่อนฝูง การไม่มีเวลาให้คนอื่นทำให้รู้สึกห่างเหินกัน แม้แต่เวลาที่เป็นส่วนตัวก็แทบไม่มี ปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น ปวดหลัง ปวดต้นคอ นอนไม่หลับ เครียด เบื่ออาหาร หรือนอนไม่พอ บางคนมัวดูแลผู้สูงอายุจนแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเองทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาโดยเฉพาะผู้ดูแลที่เป็นผู้สูงอายุเหมือนกัน เช่น สามีหรือภรรยา เป็นต้น
ปัญหาเหล่านี้จะเกิดผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นกับความสามารถในการเผชิญปัญหาของผู้ดูแลที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น
• ถ้าผู้สูงอายุมีความบกพร่องทางสุขภาพมากผู้ดูแลมักจะรู้สึกว่า
ตนเองรับภาระหนัก จะมีความกังวลสูง
• ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดรายได้ จะทำให้ผู้ดูแลลดความวิตกกังวลลงไปได้มากที่สุด และจะเพิ่มขีดความสามารถในการดูแล
ผู้สูงอายุได้มาก
• อายุของผู้ดูแล ยิ่งมากหมายถึงประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้น
จะช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาและจัดการกับความเครียดได้มากขึ้น
• ผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลได้ดีกว่าผู้ชายและสามารถเผชิญปัญหาได้ดีกว่า เนื่องจากการอบรมเลี้ยงดูที่ต่างกัน ผู้หญิงมักถูกอบรมให้เป็นผู้ดูแลงานบ้านและสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ผู้ชายจะเป็นผู้หารายได้มาสนับสนุนครอบครัว
• สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ดูแลกับตัวผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในคู่ที่เป็นสามี-ภรรยากัน หากมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาก่อนด้วยความรักและความผูกพัน ผู้ดูแลจะมีความมุ่งมั่นและเต็มใจในการดูแล แต่ถ้าสัมพันธภาพต่อกันไม่ค่อยดีนัก ผู้ดูแลจะมีความเครียดมากกว่าเพราะจะรู้สึกว่าเป็นการทำตามหน้าที่มากกว่าความเต็มใจ
• ระดับการศึกษาของผู้ดูแล มีผลต่อระดับความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ ถ้าการศึกษาสูงมักจะเผชิญปัญหาได้ดีกว่า แต่ขณะเดียวกันก็มักจะรับรู้ปัญหาได้กว้างกว่าทำให้เครียดมากกว่า
• ระยะเวลาและประสบการณ์ในการดูแลที่มาก จะทำให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมโดยรู้สึกเครียดน้อยลง
• คนที่มีทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี รวมทั้งมีทักษะทางสังคมในการติดต่อกับคนอื่นๆ มองโลกในแง่ดี มักจะสามารถเผชิญปัญหาได้ดี ตรงกันข้าม หากตัวผู้ดูแลเป็นคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ วิตกกังวล ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย มักจะเผชิญปัญหาในการดูแลผู้ป่วยได้ไม่ดีนัก
• การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม เช่น การได้รับข้อมูล คำแนะนำในการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย การได้รับความช่วยเหลือด้านวัตถุ การบริการ แม้กระทั่งสวัสดิการทางสังคมต่างๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวเอง จะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลมีกำลังใจ เชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถเผชิญและตอบสนองต่อความเครียดต่างๆ ได้ดีขึ้น เร็วขึ้น มีกำลังใจ เชื่อมั่นในตัวเอง มีอารมณ์ที่มั่นคงในการเผชิญปัญหาต่างๆ
ความต้องการของผู้ดูแล...ที่ไม่อาจมองข้าม!
ปัญหาที่เกิดกับผู้ดูแลย่อมส่งผลต่อคุณภาพการให้การดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยตรงอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จากทั้งหมดที่กล่าวมา จึงพบว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุมีความต้องการในเรื่องต่างๆ ที่บุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดไม่อาจมองข้าม และควรให้การช่วยเหลือสนับสนุน ได้แก่
• ข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับสภาพความเจ็บป่วย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางร่างกายของผู้สูงอายุ การพยากรณ์โรค การดำเนินโรค และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย
• เวลา ผู้ดูแลจำเป็นต้องจัดตารางประจำวันและบทบาทในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุในแต่ละวัน ทั้งด้านร่างกายและอารมณ์
• การช่วยเหลือในการดูแล เช่น ภายในครอบครัวอาจวางตัวผู้ดูแลหลัก และผู้ดูแลรองในฐานะผู้ช่วย รวมทั้งหาคำแนะนำถึงแหล่งที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแล
• รายได้ ในเรื่องนี้ครอบครัวหรือญาติผู้ดูแลส่วนมากจะมีบทบาทช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายแก่ผู้สูงอายุและผู้ดูแล เช่น ค่าเดินทาง ค่ารักษา ค่ายา ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่าอุปกรณ์ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น
• การสนับสนุนด้านจิตใจเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความกลัวต่างๆ ในบางครั้งผู้ดูแลอาจเกิดความรู้สึกกลัวความรับผิดชอบที่ต้องดูแลผู้ป่วย กลัวการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาเช่น เพื่อน หรือญาติ คอยพูดคุยให้คำปรึกษาเพื่อลดความเครียด
การดูแลสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องการการดูแลเป็นพิเศษเป็นภารกิจที่หนักนอกเหนือจากงานปกติที่ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบตัวเอง และต้องทำอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นผลให้การดำเนินชีวิตของผู้ดูแลเปลี่ยนไป เกิดความเครียดได้ทั้งในเรื่องของการบริหารเวลา การทำงาน ภารกิจในสังคม การมีอิสระ และเวลาเป็นส่วนตัว รวมถึงฐานะการเงิน แต่หากมีคนที่ใกล้ชิดหรือสังคมที่คอยช่วยเหลือและพร้อมที่จะเป็นกำลังเสริมได้ยามจำเป็นก็จะช่วยให้บรรเทาปัญหาต่างๆ ลงได้มาก รวมทั้งจะทำให้ผู้สูงอายุเองได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพดีอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นคงไม่ใช่การโยนหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุให้กับคนได้คนหนึ่งรับผิดชอบทั้งหมด แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันนะคะ
อ้างอิง : ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. ผู้ดูแลผู้สูงอายุ; การสังเคราะห์องค์ความรู้. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547.
|