สวยใสไม่ไร้สติในวัยทอง
นพ.รังสรรค์ อยู่บาง
คนเรานั้นมีวัยสวยใสเต่งตึง แต่เมื่อมาถึงวันหนึ่งก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของสังขาร
กระทั่งเข้าสู่วัยทอง .... วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน จะเรียกสตรีที่หมดประจำเดือนไม่น้อยกว่า
1 ปี และยังหมายความรวมไปถึงสตรีที่ผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2
ข้าง ช่วงอายุต่ำกว่า 40 ปีด้วย
การหมดประจำเดือนโดยเฉลี่ยมักจะเริ่มตั้งแต่ 50 ปี แต่บางรายก็หมดตั้งแต่
40-45 ปี บางคนกว่าจะหมดก็นานถึง 55 ปี ก็มีนะครับ ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นถึง
70 ปี ดังนั้นหลังจากหมดประจำเดือนจึงไม่ควรปล่อยปละละเลยการดูแลสุขภาพร่างกาย
มีการตรวจสุขภาพร่างกาย การให้ฮอร์โมนเพศชดเชยแทนการผลิตฮอร์โมนของรังไข่
และการให้แคลเซียมเสริมเพื่อป้องกันกระดูกพรุน สภาพที่บ่งบอกวัยวุฒิของวัยทองได้ชัดเจนที่สุด
คือ ผิวพรรณ ดังนั้นเมื่อสูงวัยขึ้นจนเข้าสู่วัยทองจึงควรดูแลผิวพรรณตัวเองให้มีสุขภาพดี...
ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของผิวหนัง
ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของผิวหนัง เช่น แสงแดด การสูบบุหรี่
มลภาวะและสารเคมีต่างๆ และสิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ
อายุที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายลดลง
ซึ่งฮอร์โมนเพศมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิวหนัง
รวมทั้งการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ในผิวหนังชั้นที่เรียกว่าหนังแท้
เช่น คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งสารดังกล่าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการให้ความยืดหยุ่น
และความแข็งแรงแก่ผิวหนัง ดังนั้นในผู้ที่อายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้าสู่ภาวะวัยทองก็จะเริ่มเกิดปัญหาของผิวหนัง
เช่น ผิวหนังบาง แห้งแตกง่าย ขาดความนุ่มชุ่มชื้น ขาดความยืดหยุ่น
และมีรอยเหี่ยวย่น โดยความรุนแรงจะสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้นร่วมกับระยะเวลาของการขาดฮอร์โมนเพศ
ซึ่งปัญหาของผิวหนังดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความวิตกกังวลและขาดความมั่นใจในตนเองในการใช้ชีวิตประจำวัน
กลไกการกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
ผิวหนังสามารถเก็บรักษาสมดุลระหว่างความชุ่มชื้นหรือน้ำในผิวหนังกับน้ำในสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย
โดยเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดที่เรียกว่าชั้นสตราตัมคอร์เนียม
(stratum corneum) ซึ่งจะมีหน้าที่หลายอย่างไม่เพียงแต่การรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
ยังช่วยป้องกันเชื้อโรค สารพิษในสิ่งแวดล้อม ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวที่มีจำหน่ายนั้นได้ถูกผลิตขึ้นจากการเลียนแบบกลไกการรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังชั้นสตราตัมคอร์เนียมแทบทั้งนั้น
ซึ่งความชุ่มชื้นของผิวหนังที่เหมาะสม หมายถึง ผิวหนังที่สามารถรักษาระดับน้ำให้คงอยู่ในผิวหนังระหว่างเซลล์ผิวหนังกำพร้าได้อย่างสมดุล
ทำให้ผิวหนังดูเนียนนุ่ม เรียบไม่เป็นขลุย
มอยส์เจอร์ไรเซอร์น่าใช้ในวัยทอง
ปัจจุบันวิทยาการความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังในสตรีวัยทองเจริญก้าวหน้าไปมาก
เราพบว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุเสริมของการเปลี่ยนแปลง ได้แก่
สารเคมีที่ระคายเคืองต่อผิวหนัง พันธุกรรม แสงแดด ในช่วง 20
ปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีเภสัชกรรมการผลิตเครื่องสำอางเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
มีการคิดค้นสารเคมีชนิดใหม่ๆ ในการนำมาบำรุงผิวพรรณ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังชะลอการเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
ซึ่งมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ก็เป็นอาหารผิวอันดับแรกที่น่าเลือกใช้ดูแลผิวพรรณ
ซึ่งแบ่งประเภทของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ
ได้แก่
o ประเภทเคลือบผิวหนังปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน (occlusive)
ออกฤทธิ์ปิดกั้นการซึมผ่านของน้ำในผิวหนังออกสู่ภายนอก เมื่อทาบนผิวหนังจะคลุมผิวหนัง
ทำหน้าที่คล้ายเกราะอ่อนๆ ป้องกันสารเคมีไม่ให้ระคายผิวหนัง
การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ประเภทนี้ต้องคำนึงถึงการล้างหรือฟอกด้วยสบู่
หรือการถู เช็ด ซึ่งจะทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์หลุดออกจากผิวหนังได้
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทาซ้ำหลายครั้งต่อวัน โดยความถี่ในการทาขึ้นกับพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
คุณอาจสังเกตสารที่ระบุข้างขวด ได้แก่ lanolin, petroleum
และ mineral oil เป็นต้น
o ประเภทดูดน้ำให้ผิวหนัง (humectant) จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังโดยการจับน้ำจากบรรยากาศและรักษาน้ำบนผิวหนังไว้ไม่ให้ระเหยไป
สารกลุ่มนี้ได้แก่ lactic acid, urea, glycerol และ polyol
ซึ่งอาจระคายผิวหนังทำให้รู้สึกคันยิบๆ เวลาทาบนผิวหนัง ควรระมัดระวังในผู้ที่มีการอักเสบของผิวหนังอยู่
คือควรรักษาอาการอักเสบให้หายก่อนค่อยทา
o ประเภทป้องกันแสงแดด (sun block) มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีสารกันแดดผสมอยู่
จะช่วยป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตเอ และบี (UVA, UVB) ที่มาทำลายผิวหนังที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติซึ่งคอยรักษาน้ำให้กับผิวหนังไป
สารประเภทนี้ได้แก่ Titanium dioxide, Ocyl Methoxycinnamate,
Ethylhexyl p-Methoxycinnamate เป็นต้น
เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะ
การเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์นั้นไม่ใช่เลือกตามโฆษณาหรือของแถมนะครับ
ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการด้วยกัน ได้แก่
ลักษณะผิวพรรณของตน ผู้ที่มีผิวมันควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันน้อย
ทราบได้ด้วยการทดลองทาบนผิว ตรงกันข้ามผู้ที่มีผิวแห้งก็ควรเลือกที่มีความมันมากหน่อย
อย่างไรก็ตามควรเลือกที่ทาแล้วรู้สึกสบายไม่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป
ฤดูกาล ฤดูหนาวควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมากกว่าฤดูฝนหรือฤดูร้อน
กลิ่น เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์มักมีน้ำหอมผสมอยู่เพื่อให้น่าใช้
แต่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ดังนั้นหากท่านเป็นผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีหรือแพ้ง่าย
ก็ควรเลี่ยงไปใช้แบบที่ไม่มีน้ำหอมแทน
ส่วนประกอบของสารเคมีที่นำมาผลิตเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ คุณควรอ่านฉลากตรงที่ระบุส่วนผสม
(Ingredients)ด้วย โดยพิจารณาตามรายละเอียดที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
โดยหากต้องการมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมากก็เลือกที่มี
occlusive มากหน่อย และหากต้องการให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้นก็เลือกที่มี
humectant เพิ่มขึ้น และหากต้องการสารกันแดดก็ให้เลือกที่มีสารกันแดดผสมอยู่
ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทผู้ผลิตจะผสมสารเคมีที่มีคุณสมบัติหลายๆ
อย่างในมอยส์เจอร์ไรเซอร์ของตน
การทดลองใช้ อันนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ท่านทราบว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดนั้นๆ
ดีและเหมาะสมกับตัวเองเพียงไร จึงควรทดลองใช้ดูก่อน หากไม่มีให้ทดลองก็ให้ซื้อในขนาดบรรจุปริมาณน้อยๆ
มาลองใช้ หากมีการแพ้จะได้ไม่ต้องเสียดายมาก
ภาวะทางเศรษฐกิจ ในยุคน้ำมันแพงแบบนี้สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาร่วมด้วยอย่างยิ่งครับ
ของดีที่เหมาะกับเราอาจไม่จำเป็นต้องแพงครับ
ดูแลรักษาผิวแแบอองค์รวม
การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวแล้วมไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ผิวดีนะครับ
ผิวพรรณจะสวยงามดูสุขภาพดีได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของผิวรู้จักดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
มีการดูแลผิวแบบองค์รวม ได้แก่
o ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
o พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
o รู้จักจัดการกับความเครียดและทำใจให้เป็นสุข
o รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
o ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
o หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน เช่น อยู่แต่ในห้องปรับอากาศ
ชอบอาบน้ำอุ่นหรือล้างมือบ่อยๆ ฟอกสบู่ด้วยสบู่ที่เป็นด่าง
ออกแดดเป็นประจำ ทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ
o หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสื่อมต่อสุขภาพ
เช่น การดื่มเหล้า และ การสูบบุหรี่
ลองไปปฏิบัติกันดูนะครับจะได้มีผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งกันทุกคน
|